ดาหลาออกไปแล้วกรรณิการ์จึงเลี้ยวเข้าครัว ตั้งใจว่าจะทำอะไรให้ตัวเองรับประทานด้วย แต่แล้วเธอก็ชะงักเมื่อคิดอะไรขึ้นมาได้
‘ไหนอากริชบอกว่าคุณกล้าไม่ค่อยได้อยู่ที่นี่ แล้วน้าหยาจะทำกับข้าวให้ทำไม’
เธอยักไหล่น้อยๆ และได้คำตอบให้ตัวเองในที่สุด ‘งั้นก็ไม่ต้องทำเผื่อเนอะ ทำแล้วทิ้งไม่มีคนกินเสียดายทรัพยากรชาติ’
กรรณิการ์เปิดตู้เย็น ค้นหาว่ามีของสดอะไรบ้างและได้เจอวัตถุดิบนานาชนิด
“เอ... เนื้อวากิวเอห้ามีหลายแพค มีหน่อไม้ดองด้วยทำกะเพราเนื้อสับใส่หน่อไม้ดองละกัน”
คิดเมนูเสร็จกรรณิการ์ก็เริ่มเตรียมเครื่องปรุงต่างๆ และดูว่ามีข้าวสวยแล้วพอประมาณจึงลงมือทำทันที หญิงสาวใช้เวลาทำไม่นานกะเพราเนื้อสับใส่หน่อไม้ดองราดข้าว พร้อมด้วยไข่ดาวที่ไข่ขาวรอบๆ กรอบและไข่แดงยังเยิ้มก็วางพร้อมบนโต๊ะรับประทานอาหารในครัว
“กินในนี้ดีกว่า จะได้เก็บง่าย”
แต่เพราะว่าทำกับข้าวแล้ว มีทั้งกลิ่นน้ำมันและเครื่องเทศติดตามตัวทำให้เธออยากขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน กรรณิการ์จึงเดินออกจากครัวตรงขึ้นห้องไปจัดการตัวเองอย่างสบายอารมณ์
อธิปลงจากรถหลังจากที่คนขับรถจอดที่หน้าตึก
“ส่งแค่นี้ละครับ ลุงไปพักได้เลย”
“วันนี้เห็นว่าหยามันไม่อยู่ นายจะให้ผมเรียกเด็กคนอื่นมาทำกับข้าวให้หรือว่าให้ผมไปซื้อกับข้าวให้ไหมครับ” ลุงสนคนขับรถถามเจ้านายหนุ่ม แต่ร่างสูงใบหน้าคมสันที่มีผมเผ้ายาวรุงรังประบ่าเสยผมเร็วๆ และปฏิเสธ
“ไม่เป็นไรหรอกลุง ผมทำกับข้าวง่ายๆ กินเองได้ ไม่ต้องห่วง” เขาปฏิเสธเพราะเคยชินกับการดูแลตัวเองตั้งแต่วัยรุ่นครั้งที่ถูกส่งไปเรียนต่อต่างประเทศ
ชายหนุ่มเดินเข้าบ้าน วางแฟ้มเอกสารไว้บนโต๊ะกระจกกลางหน้าโซฟา ขณะเดินเลยเข้าไปหาน้ำเย็นในครัว อธิปกดน้ำเย็นจากเครื่องกรองน้ำดื่มอย่างกระหาย กวาดตาสังเกตุทั่วครัวที่ทุกอย่างบ่งบอกว่าเพิ่งมีการเก็บล้างอุปกรณ์ไปไม่นานนี้
อธิปเลิกคิ้วเมื่อเห็นจานอาหารวางบนโต๊ะมีฝาชีครอบไว้ก็นึกแปลกใจว่านางดาหลาไม่อยู่ แต่ก็เข้าใจเอาเองว่าหัวหน้าแม่บ้านคงทำไว้ให้ก่อนไปดูลูกชายที่โรงพยาบาล
“หอมจริง ผัดกะเพราเนื้อไม่ได้กินนานแล้ว” เนื่องจากก่อนหน้านี้นายหัวภาคย์และภรรยาไม่ใคร่ทานเนื้อวัว คนในบ้านถึงไม่ถนัดเมนูเกี่ยวกับเนื้อ แต่อธิปเป็นคนชอบรับประทานเนื้อวัวมากเขาจึงให้สั่งซื้อติดตู้เย็นไว้ตลอด
จากที่ตอนแรกเขาตั้งใจจะขึ้นไปอาบน้ำก่อนและลงมาหาอะไรกินง่ายๆ ในครัวก็เปลี่ยนใจเป็นนั่งรับประทานอาหารเย็นก่อน เพราะเห็นว่ากับข้าวที่ทำไว้ยังอุ่นๆ อยู่
ตักข้าวเข้าปากคำแรก เขาถึงกับต้องชะงักเพราะมันอร่อยกว่าที่คิดไว้มาก ‘ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าน้าหยาจะทำผัดกะเพราเนื้ออร่อยขนาดนี้ ไข่ดาวก็สุกกำลังพอดีไม่เหมือนที่เคยทำให้ทุกวัน ต้องให้ทำแบบนี้บ่อยๆ ซะแล้ว’ เขาคิดในใจ
กรรณิการ์เดินลงจากชั้นบนเลี้ยวเข้าห้องครัว เธอชะงักเท้าเมื่อได้ยินเสียงกุกกักในครัว หญิงสาวขมวดคิ้วเมื่อเห็นใครบางคนกำลังรับประทานอาหารมื้อเย็นของตน ตั้งท่าจะเข้าไปบอกแต่ก็หยุดกึกเมื่อเห็นหน้าเขาชัดๆ
“คุณกล้า”
อธิปเงยหน้ามอง เขามุ่นคิ้วชั่วครู่ก่อนจะทำท่านึกออก
“เราคือหนูกรรณใช่ไหม พี่ลืมไปเลยว่าอากริชโทรมาบอกแล้วว่าเราจะกลับบ้านวันนี้”
“ใช่ค่ะ” กรรณิการ์ชะงักเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ เธอแน่ใจว่าตัวเองได้ยินเขาเรียกตนว่า ‘หนูกรรณ’ ตามที่คุณปู่ภาคย์และย่าศิตาเคยเรียกไม่มีผิด
“สวัสดีค่ะ กรรณคิดว่าวันนี้คุณกล้าจะอยู่ที่ระนองเสียอีกค่ะ” ถึงอย่างไรความที่เธอเด็กกว่าเขาหลายปี กรรณิการ์จำต้องยกมือไหว้อีกฝ่ายเป็นการทักทายแบบเป็นทางการ
“เรียกพี่เถอะ ปู่กับย่าฝากเราให้เป็นน้องพี่อีกคนแล้วนี่ ละกรรณกินอะไรหรือยัง นั่งคุยกันก่อน”
“แหะๆ ยังไม่ได้กินข้าวค่ะ กำลังจะลงมากิน”
อธิปทำท่าเข้าใจ เขาชี้มือไปที่จานข้าวที่ตนกำลังตักเข้าปาก
“อันนี้ของกรรณเหรอ พี่นึกว่าน้าหยาทำไว้ให้ ขอโทษที”
“ไม่เป็นไรค่ะกรรณผิดเอง กรรณนึกว่าพี่กล้าไม่อยู่วันนี้เลยไม่ได้ทำเผื่อ คิดเอาเองน่ะค่ะ เดี๋ยวกรรณทำใหม่ก็ได้ข้าวมีเยอะอยู่”
“พี่ก็ว่าทำไมน้าหยาตักข้าวน้อยจัง” อธิปมองตามร่างบางที่ลุกไปเตรียมของที่จะทำใหม่ จนกรรณิการ์รู้สึกตัวว่าถูกมอง
“พี่กล้าอิ่มไหมคะ เอาข้าวเพิ่มไหม”
เธอถามตามมารยาทแต่อีกฝ่ายพยักหน้าทันที เพราะกำลังคิดในใจว่าจะบอกกรรณิการ์อย่างไรว่าเขายังไม่อิ่ม
“ดีครับ ขอแบบนี้อีกจานเอาข้าวเยอะๆ พี่กินดุ”
กรรณิการ์ทำกับข้าวใหม่และตักใส่จานแบ่งให้อธิปตามที่เขาขอเพิ่ม ส่วนตนเองก็ถือจานมาวางไว้ตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอธิป ตามที่เขาลุกไปรินน้ำไว้ให้เป็นการตอบแทน
“นั่งนี่เลย พี่อยากเจอเราพอดี” อธิปพูดด้วยท่าทีสบายๆ ผิดจากที่หญิงสาวจินตนาการไว้มาก
“ทำไมทำท่าเกร็งๆ กลัวพี่เหรอ” เขาถามมาลุ่นๆ จนเธอพูดไม่ออก ก็ใครจะไม่กลัวล่ะหญิงสาวคิดถึงในตอนที่พบเขาครั้งแรกเมื่อหกปีก่อน ในตอนที่คุณปู่คุณย่ายังอยู่กันครบที่บ้านคุณปู่ที่ระนอง ในตอนนั้นเธอรู้สึกว่าเขาดุมากหรืออาจจะเป็นความรู้สึกของเด็กสาวอายุสิบห้าที่เพิ่งย้ายบ้านมาก็ได้
“เปล่าค่ะ ไม่ได้กลัวแต่เกรงใจมากกว่าค่ะ”
ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างเข้าใจ สำหรับเขาไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะว่าใครๆ ก็มักจะปฏิบัติตนกับเขาแบบนี้อยู่แล้ว
“เรื่องงานกรรณคิดไว้หรือยังว่าจะอยากทำงานอะไร หรืออยากพัก อยากไปเที่ยวสักปีก่อนไหม” อธิปถามต่อเหมือนผู้ปกครองที่กำลังซักถามเด็กที่ตนเองดูแล
“ไม่ดีกว่าค่ะกรรณอยากทำงาน แต่ก่อนเริ่มหางานอยากไปไหว้คุณปู่คุณย่าก่อนค่ะพี่กล้า”
“หาทำไมก็ทำงานกับพี่สิ งานมีให้ทำเยอะแยะ” อธิปแย้งก่อนจะพูดต่อ
“เรื่องไปไหว้ปู่กับย่าไปกับพี่ได้ หรือจะเอารถที่บ้านไปใช้สักคันก็ได้” อธิปลุกขึ้นเก็บโต๊ะเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายอิ่มแล้ว
“เอาจานมาพี่ล้างเอง” จานชามที่เขาใช้ชายหนุ่มจะเก็บทำเองในช่วงตอนเย็นหลังคนงานกลับไปแล้วเสมอ จนกลายเป็นนิสัยส่วนตัวของเขา
“ไม่เป็นไรค่ะ กรรณทำเอง” กรรณิการ์รีบลุกขึ้นแย่งจานของตัวเองมาถือไว้
“ตามใจ พี่มีเรื่องจะคุยด้วยเกี่ยวกับพินัยกรรม ถ้ากรรณล้างเสร็จออกไปคุยกันที่ห้องนั่งเล่นนะ พี่ขอขึ้นไปอาบน้ำก่อน”