แต่มันคือคนไข้คนล่าสุดที่ไม่ได้มาผ่าตัดเสริมความงามที่ส่วนใดอย่างคนไข้รายอื่น เป็นเคสพิเศษที่ดูแลได้ง่ายกว่าทุกเคสและไม่จำเป็นต้องอาศัยทักษะอะไรมากนัก แต่กลับทำให้เขาจดจำได้มากกว่าใบหน้าของคนไข้รายอื่นที่เคยผ่านมา
เขาไม่อยากยอมรับ…แต่ร่องรอยของเธอยังตามหลอกหลอนเขาแม้ยามเดินอยู่ในบ้านของตัวเอง
เมื่อประตูห้องทำงานปิดลง ความเงียบก็เข้าครอบคลุม มันเป็นความเงียบที่เขาคุ้นเคย แบบที่เคยทำให้มีสมาธิจดจ่อกับงานได้ดี แต่คืนนี้มันกลับรู้สึกอึดอัดผิดปกติ ราวกับความคิดวุ่นวายบางอย่างกำลังตีกรอบเขาเอาไว้อยู่ในพื้นที่แคบๆ
เขาถอดแว่นวางลงบนโต๊ะ ยกมือขึ้นแตะขมับเบาๆ ก่อนวางแฟ้มเอกสารของเคสคนไข้วันรุ่งขึ้นลงบนโต๊ะ กระดาษในแฟ้มยังใหม่ไร้รอยพับ เพราะเขาเพิ่งหยิบติดมือออกจากโรงพยาบาล เขาควรตั้งใจอ่านมันให้ละเอียด แต่สายตากลับจับโฟกัสไม่ได้แม้แต่นิดเดียว
ทุกครั้งที่พยายามมองตัวหนังสือ ภาพใบหน้าซีดๆ ของปาณชีวาก็ลอยกลับเข้ามาแทรกกลางความคิด ใบหน้าที่กำลังหลับสนิทบนเตียงผู้ป่วย เสียงหายใจแผ่วๆ ที่ยังฟังดูเหนื่อยล้า ดวงหน้าเล็กที่ซุกอยู่บนหมอนนุ่มๆ ท่าทางน่าสงสารเกินกว่าที่เขาควรจะใส่ใจมากไปกว่าผู้ป่วยคนหนึ่ง
แต่สิ่งที่รบกวนเขามากกว่าอาการป่วยของเธอ ก็คือ…กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ติดอยู่ปลายจมูกตั้งแต่ตอนที่เขาอุ้มเธอขึ้นรถ
มันไม่ใช่น้ำหอมราคาแพงแบบที่เขามักเจอในงานเลี้ยงหรือผู้หญิงในสังคมชั้นสูง รวมถึงผู้หญิงที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิตเขา
มันเป็นกลิ่นธรรมดาเรียบง่ายเหมือนดอกไม้ป่า เหมือนสบู่เด็ก เหมือนผ้าที่ตากแดดอ่อนหลังวันฝนตก แต่กลับติดทนจนยิ่งคิดก็ยิ่งจำได้ชัดเจนจนขัดใจตัวเอง
เขาหลับตาแล้วพิงหลังลงกับพนักเก้าอี้ เงยหน้าให้แสงไฟจากโคมบนเพดานส่องตกกระทบใบหน้า ความเมื่อยล้าไหลเข้ามาแทรกตามกล้ามเนื้อ แต่ความคิดกลับตื่นตัวเกินกว่าจะพักได้ง่ายๆ
“ไร้สาระจริงๆ…”
เขาพึมพำเบาๆ คล้ายตำหนิตัวเองที่เอาเรื่องไม่เป็นเรื่องเข้ามาปั่นหัวให้วุ่น ผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาเพิ่งช่วยพาไปโรงพยาบาล ไม่ควรมีผลอะไรกับชีวิตที่เป็นระเบียบเรียบร้อยของเขาเลยสักนิด
ไม่ควรดึงเวลาและความสนใจของเขาไปมากขนาดนี้
ไม่ควรทำให้เขานึกถึง…ตอนที่เด็กหนุ่มคนนั้นยืนเฝ้าเธอด้วยสายตาเต็มไปด้วยความรักความห่วงใยแบบนั้น
ดวงตาคมของกฤตภัทรแข็งขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อภาพของเด่นคุณแล่นเข้ามาในหัว
เด็กหนุ่มคนนั้นมองปาณชีวาราวกับโลกทั้งใบมีแค่เธอคนเดียว
สายตาแบบนั้น…มันอันตรายเกินไป
เขาไม่ยอมรับออกมาตรงๆ ว่าหงุดหงิด แต่ความรู้สึกนั้นชัดเจนจนปฏิเสธไม่ได้ มือใหญ่พลิกหน้าเอกสารตรงหน้า แต่มันก็ยังพร่าเลือนในสายตาอยู่เหมือนเดิม
ประโยคในแฟ้มยังเหมือนน้ำหมึกที่ยังไม่แห้งดี ต่างจากความคิดของเขาที่กำลังไหลวนอย่างไม่เป็นระเบียบ
“เด็กคนนั้น…” เสียงในใจเขาผุดขึ้นมาอย่างช้าๆ
“…ควรเป็นแค่ความวุ่นวายชั่วคราว”
เขาบอกตัวเองแบบนั้นแต่หัวใจกลับไม่เชื่อเลยแม้สักนิด
กฤตภัทรปิดแฟ้มลงแรงกว่าที่ตั้งใจ ไม่ถึงกับกระแทก แต่หนักพอจะระบายความหงุดหงิดในอก เขาถอนหายใจช้าๆ แล้วกดนิ้วลงบนหว่างคิ้ว รู้สึกได้ถึงความตึงเครียดที่สะสมมาตั้งแต่เย็น
“พอแล้ว วันนี้พอแค่นี้ก่อน ดูท่าเราจะทำงานหนักเกินไปเลยไม่ค่อยมีสมาธิ”
เขาบอกตัวเองก่อนลุกจากโต๊ะอย่างเหนื่อยล้า ทั้งที่ปกติเขามักจะใช้เวลาช่วงดึกอ่านเคสล่วงหน้าทุกคืนเพื่อเตรียมตัวทำงานวันรุ่งขึ้น แต่คืนนี้สมาธิหายไปจนหมด
ชายหนุ่มก้าวขึ้นไปบนห้องนอน จากนั้นก็อาบน้ำชำระล้างร่างกายเพื่อให้สดชื่นขึ้น เสียงผ้าปูที่นอนขยับเมื่อเขาเอนตัวลงบนที่นอนกว้าง เตียงขนาดคิงไซซ์ที่ว่างเปล่าเงียบงันเหมือนทุกคืน แต่กลับรู้สึกวังเวงกว่าที่เคย
เขาปิดไฟ เหลือเพียงแสงสลัวจากโคมไฟหัวเตียง ดวงตาคมค่อยๆ ปิดลงทั้งที่ความคิดยังวิ่งวนไม่หยุด
ภาพสุดท้ายที่แล่นเข้ามาในหัวก่อนความง่วงจะค่อยๆ คืบคลานเข้ามาคือใบหน้าซีดเซียวของปาณชีวา และสัมผัสเบาๆ บนฝ่ามือเขาตอนที่จับหน้าผากเธอเพื่อวัดไข้แบบง่ายๆ
ผิวของเธอนิ่ม อุณหภูมิร่างกายร้อนจัด แต่กลับทำให้ปลายนิ้วของเขารู้สึก…อบอุ่นอย่างไม่น่าเชื่อ
“ทำไมเลิกคิดถึงเด็กนั่นไม่ได้ซะทีนะ ก็แค่...เพื่อนหลานเท่านั้น”
เขาบ่นพึมพำกับตัวเอง พยายามสลัดภาพ สลัดกลิ่น และสลัดเสียงของเธอให้หลุดออกไปจากห้วงคำนึง แต่ยิ่งพยายามเท่าไหร่ ภาพ กลิ่นและเสียงของเธอกลับยิ่งชัดเจนมากขึ้นทุกขณะ
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่...ไม่เข้าใจเลยจริงๆ
หนึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่สำหรับปาณชีวา…มันกลับเป็นหนึ่งเดือนที่แปลกประหลาดที่สุดในชีวิต ความทรงจำในคืนวันที่เธอถูกอุ้มขึ้นจากเตียงด้วยอ้อมแขนแข็งแรงของนายแพทย์กฤตภัทร
น้ำเสียงเย็นเรียบที่บอกให้เธออยู่นิ่งๆ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อเจือจางในห้องผู้ป่วยพิเศษ และจังหวะหัวใจที่เต้นแรงยามใบหน้าเฉียบคมนั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้จนแทบหายใจไม่ออก ทั้งหมดเหมือนถูกประทับไว้อย่างแน่นหนาไม่มีอะไรลบเลือนได้เลยแม้เพียงเสี้ยวเดียว
เธอคิดว่าการไม่เจอเขานานถึงหนึ่งเดือนจะทำให้ความรู้สึกอ่อนไหวเหล่านั้นค่อยๆ เลือนหาย แต่ทันทีที่ก้าวเข้ามาในบริเวณโรงพยาบาลรัตนเวชเช้าวันนี้ หัวใจของปาณชีวากลับเต้นแรงจนผิดปกติ เหมือนถนนทุกเส้น เสียงทุกเสียง และแม้แต่กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่โชยมาอ่อนๆ ต่างบอกเธอว่าผู้ชายคนนั้นยังอยู่ในความคิดไม่ไปไหนเลย