ตอนที่ 3
กลับไปได้แล้ว
"นี่ เธอ..."
ชินกรตัวแข็งทื่อ สมองมันสั่งให้เดินหนีขึ้นห้องไปเสีย แต่ร่างกายเขากลับไม่ยอมทำตาม ทั้งกายมันหวิวเพียงแค่เห็นใบหน้าเจ้าเล่ห์ของผู้หญิงที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า แม้จะยังไม่ถูกมือเธอปลุกกระตุ้น แต่ลำแท่งกลางตัวก็เริ่มตื่นตัวขึ้นมาดื้อๆ
กางเกงขาสั้นของเขามันง่ายต่อการถูกล่วงล้ำอย่างมาก รสราไต่ระดับนิ้วขึ้นไปเรื่อยๆ สูงขึ้นและสูงขึ้น
"หืม ทำไมทำหน้าแบบนั้นละคะ นี่ ทั้งๆ ที่จะลุกหนีไปก็ได้นี่นา" รสรากระเซ้าแหย่ขณะที่มือยังไม่หยุดลูบไล้ไปที่ต้นขา
"อึก นี่ อย่าแกล้งกัน"
น้ำเสียงดูอ่อนลงจนรสราแทบกลั้นขำไม่ไหว ดวงตาคู่กลมช้อนมองคนที่อยู่เหนือใบหน้าหวังจะได้เยาะเย้ย แต่กลับเป็นเธอที่เสียอาการ เมื่อทันทีที่ได้สบตาคู่คมใต้กรอบแว่นนั่น
ชินกรดูเหมือนจะเงียบขรึมและไม่หวือหวาในสายตาคนทั่วไป หากแต่เมื่อใครได้มองลึกลงไปจริงๆ แล้ว กลับพบว่าภายใต้กรอบแว่นหนาเรียบนั้นดวงตาของเขาดึงดูดราวกับมีมนต์สะกด
จมูกโด่งได้รูป คิ้วเข้มเรียงตัวสวยตัดกับผิวเนียนขาวราวกับไม่ได้เคยผ่านแดดตามประสาลูกคุณหนู
สิ่งที่ทำให้คนมักมองข้ามความหล่อของเขา คงเป็นเพราะแว่นสายตาทรงเรียบที่เขาใส่เป็นประจำ และตอนนี้ ผู้ชายคนนี้ก็กำลังตกอยู่ในโอวาทของเธอ
"รสรา รสรา" เสียงเรียกดังขึ้นจนเธอสะดุ้งโหยง รีบปรับสีหน้าทันทีด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะรู้ว่าเธอกำลังเหม่อเพราะใบหน้าของเขา
"อะไรกัน อยากให้พี่ทำต่อถึงขนาดต้องเรียกเลยเหรอ" พูดแล้วก็ใช้มือเรียวลากวนไปที่เป้ากางเกงทันที
"อึก ซี๊ดส์ มะ ไม่ใช่นะ" ชินกรครางออกมาอย่างลืมตัวเมื่อมือเรียวลงใจชักขึ้นลงบริเวณท่อนลำ
"ถ้าวันนี้พูดเข้าหู พี่อาจจะยอมไปใช้ปากให้นายก็ได้นะ"
"ไม่มีทาง"
ยิ่งพยศ สาวเจ้าก็ยิ่งสนุก
แม้ปากจะบอกไม่แต่ร่างกายของเขากลับไม่ปฏิเสธ แม้จะผลักเธอออกไปให้ห่างเขายังไม่ทำ รสราเริ่มถอดกางเกงของเขาออก แกนกายขนาดใหญ่เกินอายุไปมาก ดีดผึงออกมาหายใจทันที ซ้ำปลายหัวหยักยังมีน้ำปริ่มออกมาบ่งบอกความอยากของเจ้าของลำกาย
มือเรียวชักรูดขึ้นลง สายตาคู่งามงอนจ้องมองไปที่ปลายหัวหยักอย่างวาบหวาม คราแรกเธอกะจะแกล้งให้เขาร้องขอ แต่ไฉนกลายเป็นเธอที่รู้สึกเปียกแฉะที่ตรงนั้นขึ้นมาเสียเอง
"อึก ซี๊ดส์"
เขาครางออกมาเบาๆ ราวกับกำลังกลั้นใจ หน้าท้องเกร็งเล็บเท้าจิกลงพื้น
อาจเป็นเพราะสิ่งที่ทำอยู่มันเกิดขึ้นกลางบ้าน มันสร้างความตื่นเต้นให้ทั้งคู่อย่างบอกไม่ถูก หญิงสาวเคลื่อนหน้าเข้าไปใกล้ลำเอ็น กลิ่นกายชายหนุ่มตีขึ้นจมูกยิ่งกระตุ้นให้ร่างกายเธอผลิตความฉ่ำแฉะออกมาเต็มร่อง รู้สึกตัวได้ว่ากางเกงในเปียกชุ่ม
ความรู้สึกของทั้งคู่พุ่งทะยานเหลือเพียงขั้นตอนสุดท้ายว่าใครจะเป็นฝ่ายร้องขอก่อน หากแต่มันยังไม่เกิดขึ้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาดับฝัน
"อ้าวยัยโรส วันนี้ก็ค้างที่นี่เหรอลูก ไหนบอกจะกลับบ้านไง" เสียงของมารดาขับให้รสราดีดตัวลุกขึ้นยืนทันที ก่อนที่แม่เธอจะเกินเข้ามาในห้องนั่งเล่นแล้วสังเกตเห็นความผิดปกติ เธอจึงรีบเอ่ยตัดบท
"กลับค่ะแม่ อีกแป๊บก็จะกลับแล้ว"
"แล้วนั่น ไปกวนอะไรคุณชินเขาหรือเปล่าลูก"
"เปล่าค่ะ หนูจะกลับแล้ว แม่ขึ้นไปนอนเถอะ"
"โอเค ขับรถดีๆ นะ"
"ว้า แย่จัง แม่มาขัดซะได้"
เธอพูดขณะที่ชินกรเบือนหน้าหนี มองไปทางอื่นอย่างไม่สบอารมณ์
"อะไรกัน กำลังเสียดายอยู่งั้นเหรอ?"
พูดพลางใช้สายตาไล่มองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่คิดจะปิดบังความรู้สึกสนุกกับการแกล้งเขาเมื่อครู่แม้แต่น้อย แต่ลึกๆ ในใจเธอกลับเริ่มรู้สึกหวั่นไหวกับสีหน้าและแววตาของเขา
“ไม่ได้นะโรส สติ”
เสียงในใจแผ่วเบา เธอเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้รู้สึกอยากจะเอาชนะอีกฝ่ายนัก ทั้งที่เธอเองก็มีบ้าน มีชีวิตของเธอ ไม่ได้อยากเข้ามายุ่งวุ่นวายกับชีวิตใครด้วยซ้ำ
แต่พอเห็นเขาทำเมินเฉย พูดจาเหวี่ยง ๆ ใส่ ความรู้สึกอยากเอาชนะ ความอยากให้เขาหันมามองกลับกลายเป็นแรงผลักที่เธอเองก็ห้ามใจไม่ได้
“พี่จะกลับแล้ว จะอยู่ต่อหรือจะขึ้นห้อง?”
“ไม่ใช่ธุระของเธอ” เขาตอบกลับทันควัน แต่กลับไม่มีเสียงแข็งกร้าวอย่างทุกที เพียงแค่เสียงนิ่ง ๆ เหนื่อย ๆ ราวกับพยายามข่มความคิดบางอย่างไม่ให้ไหลทะลักออกมา
เขาไม่อยากยอมรับว่าใจเขาเริ่มหวั่นไหว แค่สัมผัสเบา ๆ ของเธอก็ทำเอาความอดกลั้นที่เคยมีพังทลายไปแทบหมด
ชายหนุ่มเดินเลี่ยงเข้าไปในครัว ไม่แม้แต่จะหันไปมองคนที่ยังยืนอยู่ด้านหลัง รสรามองตามแผ่นหลังกว้างนั่นแล้วอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเบาๆ
“ทำไมต้องเดินตาม เป็นสตอล์กเกอร์หรือไง”
“ใครเดินตามนาย พี่แค่หิวน้ำ สำคัญตัวผิดเว่อร์”
หญิงสาวตอบกวนๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบน้ำเปล่าในตู้เย็น
“จะกลับบ้านไม่ใช่เหรอ กลับไปได้แล้วไป เบื่อหน้าจะแย่”
ก่อนที่เธอจะตอบ มือถือในกระเป๋ากางเกงของเธอก็สั่นครืดขึ้นมาเสียก่อน เสียงริงโทนหวาน ๆ ดังแทรกขึ้นท่ามกลางความเงียบของห้องครัว มือเรียวล้วงเอามือถือออกมาดูหน้าจอ
ชื่อที่โชว์อยู่ทำให้ใบหน้าของเธอเปลี่ยนไปชั่วขณะ ก่อนจะพยายามเก็บสีหน้าไว้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ชินกรกลับสังเกตเห็นมันได้อย่างรวดเร็ว
“ใครโทรมา?” เขาถาม แม้น้ำเสียงจะพยายามทำให้เป็นปกติ แต่ขุ่นเคืองกลับซ่อนอยู่ในน้ำเสียงอย่างไม่อาจกลั้นได้
“เพื่อนน่ะ” เธอตอบก่อนจะกดตัดสาย “ไว้ค่อยโทรกลับ”
“ทำไมไม่รับล่ะ?”
“ไม่จำเป็นต้องรับทุกสายไม่ใช่เหรอ ทำไม...อยากรู้เรื่องของพี่ขึ้นมาแล้วหรือไง?” รสราย้อนถามกลับ ทั้งที่จริงๆ แล้วเธอเองก็ใจเต้นแปลก ๆ กับคำถามนั้น
เพราะมันทำให้เธอรู้สึกเหมือนว่า... เขาเริ่มสนใจเธอ
“ใครเขาอยากจะยุ่ง”
"จ้า งั้นพี่กลับดีกว่า"
สุดท้าย รสราเป็นฝ่ายเดินออกจากครัวไป ทิ้งให้ชินกรยืนเงียบอยู่เพียงลำพัง
ชายหนุ่มไม่อยากยอมรับว่าแทนที่เขาจะโล่งใจที่เธอกลับไป แต่เขากลับรู้สึกตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
***
บรรยากาศของบ้านหลังใหญ่ที่ควรจะคึกคักกลับเงียบลงอย่างผิดสังเกต...
หลังจากรสรากลับไป มือถือของชินกรก็โชว์ข้อความสั้น ๆ ว่า
"พี่ไม่อยู่ไม่ต้องแอบคิดถึงล่ะ เด็กบื้อ :) – โรส"
ไม่รู้เธอไปเอาไลน์เขามาจากไหน
เขาอ่านโน้ตแล้วขมวดคิ้ว หัวเราะหึในลำคอเหมือนจะเยาะเย้ยข้อความนั้น แต่ลึกๆ แล้วใจก็สะดุดกับคำว่า “ไม่ต้องคิดถึง”
เพราะมันตรงกันข้ามกับความรู้สึกของเขาในตอนนี้ทุกอย่าง
“แม่ง! โว้ย!”
เสียงสบถพลางทิ้งตัวลงกับโซฟาในห้องนั่งเล่น มือข้างหนึ่งยกขึ้นเสยผมอย่างหงุดหงิด สายตายังคงจดจ้องกับหน้าจอมือถือ เผื่อว่าจะมีข้อความอะไรส่งมาอีก แต่ก็ไม่มี
เขาเหม่อมองหน้าจอว่างเปล่าพลางถอนหายใจ ผ่านไปแค่สองวัน แต่ทำไมมันถึงรู้สึกว่าเวลาผ่านไปช้าขนาดนี้...
เมื่อไม่มีเธอ บ้านมันก็เงียบแปลกๆ ทั้งๆ ที่มันก็เป็นแบบนี้ของมันมากว่ายี่สิบปี
ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีคำพูดยียวน ไม่มีเสียงฝีเท้าวิ่งขึ้นบันไดตอนดึก...
ไม่มีกลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่ติดอยู่ตามโซฟา หรือผ้าห่มผืนเล็กที่เธอมักจะดึงไปห่มเล่น
‘นี่กูเป็นบ้าอะไร’
เขาถามตัวเอง ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปเปิดตู้เย็น เจอจานสลัดที่เธอเคยทำและทำมันเผื่อเขา ตอนนั้นเขาปฏิเสธที่จะกินมัน แต่ตอนนี้แม้ผักจะเริ่มเปลี่ยนสีแต่เขาก็ยังไม่กล้าโยนทิ้ง
รสรา...
คนที่เขาไม่ควรสนใจ
คนที่เขาควรเกลียด
คนที่ควรเป็น ‘ศัตรูในบ้าน’ มากกว่าจะเป็น...
‘เป็นอะไร?’
เขาถามตัวเองอีกครั้ง แต่คำตอบก็ไม่เคยชัดเจนพอ
จนกระทั่งเข้าวันที่สี่ หลังจากที่ฝนตกโปรยปรายตลอดคืน เสียงประตูหน้าบ้านก็เปิดออกพร้อมเสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นที่เขาคุ้นเคย
"มีใครอยู่บ้างเอ่ย"
เสียงหวานดังขึ้น พร้อมร่างของหญิงสาวลูกครึ่งผมยาวสีน้ำตาล ร่างในเสื้อเชิ้ตขาวแขนยาวกับกางเกงยีนเข้ารูป และร่มเปียกๆ ที่เธอถือไว้ในมือ
กลิ่นน้ำหอมแบบเดิมลอยมากระทบจมูกของเขาในเสี้ยววินาทีที่เธอเดินผ่านหน้าไป พร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ไม่ได้เปลี่ยนเลย
"ทำหน้าตาแบบนั้นเพราะดีใจที่พี่กลับมาเหรอ หรือว่า…คิดถึงพี่ใช่ไหม?"
เธอเอียงหน้าถามยียวน ในขณะที่ชินกรกลืนน้ำลายเหนียวลงคออย่างลำบาก หัวใจเขาเต้นแรงโดยไร้เหตุผล หลบสายตาไปทางอื่นแทบจะทันที
"ฝันไปเถอะ ใครเขาจะไปคิดถึงคนอย่างเธอ"
"เหรอ? แต่หน้ามันไม่เหมือนพูดเลยนะ นี่ๆ หน้าแดงไปถึงหูแล้ว"
เธอเอานิ้วชี้จิ้มเบาๆ ตรงใบหูของเขา ทำเอาชายหนุ่มสะดุ้งเฮือก
"อย่ามาเล่นแบบนี้นะ"
เขาพูดเสียงเข้ม กลบความร้อนวูบกาย
เธอยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ หญิงสาววางร่มก่อนจะเดินเข้าไปวางของ ทิ้งความเงียบระหว่างพวกเขาไว้แค่เพียงเสี้ยวนาที...แต่เสี้ยวนาทีนั้นกลับอึดอัดแปลกประหลาด เหมือนเวลาถูกยืดออกอย่างไร้เหตุผล
รสราเดินเข้าไปนั่งที่โซฟาตัวเดิม ก่อนจะหยิบรีโมตทีวีขึ้นมาเปิดกลบความเงียบ
เสียงทีวีในห้องนั่งเล่นฉายภาพข่าว แต่ไม่มีใครจดจ่อฟังจริงจัง ทั้งสองนั่งนิ่งอยู่คนละฝั่งของโซฟา ราวกับต่างก็รอให้อีกฝ่ายพูดอะไรสักอย่าง
แต่ก็ไม่มีใครยอมพูดก่อน
จนกระทั่งเสียงโทรศัพท์มือถือของรสราดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน เสียงริงโทนที่ไพเราะเกินกว่าจะเหมาะกับบรรยากาศอึมครึมนี้
“ขอโทษที”
เธอพูดอย่างสุภาพ พลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ ทว่าแค่ชำเลืองตาเห็นชื่อบนหน้าจอ เธอกลับลังเลไปชั่วครู่ ก่อนจะลุกขึ้นเดินเลี่ยงออกไปนั่งรับสายตรงระเบียงนอกบ้าน
ชินกรเห็นแวบเดียวว่าเป็นชื่อผู้ชาย ชื่อภาษาอังกฤษเขียนว่า CHLO
หัวใจเขาเหมือนถูกบีบชั่วขณะ ความรู้สึกวูบวาบแปลกประหลาดแล่นขึ้นมาโดยไร้เหตุผลและไร้ตรรกะรองรับ
‘โคล? ชื่อผู้ชายนี่ จะโทรมาทำไมแต่เช้า?’
‘แล้วทำไมต้องออกไปรับข้างนอก?’
‘แล้วกูเป็นบ้าอะไร ทำไมต้องไปใส่ใจด้วยวะ’
เขาคิดวนไปวนมาราวกับคนบ้า ก่อนจะเดินตามออกไปอย่างไร้เหตุผลราวกับโดนพาตัวไปโดยสัญชาตญาณ
รสรายืนอยู่ตรงระเบียง เขาได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ของเธอ แววตาอ่อนโยนแบบที่เขาไม่เคยเห็น
มันคือ ‘อีกด้านหนึ่ง’ ของเธอ
ด้านที่เขาไม่รู้จัก
ด้านที่เธอไม่เคยมอบให้เขา
ชินกรรู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก จากนั้นก็รีบพาตัวเองกลับห้องแล้วทิ้งตัวลงกับเตียงสองมือยกขึ้นกุมขมับ ก่อนที่เสียงในหัวจะดังขึ้น
‘หึงเหรอ?’
‘ไม่มีทาง’
‘หวงหรือ?’
‘ไม่เกี่ยวกันเลย’
‘ช่างมันเหอะ’
ช่วงเย็น
รสราลงมาทำอาหารในครัวตามปกติ ไม่นานชายหนุ่มก็เดินตามมาหยุดยืนอยู่หน้าประตูครัว สายตาคมจ้องมองหญิงสาวราวกับว่าเธอมีคำตอบกับคำถามมากมายในใจเขา
เขาไม่เคยสังเกตมาก่อนว่าเธอมีไหล่เล็กขนาดนี้
ว่าเธอชอบฮัมเพลงในลำคอตอนทำอาหาร
หรือว่าเธอมีรอยแผลเป็นเล็กๆ บนข้อมือข้างซ้าย
ดวงตาคู่คมจ้องมองอยู่แบบนั้นเนิ่นนานจนอีกฝ่ายรู้ตัว
“อยากช่วยไหม?”
เขาไม่ตอบ แต่เดินเข้าไปข้างๆ หยิบจานจากชั้นวางมาจัดเรียงบนโต๊ะ
“ทำไมเธอไม่ใช้แม่บ้านทำ แม่บ้านมีตั้งเยอะ”
“พี่ติดนิสัยทำกับข้าวเอง”
"หลงตัวเองคิดว่าทำอร่อยสินะ"
"นี่ หยุดปากเสียสักวันจะได้ไหม แล้วมันไม่อร่อยเหรอ สลัดของวันก่อนนายก็ไม่กิน ไม่กิน...แต่ก็ไม่ทิ้งมันไป แปลกพิลึก"
"คนพิลึกอย่างเธอยังมีหน้ามาว่าคนอื่นพิลึกอีก"
จากนั้นก็เป็นเสียงหัวเราะของทั้งคู่ที่ดังแข่งกันในห้องครัว
ที่โต๊ะอาหารรสรานั่งข้างเขา แต่ไม่ได้เบียด ไม่ได้แตะตัว เธอไม่ได้แกล้งเขาด้วยคำพูดหรือการกระทำ ไหล่ของเธอขยับนิดๆ เวลาเธอหัวเราะกับบทสนทนาบนโต๊ะอาหาร
แต่หัวใจของชายหนุ่มกลับเต้นแรงกว่าเดิมทุกครั้งที่เธอขยับ