เธอหยิบสลากมาแล้ว แต่ไม่ได้สนใจจะใช้เวลาช่วงเลิกเรียนเดินตามหารุ่นพี่ปีสองเจ้าของรหัสนักศึกษาที่ตนเองได้แม้แต่น้อย
ก็อย่างที่บอกว่าเธอต้องการรู้แค่รหัสนักศึกษาของคนที่เป็นสายรหัสเดียวกับพี่กันของเธอเท่านั้น แต่หากถามเขาออกไปตามตรง กันภัยคงไม่มีทางบอก
ก็เขาตั้งกำแพงกับเธอขนาดนั้น
ซิดนีย์ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทำไมพี่กันไม่รักเธอเหมือนที่เธอรักเขา เธอทั้งรักทั้งใส่ใจขนาดนั้น แต่นับวันเขายิ่งถอยออกห่างจากเธอทีละน้อย
ทุกวันนี้ แม้แต่ห้องนอนก็ห้ามเธอเข้า!!
คนเดียวที่พอจะช่วยอะไรได้บ้างคงเป็นพี่ชายที่เพิ่งส่งข้อความไปด่านอนเที่ยง ซิดนีย์จะยอมกลืนน้ำลายคุยพี่ชายตนเองดีๆ สักวัน
นิ้วเรียวประดับด้วยคริสตัลสีชมพูบนปลายเล็บกดโทรออกหาพี่ชายแท้ๆ ของตนเองทันทีที่ออกจากห้องเลกเชอร์ เธอไม่สนว่าออสโลกำลังทำงาน ขับรถหรือเข้าห้องน้ำ
เรื่องของเธอใหญ่ที่สุด
(พี่ขับรถอยู่...)
น้ำเสียงแบบเดียวกับที่กันภัยมักใช้ปรามเธอเวลาทำตัวไม่น่ารักดังออกมาจากปลายสาย คนตัวเล็กนั่งไขว่ห้างกับม้าหินอ่อนรีบเข้าเรื่องเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา
“พี่กันเคยบอกเรื่องสายรหัสกับพี่โลหรือเปล่า”
(สายรหัส? ถามทำไม?)
“ซิดนีย์ต้องการคำตอบ ไม่ใช่ให้พี่โลมาย้อนถาม” เสียงใสบ่นออกมาเมื่อไม่ได้สิ่งที่ต้องการสักที
หม่ามี้มักจะบอกว่าออสโลนิสัยเหมือนป๊าเวลาปกติ ส่วนเธอนิสัยเหมือนป๊าเวลาโมโห แม้จะพยายามควบคุมอารมณ์ แต่ไม่ง่ายสำหรับซิดนีย์ที่เพิ่งผ่านพ้นวัยสิบแปดมาได้แค่ครึ่งปีเท่านั้น
(เหมือนจะเคยพูดครั้งหนึ่ง แต่จำดีเทลไม่ได้แล้ว)
“ไม่มีประโยชน์เลยพี่โลอะ!!” น้องสาวตัวน้อยสะบัดหางเสียงใส่พี่ชาย ตั้งใจจะตัดสายทิ้งเมื่อไม่ได้สิ่งที่ต้องการ แต่คำพูดของพี่ชายที่ตามมาภายหลังกลับเรียกให้หยุดฟังอีกครั้ง
(ในลิ้นชักหน้ารถมันมีสมุดโน้ตมั้ง เหมือนจะเคยจดสายรหัสตัวเองใส่ในนั้น)
“จริงเหรอ?”
(แต่ไม่รู้ว่ามันย้ายที่เก็บหรือยัง...)
“ไม่เป็นไรแค่นี้ก็ดีมากแล้ว ขอบใจนะ^^”
(อือ...พี่ขับรถ...)
“ซิดนีย์รักพี่โลนะ ^^” ยังไม่ทันที่พี่ชายจะตัดบทวางสาย น้องสาวตัวแสบก็โพล่งบอกรักแบบไม่ทันตั้งตัว
ออสโลเงียบไปทันทีที่ได้ฟัง ไม่รู้ว่ากำลังซึ้งใจหรือเพราะขนลุกกับความรักแบบซิดนีย์กันแน่
(...อืม)
ติ๊ด!
กลายเป็นออสโลที่ตัดสายเธอไปแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่รู้เพราะตกใจกับคำบอกรักของน้องสาวอย่างเธอหรือเพราะกำลังขับรถอยู่ แต่ที่แน่ๆ เธอได้เบาะแสสิ่งที่ต้องการมาแล้ว
ปลายนิ้วสวยจึงกดพิมพ์ข้อความส่งไปหาบอดีการ์ดของพี่ชายอย่างรวดเร็ว ไม่แน่ใจว่าเขายังอยู่ที่คณะหรือเปล่า แต่มั่นใจว่าต่อให้อยู่ที่ไหน กันภัยจะรีบมาหาเธอทันที
➢Sydney : ซิดนีย์ปวดท้อง มารับกลับบ้านหน่อยสิ อยู่หน้าห้องสมุดคณะ
ข้อความจากลูกสาวของผู้เป็นเจ้านายทำให้คนที่เพิ่งขับรถขึ้นทางด่วนเพื่อไปโกดังต้องหาทางวนรถกลับ ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงก็ขับมาจอดที่คณะฝั่งที่ใกล้กับห้องสมุดมากที่สุด
เดินมาถึงจุดที่คุณหนูบอกก็เห็นร่างเล็กๆ กำลังนั่งเหนื่อยอ่อนด้วยความร้อนของสภาพอากาศตอนเย็นกับเสื้อนักศึกษาตัวหนาที่ไม่เคยใส่มาก่อน
“พี่กัน~” เธอยิ้มร่าทันทีที่หันมาเจอเขา มองซ้ายมองขวาจนแน่ใจว่าไม่มีนักศึกษาอยู่บริเวณนี้จึงลุกขึ้นมากอดแขน
แก้มป่องๆ ซบลงกับต้นแขนแกร่งออดอ้อนงอแงออกมาอย่างไม่ปกปิด จนบอดีการ์ดหนุ่มที่ระแวงว่าคนอื่นจะสงสัยในความสนิทสนมนั้นต้องรีบพาขึ้นรถที่ติดฟิล์มทึบไว้ทั้งคัน
“บอกว่าห้ามสนิทกันไงครับ” เขาดุเธอทันทีที่ขึ้นรถและคาดเข็มขัดนิรภัย
แต่เพียงแค่หันมาเห็นคนตัวเล็กกว่ากำลังนั่งหน้าแดงด้วยความร้อนของอากาศกับเหงื่อชื้นตามไรผม ก็เปลี่ยนใจปรับช่องแอร์หันไปทางที่นั่งคนขับจนหมด
“ขอบคุณค่ะ ร้อนมากเลย ซิดนีย์ไม่ชอบชุดนักศึกษา” เธอบ่นและใช้นิ้วขยับชุดที่รัดเรือนร่างระบายอากาศด้านใน “อยากเปลี่ยนชุด...”
ใบหน้าสวยเอี้ยวตัวหันไปมองหลังรถของเขาอย่างถือวิสาสะ เห็นเสื้อยืดสีเข้มที่ยังไม่ได้ใส่พาดกับเบาะเอาไว้ก็คว้ามาถือ
“ใส่ได้ไหมคะ?”
ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับกันภัยที่คุณหนูขอใส่ชุดตนเอง อีกทั้งสีหน้าอึดอัดคล้ายจะเป็นลมทำให้เขาใจอ่อน
ไม่เคยไม่ยอม ไม่มีอะไรที่เธออยากได้แล้วเขาไม่ทำตาม
ทันทีที่ใบหน้าหล่อพยักขึ้นลงอนุญาต ปลายนิ้วสวยก็ปลดกระดุมนักศึกษาข้างบนสุดหนึ่งเม็ดจนเจ้าของรถต้องรีบคว้ามือเอาไว้
“ผมยังอยู่บนรถ!”
“ซิดนีย์ไม่ถือ” พูดจบกระดุมอีกเม็ดก็ทำท่าจะปลดจนเห็นขอบชุดชั้นในสีดำรำไร
“ผมถือ!!”
“งั้นก็ลงไปสิคะ ไปซื้อน้ำมะนาวให้ด้วย” คนตัวเล็กเอนตัวพิงเบาะด้วยความหงุดหงิด ออกปากไล่เจ้าของรถให้ออกไปข้างนอกทันที
ปึง!
กันภัยเดินกลับเข้าไปในคณะอีกครั้ง นักศึกษาสาวจึงรีบฉวยโอกาสเปิดลิ้นชักหน้ารถของเขาอย่างที่พี่ชายบอกเอาไว้
ในนั้นนอกจากจะมีเอกสารสำคัญของรถคันนี้มากมาย ยังมีพาสปอร์ตและสมุดเล่มเล็กสีน้ำเงินอยู่ด้านล่างสุด
ซิดนีย์เปิดหาข้อมูลสายรหัสของเขาด้วยความเร่งรีบ และใช้โทรศัพท์ถ่ายเก็บไว้ก่อนจะโกยทุกอย่างเก็บเข้าที่เดิม จากนั้นจึงเปลี่ยนเสื้อนักศึกษาเป็นเสื้อยืดของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว
กันภัยกลับมาหลังจากนั้นไม่นานนัก สาวน้อยจอมวุ่นวายเผล่ยิ้มรับน้ำมะนาวมาดื่มราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ปวดท้องจริงหรือเปล่า?” เขาถามหลังจากขับรถพ้นรั้วมหาวิทยาลัยได้ไม่นาน
ดวงตาคมมองคนนั่งไขว่ห้างอวดเรียวขาดูดน้ำมะนาวด้วยความหงุดหงิดที่ถูกเธอหลอกตั้งแต่เด็กจนโต
“ปวดสิ ก็วันนี่ซิดนีย์ไม่ได้กินข้าวเที่ยง”
“แล้วทำไมไม่กิน”
“ไม่มีเพื่อน”
บอดีการ์ดหนุ่มได้ฟังก็ถอนหายใจ อีกหลายชั่วโมงกว่าจะถึงเวลามื้อเย็นของบ้าน
“จะแวะกินอะไรก่อนกลับหรือเปล่าครับ?”
“พี่กันไม่รีบเหรอ ปกติชอบไล่ซิดนีย์ให้พ้นหน้า ซิดนีย์รอกินข้าวเย็นทีเดียวก็ได้นะ” ริมฝีปากอวบอิ่มพูดจบก็ก้มหน้าดูดน้ำในแก้วต่อจนมันเหลือแค่ก้นแก้ว
คำพูดที่ฟังดูเหมือนการประชดประชัน ทำให้คนขับถอนหายใจและเลือกที่จะเลี้ยวรถออกนอกเส้นทางกลับบ้าน ขับต่ออีกไม่นานก็มาหยุดที่หน้าร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งหนึ่งที่มีคนไม่พลุกพล่านนัก
“ร้านอะไรอะ ทำไมไม่มีลูกค้าเลย อร่อยหรือเปล่า?” ดวงตากลมโตสีรัตติกาลละความสนใจจากแก้วเครื่องดื่มในมือมองเข้าไปในร้านที่เป็นไม้ไผ่ทั้งหลัง
ที่นี่ปลอดคนและตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นแบบที่คนตัวเล็กชอบ ไม่ได้หรูหราระดับมิชลินแต่สะอาดและถูกปากกว่าหลายๆ ร้านในห้างแน่นอน
“ที่นี่อาหารอร่อยครับ ร้านเพิ่งย้ายมาเปิดที่นี่เลยไม่ค่อยมีลูกค้าประจำ” คนเคยมาช่วยการันตีให้คุณหนูจอมวุ่นวายสบายใจ
แต่เธอกลับกอดอกเค้นถาม เมื่อรู้ว่าเขาเคยมา
“ทำไมพี่กันรู้จักร้านนี้ มากันใคร?” ผู้หญิงหรือเปล่า จะได้ตามไปตบสั่งสอน
“กับนาย...คุณออสโล” เขาตอบคำถามที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงของคุณหนูอย่างเธอจนหมดสิ้น และเลือกที่จะดับเครื่องยนต์พร้อมก้าวเท้าลงจากรถไปก่อน
ซึ่งลูกสาวมาเฟียก็เปิดประตูรถตามลงมาติดๆ จากนั้นแขนของเขาที่เคยเป็นอิสระก็ถูกมือเล็กเกาะกุมเอาไว้อีกครั้ง กันภัยไม่ได้พยายามปัดป้องเธอแบบทุกครั้ง เขาอาจจะเหนื่อยเพราะวันนี้โดนเธอเกาะไปหลายครั้งแล้วก็ได้
บอดีการ์ดหนุ่มเพียงแค่รับแก้วน้ำมะนาวจากมือเล็กไปทิ้งถังขยะข้างร้าน จากนั้นจึงเดินเข้าไปด้านในพร้อมกัน
ซิดนีย์ไม่ยอมไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ร่างบอบบางนั่งเบียดบนเก้าอี้ข้างกันและสบโอกาสเอนศีรษะพิงหัวไหล่ของเขาระหว่างดูรายการอาหารไปพร้อมๆ กัน
“อยากกินเกี๊ยวซ่า อยากกินราเมนหมูชาชู”
“กินเยอะระวังมื้อเย็นจะกินข้าวไม่ได้นะครับ ผมไม่อยากให้นายใหญ่สงสัยว่าพาคุณหนูแวะที่อื่นก่อนกลับบ้าน”
“รู้ก็ไม่เห็นเป็นไร” เธอทำหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาว
แต่ในใจเข้าใจความหมายที่เขาสื่อได้เป็นอย่างดี หากบิดาสงสัยในความสัมพันธ์ของทั้งคู่และส่งคนคอยตามดูเธอหรือเขา ท่านอาจจะได้เห็นภาพลูกสาวที่ชอบเกาะแกะเด็กในบ้านจนเกินงามบ่อยครั้ง
คนเดือดร้อนจะไม่ใช่เธอที่เป็นลูกสาวสุดที่รัก แต่เป็นบอดีการ์ดหนุ่มที่ครอบครัวไว้วางใจ
“พี่กันช่วยซิดนีย์กินสิ”
“ผมไม่หิว คุณหนูสั่งมาแค่พอรองท้องก็พอ”
“ก็อยากกินหลายๆ อย่าง” คนเอาแต่ใจพลิกกระดาษและกรีดนิ้วให้เห็นหลายเมนูที่อยากกิน
“...” ทำอะไรไม่ได้จึงได้แต่ถอนหายใจใส่
แน่นอนว่าคนตัวเล็กไม่สะทกสะท้านอาการรำคาญที่เขาแสดงออกมาแม้แต่น้อย ก็อย่างว่า เธอถูกเขาถอนหายใจใส่มาแปดปี แรกๆ ก็วีนฉ่ำ หลังๆ ก็ชินซะแล้ว
“แค่ช่วยกันกินแค่นี้พี่กันก็ให้ซิดนีย์ไม่ได้เหรอ~”
เวลาอะไรไม่ได้ดั่งใจ คุณหนูตัวร้ายมักจะใช้คำนี้
'แค่นี้' ทุกอย่างที่อยากให้เขาทำให้ มันแค่นี้สำหรับเธอเสมอ
“อย่าใช้มุกเดิมๆ”
“แค่เรื่องของกินก็ให้ไม่ได้...”
'แค่' อีกแล้ว
“...อยากกินอะไรก็สั่ง” เขาถอนหายใจรอบที่ล้าน “แต่อย่าสั่งเยอะ”
“เย้! น่ารักที่สุด ซิดนีย์รักพี่กันนะ” เธอเองก็บอกรักเขารอบที่ล้านเหมือนกัน มิหนำซ้ำยังใช้ปลายจมูกรั้นฟัดเข้ากับแขนแกร่งด้วยความมันเขี้ยว ก่อนจะซบหน้าลงตำแหน่งเดิมและอ่านรายชื่ออาหารให้อีกฝ่ายกดสั่งบนจอให้
“พี่กันชอบซิดนีย์หรือยัง”
เธอโพล่งถามหน้าซื่อระหว่างที่รออาหารมาเสิร์ฟ แววตาคาดหวังแบบเด็กๆ ราวกับว่าสิ่งที่ถามเขามาตลอดตอบได้ง่ายๆ
“ผมไม่ได้ชอบคุณหนู”
“แล้วทำไงถึงจะชอบ...”
“ผมไม่ชอบ ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น” คำพูดที่คิดว่าชัดเจนที่สุดออกจากปากบอดีการ์ดหนุ่ม
แน่นอนว่ามันไม่เข้าหัวคนอย่างซิดนีย์แม้แต่น้อย
เธอไม่ได้เกิดมาเพื่อฟังคำปฏิเสธของเขา เธอต้องการฟังแค่วิธีที่จะทำให้เขารัก
อย่างอื่นเธอไม่สนใจ
“ทำนมไหม ซิดนีย์ไปทำนม” มือที่กอดแขนกำยำอยู่ผละออก
บอดีการ์ดหนุ่มรีบคว้ามือไว้หมับ เพราะรู้ทันว่าเธอจะทำแบบในร้านรองเท้าวันนั้น
“ไม่ต้อง”
“มันใหญ่หรือยัง ใหญ่พอหรือยังนะ” ใบหน้าสวยยังก้มสาละวนกับหน้าอกของตนเอง
เสียงก็เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ จนลูกค้าคนอื่นเริ่มหันมามอง
“ใหญ่”
“...”
ดวงตากลมโตวาววับแสดงออกว่าชอบใจกับสิ่งที่ได้ยิน เธอกระตุกยิ้มมุมปากออกมาก่อนจะนั่งหลังตรงเป็นปกติไม่เกาะแกะเขาอีก
ส่วนคนที่เพิ่งรู้ตัวว่าบ้าจี้พูดตามก็ถึงกับชะงัก
“...!!!” ในหัวของกันภัยสบถคำหยาบจนนับไม่ถ้วน
“โอเค แปลว่าพี่กันชอบไซซ์นี้แล้วนะ” รอยยิ้มร้ายกาจผุดขึ้นด้วยความพึงพอใจหลังหลอกล่อให้เขาหลุดปากพูดเรื่องที่ตนเองอยากฟัง “อุ๊ย! อาหารมาแล้ว เย้ๆ “
ความแอ๊บใสไม่ได้ช่วยให้เขาอยากตีเธอน้อยลงแม้แต่น้อย ตลอดเวลาเขาต้องรับมือความร้ายกาจของคุณหนูคนเล็กของบ้านนับครั้งไม่ถ้วน ต่อให้วันนี้เอาตัวรอดได้ วันต่อไปก็ไม่แน่
และมันเป็นแบบนี้เสมอ
เขาถูกเธอไล่ต้อนจนไปไหนไม่ได้เลย
•─✦❅✦─•