ร่างบางในชุดนักศึกษากึ่งเดินกึ่งวิ่งลงมาจากบันไดชั้นสองของบ้านด้วยความสดใส เมื่อคืนเธอมาสก์หน้าและรีบเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ เพื่อเตรียมตัวไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเป็นวันแรก
“ไปเรียนวันแรกให้หม่ามี้ไปส่งที่มหาลัยไหมคะ?” ผู้เป็นแม่เอ่ยแซวลูกสาว หลังจากเห็นว่าลูกเดินเข้ามานั่งรับประทานมื้อเช้าด้วยกัน
“หม่ามี้อะ ซิดนีย์โตแล้ว” ลูกสาวคนสวยมุ่ยหน้าเมื่อได้ฟังคำพูดของมารดา ไม่ลืมที่จะหันไปทักทายบิดาที่นั่งอยู่หัวโต๊ะด้วยความสดใส “อรุณสวัสดิ์ค่ะปะป๊า ซิดนีย์ใส่ชุดนี้สวยสู้หม่ามี้สมัยสาวๆ ได้ไหมคะ?”
“น้องซิดนีย์ว่าหม่ามี้แก่เหรอคะ?”
“อุ๊ย! ใช้คำผิดค่ะ ตอนนี้หม่ามี้ของซิดนีย์ก็ยังเป็นสาว ถ้ากลับไปใส่ชุดนักศึกษาทุกคนต้องคิดว่าเป็นพี่สาวของซิดนีย์แน่ๆ”
คำพูดฉอเลาะของลูกสาวคนเล็กเรียกเสียงหัวเราะจากพ่อและแม่ออกมาได้แต่เช้า ก่อนที่แก้มนุ่มนิ่มจะถูกมารดาหอมฟอดใหญ่ด้วยความมันเขี้ยว
“ฮิๆ แล้วพี่โลยังไม่ลงมาอีกเหรอคะ ถ้าซิดนีย์ไปเรียนสายจะหยิกให้เนื้อขาดเลย”
“เธอจะหยิกใครซิดนีย์...”
เสียงทุ้มดังขึ้นมาจากทางบันไดขึ้นชั้นสอง ออสโลในชุดนักศึกษาเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวเดินเข้ามานั่งข้างน้องสาวด้วยใบหน้าเรียบเฉย ใบหน้าไร้ที่ติตามแบบฉบับลูกครึ่งยังคงมีอาการอ่อนเพลียจากการพักผ่อนน้อยอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้ความหล่อเหลาที่ได้มาจากบิดาลดลง
เหอะ! พวกใช้หน้าแบกสันดาน
“หยิกพี่โลนั่นแหละ แล้วพี่กันไปไหน” เธอคุยกับพี่ชายพอเป็นพิธีเท่านั้น ก่อนจะถามถึงอีกคนที่อยากอวดตัวเองในชุดนักศึกษาให้ดู
“กันภัยออกไปมหาลัยตั้งแต่เช้าแล้วจ้ะ”
“วันหลังซิดนีย์ไปรถพี่กันดีกว่า พี่โลอืดอาด ไปเรียนสายพอดี”
“ไม่ได้” ออสโลรีบค้านความคิดที่จะนำความเดือดร้อนมาสู่ตนเองกับลูกน้องทันที “ห้ามเที่ยวไปบอกใครว่ากันภัยอยู่บ้านเรา พวกพี่ต้องการใช้ชีวิตกันแบบคนปกติเข้าใจใช่ไหม?”
“ซิดนีย์รู้น่า แค่พูดเล่นเฉยๆ”
“แล้วก็อย่าทำตัวสนิทกันให้มาก”
“ค่า~” คนตัวเล็กขานรับด้วยน้ำเสียงกึ่งประชดประชัน ก่อนจะก้มหน้ากินมื้อเช้าในจานตนเองต่อเงียบๆ
✦✦✦
มหาวิทยาลัย
ลัมโบร์กินีสีแดงขับมาจอดที่ลานจอดรถของคณะบริหารธุรกิจ ตั้งแต่ขับเข้ามาในอาณาเขตมหาวิทยาลัยออสโลก็แสดงท่าทีเบื่อหน่าย หลังจากเห็นอาการตื่นเต้นออกนอกหน้าของเธอตลอดทาง
“เลิกเรียนคนของเราจะมารับที่คณะ คอยรับสายด้วย” เขากำชับน้องสาวอีกครั้ง เนื่องจากตนเองมีเรียนแค่ช่วงเช้า
“รู้แล้วน่า~ คราวหน้าซิดนีย์ขับรถมาเรียนเองได้ไหม จำทางได้แล้ว” เธอเอ่ยกับพี่ชายด้วยความตื่นเต้น “เอาคันที่ถูกที่สุดในบ้านมาขับก็ได้ เผื่อขับไปชนจะได้ไม่เสียดาย”
“ลองไปพูดแบบนี้กับป๊าไม่มีทางได้ขับ”
“พี่โลช่วยคุยกับป๊าให้ซิดนีย์หน่อยสิ เดี๋ยวซิดนีย์ส่งรูปมิรินให้ดู มิรินน่ะสวยวันสวยคืน ตอนนี้ผมทองเป็นสาวปารีเซียงไปแล้ว”
“ไม่ได้อยากดู รีบลงไปได้แล้วจะล็อกรถ”
คำพูดไม่ใส่ใจเพื่อนสนิทจากพี่ชายทำเอาคนตัวเล็กจิ๊ปากไม่พอใจ ไหนจะท่าทีอยากไล่เธอที่เป็นน้องสาวคนเดียวไปให้พ้นๆ สายตานั่นอีก
“ซิดนีย์จะคอยดู วันไหนร้องไห้เพราะยัยมิรินขึ้นมาจะหัวเราะสามเวลาหลังอาหารเลย -^-” พูดจบสาวน้อยก็รีบผลักประตูลงจากรถ เดินดุ่มๆ เข้าไปในอาคารไม่รอพี่ชายที่เดินตามหลังแม้แต่น้อย
“เดินนี่รู้เหรอ ว่าห้องเรียนอยู่ไหน” คนขายาวก้าวไม่กี่ก้าวก็เดินตามมาทัน
“ซิดนีย์มีปาก”
“เออ ขอให้ปากพาไปเรียนให้ทัน” มาเฟียหนุ่มใช้ฝ่ามือตีกลางกระหม่อมน้องสาวตัวแสบอย่างไม่แรงนักก่อนจะเดินจากไปทันที
นักศึกษาสาวแลบลิ้นตามหลังพี่ชายที่ทิ้งเธอไปจริงๆ ก่อนจะหยิบไอแพดขึ้นมาเปิดตารางเรียนดูห้องเรียนที่มีอักษรภาษาอังกฤษกับหมายเลขปนกันต่างจากห้องเรียนตอนมัธยม
‘BB4401’
ไม่เข้าใจเลยสักนิด
ร่างบางจึงเดินมุ่งหน้าไปยังร้านกาแฟที่ตั้งอยู่ใต้คณะ ทำทีเข้าไปสั่งเครื่องดื่มพร้อมกับถามหาตึกที่ว่าไปในตัว ไม่ได้สนใจสายตาของนักศึกษาคนอื่นที่เอาแต่งจ้องมองมายังตนเอง
ชุดนักศึกษากับกระโปรงทรงเอยาวเหนือเข่าทำให้สาวน้อยของบ้านเป็นสาวขึ้นมาทันตา มองผิวเผินซิดนีย์ไม่ได้แตกต่างจากนักศึกษาทั่วไป ทว่านาฬิกาเรือนหลักล้านที่ประดับบนข้อมือซ้าย ซึ่งได้เป็นของขวัญจากบิดาและสร้อยคอทองคำขาวห้อยจี้เพชรที่รุ่นพี่สาวซื้อมาให้จากญี่ปุ่นทำให้คนอื่นๆ รับรู้ถึงฐานะทางสังคมของผู้ใส่ได้เป็นอย่างดี
“น้ำมะนาวเย็นค่ะ”
“หนึ่งร้อยยี่สิบบาทค่ะ สแกนจ่ายตรงนั้นได้นะคะ”
คนตัวเล็กพยักหน้ายิ้มรับทราบ จัดการหยิบโทรศัพท์รุ่นใหม่ล่าสุดที่มารดาซื้อเป็นของขวัญให้มาสแกนชำระเงินทันที
“เรียบร้อยค่ะ ขอถามทางไปห้องเรียนหน่อยได้ไหมคะ?” มือเรียวหมุนจอไอแพดให้พนักงานดูชื่อห้อง
ก่อนที่นิ้วของพนักงานจะชี้ไปทางด้านหลังร้านพร้อมรอยยิ้ม
“ตึกข้างหลังค่ะ ลูกค้านั่งรอเครื่องดื่มสักครู่นะคะ”
“ขอบคุณค่ะ” คนตัวเล็กเดินไปนั่งรอบนเก้าอี้ จากนั้นจึงเปิดไอแพดมานั่งเล่นเป็นการฆ่าเวลาโดยไม่ทันได้มองบรรยากาศโดยรอบ
จ้องหน้าจอได้ไม่นานนักก็ต้องเงยหน้าขึ้นมามองโต๊ะฝั่งตรงข้ามตามสัญชาตญาณ เมื่อรู้สึกว่ากำลังถูกอีกฝ่ายจับจ้อง
โต๊ะด้านหน้าเธอเป็นนักศึกษาหญิงสามคนกำลังมองมาที่ตนเอง สายตาของทั้งสามบ่งบอกว่าไม่เป็นมิตร มิหนำซ้ำยังมีหนึ่งในนั้นเอ่ยปากค่อนขอดเธอขึ้นมาลอยๆ
“เฮ้อ~ มาเรียนหรือมาเดินเมืองคานส์ รู้เนาะว่าบ้านรวย”
“อุ๊ย! เธอหมายถึงใครน่ะเอวา”
“ก็พูดถึงพวกเธอสองคนนั่นแหละ คิก~”
“บ้าเหรอ ฉันเอาแค่ชาแนลมาใบเดียวนะ ถ้าใส่นาฬิกาโรเล็กซ์กับรองเท้ายิปแซงมาด้วยก็ว่าไปอย่าง”
คนถูกกระแนะกระแหนก้มมองนาฬิกาโรเล็กซ์ที่บิดาเป็นคนซื้อให้ และรองเท้าส้นสูงสีดำคู่เก่งพร้อมกับกัดฟีนแน่นข่มอารมณ์
“ว้าย! ตอนฉันอยู่ปีหนึ่ง ฉันใช้กระเป๋าผ้าเองเธอ ไม่รู้ไปเอาเงินที่ไหนมาซื้อ”
“ขายหรือเปล่า?คิก~”
คำพูดหยาบคายที่ลอยกระทบหู ทำให้คนที่ไม่เคยปล่อยผ่านเวลาถูกใครนินทาทนต่อไปได้ ประจวบกับออเดอร์ที่สั่งเสร็จพอดี ลูกสาวมาเฟียจึงหยัดกายลุกขึ้นเต็มความสูงเดินเข้าไปหยิบแก้วน้ำมะนาวแล้วเดินนวยนาดไปยังโต๊ะของทั้งสาม
คนที่ชื่อเอวาช้อนตามองรุ่นน้องที่ยืนค้ำหัวตาขวาง มุมปากเหยียดยิ้มไม่พูดอะไรก่อนเพื่อไม่ให้คนอื่นว่าได้ว่าดาวคณะอย่างเธอรังแกเด็กปีหนึ่ง
“มีอะไรหรือเปล่าคะ?” แต่ผู้หญิงที่นั่งข้างเอวากลับอยู่นิ่งไม่ไหว ต้องรีบเอ่ยถามก่อน
คนนี้แหละที่พูดเรื่องนาฬิกากับรองเท้าเมื่อกี้นี้
“พวกเธอเนี่ย ใช้เวลาหมดไปกับการเกาะกลุ่มกันนินทาคนนั้นคนนี้ไปเรื่อยสินะ” น้ำเสียงรังเกียจแสดงออกมาอย่างไม่ปกปิด
ท่าทางของเธอ ทำให้อีกสามคนชักสีหน้ากับท่าทีอวดดีของรุ่นน้อง
“นี่น้องคะ! พูดจาให้มันดีๆ นะ พวกฉันทำแบบนั้นตอนไหน”
“ริสาใจเย็นๆ พี่ว่าน้องน่าจะเข้าใจผิดมั้งคะ” เอวาพยายามข่มอารมณ์ตนเองปรามเพื่อน เมื่อเห็นว่าคนอื่นๆ ในร้านเริ่มมองมาที่โต๊ะตนเอง
“หึ กล้าทำแต่ไม่กล้ารับสินะ คิดว่าพูดลอยๆ ให้เอาผิดไม่ได้แล้วจะรอดเหรอ” สองแขนเรียวกอดอกมองทั้งสาม ส่ายหน้าอย่างเอือมระอากับนิสัยเห่าหอนใส่คนนั้นคนนี้ไปเรื่อย
“น้องช่วยให้เกียรติรุ่นพี่ด้วยนะคะ” อีกคนที่เธอไม่รู้จักชื่อเอ่ยขึ้นมา
“นีน่า”
อ้อ! คนที่คอยเบ้ปากประกอบคำนินทาชาวบ้านชื่อนีน่า แก๊งสระอาสินะ
“เป็นรุ่นน้องช่วยรักษามารยาทด้วยนะคะ ยังไม่ถึงวันเปิดสายเลย ระวังตัวหน่อยก็ดี”
เปิดสาย? คืออะไร?
ซิดนีย์ไม่เข้าใจในสิ่งที่เอวาพูด แต่เธอกำลังโฟกัสกับสรรพนามที่ถูกคนพวกนี้เรียกตั้งแต่แรกมากกว่า
“ฉันมีพี่ชายแค่คนเดียว คนอื่นอย่ามานับญาติ”
ดวงตาสีรัตติกาลปรายตามองอีกฝ่ายหัวจรดเท้า ก่อนจะกระแทกแก้วน้ำในมือลงบนโต๊ะดัง ‘ปึง!’
“เอาไว้ดื่มนะคะ กลัวว่าจะนินทาคนอื่นจนเจ็บคอ” นักศึกษาสาวเอ่ยออกมาเสียงดัง รอยยิ้มร้ายกาจจุดขึ้นบนมุมปากอวบอิ่ม ไม่ลืมทิ้งท้ายประโยคเด็ดก่อนเดินจากไป “ซิดนีย์กรวดน้ำให้”
•─✦❅✦─•