CAP 3 | สาเหตุความซวย

1501 คำ
[CHALEE’s Talk] เมื่อคืนฉันเข้านอนเกือบตีสอง หลังจากที่ใช้ไอแพดของลูกหาสถานที่ใหม่ในการเปิดร้านพร้อมๆ กับทำกาแฟบรรจุขวดเตรียมเอาไปขายหน้าตึกลุกซ์ที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านเช่า พอตีสี่ก็ต้องลุกขึ้นมาเงียบๆ ระวังไม่ให้ลูกตื่นอาบน้ำและแพ็กของลงกระเป๋ารถเข็นเตรียมพร้อม แถมยังมีขนมปังที่รับซื้อมาเมื่อตอนต้นสัปดาห์ ตั้งใจว่าจะขายราคาถูกกว่าหน้าร้านลงมาหน่อยเพื่อที่จะระบายมันออกจากตัวให้หมด อย่างน้อยได้ทุนค่าขนมคืนก็ยังดีกว่าขาดทุนเพราะมันหมดอายุก่อน สาเหตุที่ฉันดูเสียดายช่องทางการทำมาหากินในตึกนี้เหตุผลหลักๆ คือเรื่องรายได้ รองลงมาคือชื่อตึก ครั้งแรกที่ฉันได้เห็นตึกนี้มันทำให้ฉันนึกถึงใครบางคน แค่เห็นชื่อตึกก็แอบใจสั่น เคยเป็นบ้าไปค้นอินเทอร์เน็ตดูหน้าเจ้าของตึกมาแล้วด้วย แต่ก็ไม่เจอ เจอแต่ข่าวเรื่องซุบซิบที่คนในแวดวงธุรกิจนินทาเขาว่าหยิ่งยโส รักความเป็นส่วนตัว ไม่ว่ารูปไหนที่ถ่ายติดเขาล้วนถูกคนของเขากว้านซื้อจนเรียบหรือไม่ก็ร่อนโนติสเตือนจนต้องออกมาปักหมุดขอโทษ ท่าจะเป็นตาแก่เรื่องมากไม่น้อย พอตีห้าครึ่งก็ปลุกลูกให้ตื่นมาล้างหน้าแปรงฟันเพื่อไปขายของ ฉันอยากให้ลูกโตกว่านี้จนสามารถอยู่บ้านคนเดียวได้ ฉันอาจจะหางานประจำที่มั่นคงกว่านี้ทำ เราสองคนแม่ลูกจูงมือกันพร้อมกับลากกระเป๋าใส่กาแฟขวดมาขายอยู่หน้าทางเข้าตึก ซึ่งตรงนั้นก็มีทั้งแผงขายลอตเตอรี่และร้านขายไก่ทอด ฉันฝากลูกให้แม่ค้าไก่ทอดดูแลชั่วคราวก่อนจะเดินไปหยิบโต๊ะพับที่เอามาฝากทางร้านไว้มากาง “หม่ามี้~ ทำไมเราไม่ได้ขายข้างใน” ลูกชายวัยห้าขวบถามคำถามนี้เป็นรอบที่สิบ เมื่อวานหลังจากฉันบอกลูกว่าเราจะเลิกขายในตึก ลูกก็เอาแต่ถามไม่หยุด ซึ่งฉันเองก็บอกแค่ว่าเรากำลังหาที่ใหม่ “เดี๋ยววันนี้เราจะไปหาที่ใหม่ขายของกันนะคะ” ฉันตอบกลับด้วยประโยคเดิมพร้อมกับยิ้มให้ลูกชาย “วันนี้เหยอ~” ตาสีอ่อนของเขาเป็นประกายทุกครั้งหลังได้ฟังคำตอบของฉัน “ใช่ค่ะ แต่ต้องรอให้หม่ามี้ขายของที่เอามาให้หมดก่อนนะคะ” น้องคลาวด์พยักหน้าหงึกหงักรับทราบ ลูกเป็นเด็กร่าเริง พูดเก่ง แต่บางทีก็โลกส่วนตัวสูง เราสองคนแม่ลูกคุยกันได้ไม่นาน พนักงานที่ใช้ทางเส้นนี้เป็นทางเข้าตึกก็หยุดดูที่แผงขายของเราด้วยความสนใจ “ใช่เจ้าร้านกาแฟใต้ตึกหรือเปล่าคะ” พนักงานผู้หญิงห้อยป้ายพนักงานของตึกเอ่ยทักฉันด้วยความสงสัย อาจเพราะปกติเราสองคนไม่ได้สวมหน้ากากอนามัยแบบวันนี้ จึงทำให้เขาจำเราไม่ได้ “ใช่ค่ะ ฝากบอกคนอื่นๆ ในตึกด้วยนะคะ ว่าย้ายมาขายตรงนี้ ไม่มีเมนูเย็น แต่ราคาดีกว่าใต้ตึกแน่นอนค่ะ” “ได้เลยค่ะ ว่าแล้วเชียวต้องใช่ จำหน้าน้องฝรั่งคนนี้ได้” พนักงานออฟฟิศคนนั้นพูดก่อนจะยิ้มออกมา และก้มสแกนจ่ายค่ากาแฟ “เดี๋ยวบอกในไลน์กลุ่มออฟฟิศให้นะคะ” เธอเดินจากไปแล้ว ส่วนคลาวด์ก็หันมามองหน้าฉันคล้ายกับกำลังมีคำถาม อย่านะ... “หม่ามี้ หน้าคลาวด์ไม่เหมือนหม่ามี้เหรอ~” นั่นไง “เพราะคลาวด์ยังเด็กไงคะ ถ้าโตขึ้นคลาวด์จะหน้าเหมือนหม่ามี้” ฉันโกหกลูกออกไป ตอนนี้เริ่มกลัวว่าหากลูกเข้าโรงเรียนจะถูกเพื่อนและคุณครูถาม พ่อเป็นคนประเทศอะไรคะ? พ่อไปไหน? “กี่ขวบ?” “สิบขวบค่ะ” น้องคลาวด์พยักหน้าอีกครั้ง ยังไม่ทันจะอ้าปากถามอะไรพนักงานออฟฟิศจากในตึกก็เดินเข้ามากันกลุ่มใหญ่ เราสองคนจึงหยุดการพูดคุยกันไว้แค่นั้นก่อน และรีบขายของที่นำมาแข่งกับเวลา กระทั่งเกือบสิบเอ็ดโมง ขนมกล่องสุดท้ายก็ถูกลูกชายของฉันจับใส่ถุงพลาสติกยื่นให้ลูกค้า กระเป๋ารถเข็นถูกรูดซิปปิด และฉันคว้ามันมาถือด้วยตนเอง “หม่ามี้~ กลับบ้านหรือไปหาร้านใหม่ต่อ” “กลับบ้านเอาของไปเก็บก่อนค่ะ หิวมากไหม หม่ามี้ขอเข้าตึกไปถามเรื่องคืนเงินแป๊บเดียว เดี๋ยวพาไปกินข้าวร้านป้าแก้ว” “คลาวด์รอได้” “เก่งมากค่ะ งั้นหม่ามี้จะฝากน้องคลาวด์ไว้กับลุง รปภ. หน้าตึกเหมือนเดิมนะ หม่ามี้จะรีบไปรีบกลับ” ลูกชายของฉันว่าง่าย พยักหน้าหงึกหงักเข้าใจอีกแล้ว อภิชาตบุตรจริงๆ ฉันฝากลูกไว้กับพนักงานรักษาความปลอดภัยหน้าประตูทางเข้า ซึ่งคุณลุงก็คุ้นหน้าคุ้นตาเราสองคนเป็นอย่างดีจึงรับฝากง่ายๆ จากนั้นฉันจึงเดินไปยังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ติดต่อขอพบผู้จัดการฝ่ายอาคารสถานที่ เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ต่อสายขึ้นไปบนตึก ก่อนจะหันมาบอกฉันด้วยน้ำเสียงติดสุภาพ “เชิญเข้าไปรอที่ห้องประชุมเล็กก่อนนะคะ ข้างบนกำลังลงมา” ฉันกดใบหน้าลงเล็กน้อยเชิงรับทราบ เดินตามการผายมือของเจ้าหน้าที่เข้าไปนั่งรอในห้องประชุมตามคำสั่งอย่างว่าง่าย ห้องประชุมเล็ก ที่ไม่เล็ก... เก้าอี้เจ็ดตัววางเป็นระเบียบรอบโต๊ะคือหลักฐาน เพราะไม่รู้ว่าควรนั่งตรงไหน จึงตัดสินใจนั่งหย่อนสะโพกลงบนเก้าอี้โดยหันหน้าออกไปมองทางด้านประตู การนั่งแบบนี้มันทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัยมากกว่านั่งหันหลังให้ทางเข้าออก ไม่นานนักเสียงหมุนลูกบิดก็เรียกความสนใจให้ฉันอีกครั้ง ตั้งใจจะส่งยิ้มหวานเป็นมิตรให้มากที่สุด เผื่อเขาจะรีบจัดการเรื่องเงินให้ “...!” ทว่ากลับต้องยิ้มค้างกลางอากาศ เมื่อคนที่เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเหยียดหยันไม่ใช้ผู้จัดการฝ่ายอาคารสถานที่คนเมื่อวาน “ไง...” “ทะ ที่รัก...” ทันทีที่รู้สึกว่าหลุดปาก จึงรีบยกสองมือเรียวของตนเองมันขึ้นมากปิดริมฝีปากตนเองพร้อมกับดวงตาซึ่งค่อยๆ เบิกกว้างอย่างยากจะควบคุม [Talk End] “ใครที่รักของเธอ” คนเพิ่งเดินเข้ามายกยิ้มมุมปากกับสีหน้าของคนตรงหน้า เรียกได้จะแทบช็อกตายน้ำลายฟูมปาก ยิ่งมือสองข้างที่กำลังวางประสานเริ่มสั่นเทา กอปรกับอาการหวาดกลัวที่แสดงออกมาอย่างปกปิดไม่มิด ยิ่งอยากทำให้ลูเซียเดินเข้าไปใกล้ ไปช่วยบีบคอ จะได้ตายเร็วขึ้น แต่ไม่เอาดีกว่า...เสนียดฝ่ามือ “ทะ ทำไมพี่มาอยู่ที่นี่” คนตัวเล็กรีบปะติดปะต่อเรื่องราวในหัวทั้งชื่อและการแต่งการด้วยสูทราคาแพงของคนตัวโต สิ่งที่เธอคิดว่ามันเพ้อเจ้อมาตลอดคือเรื่องจริง แฟนเก่าของเธอคือเจ้าของลุกซ์ ลิมิเต็ด “อย่าตีสนิท” น้ำเสียงติดเย็นชาเปรยออกมาเข้าหูคนฟังจนก้มหน้างุด “คนอย่างฉันให้เกียรติลงมาคุยกับเธอขนาดนี้ก็ดีแค่ไหน” “ขอโทษค่ะ คุณ...นี่คือสาเหตุที่คุณไล่ฉันออกจากตึก” “ใช่ เพราะเห็นหน้าเธอมันขยะแขยง แค่เห็นก็ฝันร้าย อยากจับโยนไปให้พ้นๆ ตาสักที” ชาลีเม้มริมฝีปากแน่น กระทั่งเผลอกลั้นลมหายใจก่อนจะเรียกสติตนเองให้กลับมาและค่อยๆ ผ่อนปรนความตึงเครียดออก “ค่ะ ขอโทษที่รบกวน งั้นฉันขอตั...” “แต่ตอนนี้ฉันเปลี่ยนใจแล้ว” เสียงพูดแทรกของอดีตคนรัก ทำให้ชาลีหยุดพูดประโยคของตนเองพร้อมเงยหน้ามองใบหน้าของอีกฝ่ายโดยปริยาย “ฉันอนุญาตให้เธอขายของในตึกต่อไปก็ได้” “แลกกับอะไรคะ” ถามออกไปเพราะรู้นิสัยของเขาดี เพราะเมื่อก่อนเวลาเธออยากไปไหน ลูเซียมักจะมีเงื่อนไขมาแลกเสมอ “แม่บ้าน ฉันต้องการให้เธอขึ้นไปทำความสะอาดห้องพักชั้นบนสุดของฉันทุกสัปดาห์...คนเดียว” คนตัวเล็กกำมือแน่น ครุ่นคิดในสิ่งที่เพิ่งได้ฟังจากปากอดีตแฟนเก่าด้วยความสับสน ชาลีนึกว่าเขาจะโกรธเกลียดเธอจนทำอะไรรุนแรงกว่านี้ แต่เอาเข้าจริงกลับเป็นแค่การกลั่นแกล้งเล็กๆ น้อยๆ อย่างการใช้แรงงานเธออย่างหนัก “ไม่มีเวลาเก็บไปคิด ตอบเดี๋ยวนี้” คนตัวสูงยืนล้วงกระเป๋ารอเอาคำตอบอย่างวางอำนาจ กระทั่งชาลีถอนหายใจออกมาเมื่อตัดสินใจดีแล้ว “ฉัน...ขอปฏิเสธค่ะ” »»-------✧-------««
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม