“นี่แก…มีความสัมพันธ์กับอาจารย์งั้นเหรอ?”
ความคิดนั้นแล่นเข้ามาในหัวของมีนาอย่างกะทันหัน รวดเร็วเสียจนเธอไม่ทันตั้งรับ เพียงเสี้ยววินาทีสติของเธอก็เหมือนถูกดึงให้ลอยออกจากห้องเรียนไปไกล
“มีนา!” เสียงของขนมดังขึ้นจากข้าง ๆ จนเธอสะดุ้งเหมือนเพิ่งดึงสติกลับมาได้
“หะ…ห๊ะ..” เสียงตอบของมีนาแผ่วและติดขัดเล็กน้อย ราวกับยังตามความคิดของตัวเองไม่ทัน
ขนมขมวดคิ้วมองหน้าเพื่อน ก่อนจะยกยิ้มล้อเลียนตามนิสัย “ฉันเรียกตั้งนานแล้วนะ เป็นอะไร เจอหมอหล่อแล้วตลึงเลยหรือไง”
“ปะ…เปล่า” มีนาตอบสั้น ๆ พลางหลบสายตาไปทางอื่น แม้เสียงจะพยายามทำให้เรียบเฉย แต่จังหวะหัวใจที่ยังเต้นแรงกลับหักล้างคำปฏิเสธนั้นอย่างชัดเจน
และทันใดนั้นเสียงเข้ม นิ่ง และชัดเจนของเขาก็ดังขึ้นจากหน้าห้อง
“เช็กชื่อนะครับ”
น้ำเสียงเรียบเฉยแต่ทรงพลังพอจะทำให้บทสนทนาในห้องค่อย ๆ เงียบลง เขาก้มมองรายชื่อในเอกสารก่อนจะเริ่มขานชื่อทีละคนอย่างไม่เร่งรีบ เสียงของเขาทุ้มต่ำสม่ำเสมอ ราวกับทุกพยางค์ถูกควบคุมอย่างดี
กระทั่งมาถึงชื่อของเธอ
“มีนา คชากร”
เสียงนั้นเอ่ยชื่อเธอชัดถ้อยชัดคำ ก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้นมองหาตัวเจ้าของชื่ออย่างตั้งใจ สายตาคมกวาดผ่านนักศึกษาหลายคน ก่อนจะหยุดลงที่แถวกลางโดยไม่ลังเลแม้แต่นิดเดียว
“อยู่ไหมครับ?”
หัวใจของมีนากระตุกแรง ราวกับถูกเรียกออกมากลางความเงียบ เธอกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น ก่อนจะค่อย ๆ ยกมือขึ้นช้า ๆ เสียงตอบของเธอเบากว่าปกติเล็กน้อย
“มะ…มาค่ะ”
คำตอบสั้น ๆ นั้นเหมือนถูกกลืนหายไปในอากาศ แต่สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่เธออีกเสี้ยววินาทีหนึ่ง ก่อนจะก้มลงมองเอกสารต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
มีนาค่อย ๆ ปล่อยลมหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา ราวกับเพิ่งหลุดพ้นจากความตึงเครียดบางอย่างที่บีบรัดอยู่ในอกตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ความรู้สึกโล่งวาบแผ่ซ่านขึ้นมาเพียงชั่วครู่ พร้อมความคิดหนึ่งที่ผุดขึ้นเงียบ ๆ ว่า…
อาการแบบนี้หมายความว่าเขาจำเธอไม่ได้ใช่ไหม…
แต่สุดท้ายเธอก็ส่ายหน้ากับตัวเองเบา ๆ เหมือนต้องการตัดบทความคิดที่เริ่มจะไหลไปไกลเกินควบคุม
ช่างเถอะ ต่อจากนี้เธอจะไม่สนใจเรื่องนั้นอีกแล้ว สิ่งเดียวที่ควรอยู่ในความคิดของเธอตอนนี้คือบทเรียนตรงหน้าเท่านั้น
ส่วนความทรงจำคืนนั้น…เธอจะปล่อยให้มันจมหายไปโดยไม่หวนกลับไปคิดถึงอีก
จากนั้นมีนาก็พยายามดึงความสนใจกลับมาที่บทเรียนตรงหน้า บังคับสายตาให้จดจ่อกับสไลด์และคำอธิบายเหมือนนักศึกษาคนอื่น ๆ ในห้อง แต่ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน ความคิดของเธอก็ยังวนกลับไปที่ผู้ชายซึ่งยืนสอนอยู่หน้าชั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่ทำไมมันถึงยากขนาดนี้นะ
แค่คนคนหนึ่งที่เธอยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าใช่คนเดียวกับในคืนนั้นหรือเปล่า กลับยืนอยู่ตรงหน้าในฐานะอาจารย์ของเธอแบบนี้ แล้วใครกันจะไปมีสมาธิเรียนได้จริง ๆ
ขนมที่นั่งอยู่ข้าง ๆ คงสังเกตเห็นความผิดปกติของมีนาได้ไม่ยาก เพราะตามปกติแล้วในชั่วโมงเรียน เธอมักนิ่ง เงียบ และตั้งใจฟังบทเรียนมากกว่าคนอื่นเสมอ
แต่วันนี้กลับต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัด สายตาของเธอลอยเหม่ออยู่เป็นระยะ ราวกับความคิดไม่ได้อยู่ในห้องเรียนเดียวกันกับร่างกายเลยด้วยซ้ำ
“มีนา แกเป็นไรเนี่ย”
“ปะ…เปล่าา”
ขนมขมวดคิ้วเล็กน้อย มองหน้าเพื่อนอย่างไม่เชื่อสายตา “แน่ใจเหรอ วันนี้แกดูลอย ๆ นะ”
“ไม่มีอะไร เรียนเถอะ” มีนาตอบสั้น ๆ พยายามกดน้ำเสียงให้ปกติที่สุด ราวกับต้องการตัดบทสนทนาให้จบลงเพียงเท่านั้น
แต่ทันทีที่คำพูดของเธอสิ้นสุด เสียงเข้ม นิ่ง และเย็นเฉียบจากหน้าห้องก็ดังขึ้นแทรกกลางความเงียบ
“ในเวลาที่ผมกำลังสอน…คุณควรเป็นผู้ฟังที่ดีนะครับ”
น้ำเสียงไม่ได้ดังมากนัก หากกลับชัดเจนจนทั้งห้องหยุดนิ่งโดยอัตโนมัติ มีนาและขนมหันไปมองพร้อมกันโดยไม่รู้ตัว สายตาของอาจารย์หมอที่ยืนอยู่หน้าชั้นทอดตรงมายังตำแหน่งของพวกเธออย่างแม่นยำ
ก่อนที่คำสั่งถัดมาจะหลุดออกมาอย่างเรียบเฉย แต่หนักแน่นพอจะทำให้หัวใจคนฟังกระตุก
“ยืนขึ้นครับ”
ทั้งมีนาและขนมที่ได้ยินคำสั่งนั้น ต่างก็ขยับตัวเตรียมจะลุกขึ้นยืนตามพร้อมกันโดยอัตโนมัติ เสียงเก้าอี้เสียดพื้นดังแผ่วเบาท่ามกลางความเงียบของห้องเรียน
แต่ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง…
“แค่คุณครับ… มีนา คชากร”
น้ำเสียงเรียบเฉยดังขึ้นอีกครั้ง ชัดเจนจนทำให้การเคลื่อนไหวของทั้งห้องเหมือนหยุดชะงัก ขนมชะงักค้างกลางท่าลุก ก่อนจะหันมามองเพื่อนอย่างตกใจเล็กน้อย
ส่วนมีนา…
หัวใจของเธอกระตุกแรงราวกับถูกเรียกออกมากลางสายตาของทุกคนในห้องโดยไม่มีทางหลบหนีได้
ขนมกลับไปนั่งลงอีกครั้ง ส่วนมีนายืนตัวตรงมองพื้นเล็กน้อย
“การที่คุณไม่ได้ฟัง แสดงว่าคุณรู้เรื่องมากพอสมควร” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยจนแยกไม่ออกว่าเป็นคำชมหรือคำประชด
“ถ้างั้น…ในผู้ป่วย Aortic stenosis (โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ) รุนแรง ข้อบ่งชี้สำคัญในการส่งผ่าตัดคืออะไร”
คำถามถูกโยนมาตรง ๆ ไม่มีเกริ่นนำ ไม่มีการช่วยต่อประโยค บรรยากาศในห้องเรียนเงียบกริบทันที หลายสายตาหันมามองมีนาราวกับรอฟังคำตอบไปพร้อมกัน
มีนาเม้มปากเล็กน้อยก่อนตอบอย่างมั่นใจ เพราะอย่างน้อยเรื่องวิชาการ เธอไม่เคยพลาด
“เมื่อผู้ป่วยเริ่มมีอาการค่ะ เช่น เจ็บหน้าอก เป็นลม หรือมีภาวะหัวใจล้มเหลว การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจจะเป็นข้อบ่งชี้สำคัญค่ะ”
เสียงของเธอชัดเจน ไม่สั่น ไม่หลบสายตา
แต่ชายที่ยืนอยู่หน้าห้องกลับนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่ต่ำลงเพียงเล็กน้อย
“นี่คือคำตอบของนักศึกษาแพทย์ปีสามเหรอครับ?”
คำพูดนั้นไม่ได้ดัง แต่กลับกดดันมากพอจะทำให้บรรยากาศในห้องเย็นลงทันที
“คำตอบแบบนั้น นักศึกษาแพทย์ปีหนึ่งที่ยังจำสไลด์ได้ก็ตอบได้ครับ” เขาพูดเรียบ ๆ แต่ทุกคำเหมือนกดน้ำหนักลงบนบรรยากาศในห้อง “ผมถาม ‘ข้อบ่งชี้สำคัญ’ ไม่ใช่ให้ท่องสามอาการคลาสสิก”
เสียงปากกาถูกหยิบขึ้นมา ก่อนจะขีดเขียนลงบนกระดานอย่างมั่นคง
Severe AS + Symptoms = Surgery (ภาวะลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบรุนแรงร่วมกับมีอาการ จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด)
“อันนี้ใครก็รู้” เขาพูดพลางขีดเส้นใต้แรงพอให้เสียงครืดของปากกาดังสะท้อนในความเงียบ
จากนั้นเขาหันกลับมามองทั้งห้อง สายตาคมกวาดผ่านนักศึกษาทีละคน ก่อนจะหยุดที่มีนาโดยตรง
“แต่ในคนไข้ที่ยังไม่มีอาการล่ะ?”
ห้องเรียนเงียบลงทันที ความมั่นใจเมื่อครู่ของมีนาถูกแทนที่ด้วยความตึงเครียดบางอย่าง
“ถ้า echocardiogram (ผลเอคโคหัวใจ) แสดงว่า valve area (พื้นที่ลิ้นหัวใจ) น้อยกว่า 1.0 ตารางเซนติเมตร mean gradient (ค่าเฉลี่ยความดันต่าง) มากกว่า 40 มิลลิเมตรปรอท หรือ peak velocity (ความเร็วสูงสุดของเลือด) เกิน 4 เมตรต่อวินาที คุณจะทำยังไง”
นักศึกษาหลายคนเริ่มหน้าซีด บางคนรีบก้มเปิดหนังสืออย่างลนลาน
“คุณจะรอให้ left ventricular ejection fraction (ค่าเปอร์เซ็นต์ความสามารถในการบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้าย เพื่อสูบฉีดเลือดที่มีออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายในแต่ละจังหวะการเต้น) ตกก่อนหรือครับ” น้ำเสียงเขาต่ำลงเล็กน้อย
“หรือจะรอให้เกิด LV dysfunction (ภาวะที่หัวใจห้องล่างซ้าย (LV) ทำงานบกพร่อง ไม่สามารถบีบตัว (Systolic) หรือคลายตัว (Diastolic) ได้ตามปกติ) ทั้งที่คนไข้ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ”
แรงกดดันในห้องเหมือนเพิ่มขึ้นทีละระดับ
“ปีสามแล้วนะครับ เลิกคิดแบบ ‘มีอาการแล้วค่อยผ่า’ ได้แล้ว”
เขาหันกลับไปเขียนอ**บรรทัดบนกระดาน
Severe AS + LVEF < 50% = Surgery (ข้อบ่งชี้สำคัญที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ (SAVR) หรือการเปลี่ยนลิ้นหัวใจผ่านสายสวน (TAVI)
Severe AS + Undergoing other cardiac surgery = Surgery (ผู้ป่วยที่มีภาวะลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบรุนแรง (Severe Aortic Stenosis - AS) ร่วมกับความจำเป็นที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดหัวใจชนิดอื่น ๆ พร้อมกัน)
“และในบางรายที่ยัง asymptomatic (ไม่มีอาการหรือไม่แสดงอาการ) แต่มี very severe AS (โรคลิ้นหัวใจตีบขั้นสูงสุดที่เลือดไม่สามารถไหลผ่านลิ้นหัวใจห้องล่างซ้ายไปเลี้ยงร่างกายได้เพียงพอ) หรือ exercise test (การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย)
แล้วมีอาการ หรือค่า BNP (ฮอร์โมนโปรตีนที่หัวใจสร้างและหลั่งออกมาเมื่อหัวใจห้องล่างทำงานหนัก ยืดตัว หรือได้รับความดันสูง) สูงผิดปกติ นั่นก็เป็นเหตุผลที่ต้องพิจารณาผ่าตัด”
จากนั้นเขาวางปากกา หันกลับมามองทั้งห้องอีกครั้ง
“หัวใจไม่ได้รอให้คุณพร้อมก่อนมันจะล้มเหลว”
คำพูดนั้นไม่ได้ดัง แต่หนักแน่นพอจะทำให้หลายคนกลืนน้ำลาย
“ผู้ป่วย Aortic stenosis (โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ) ถ้าเริ่มมีอาการแล้ว median survival (ค่ามัธยฐานของระยะเวลารอดชีวิต) โดยไม่ผ่าตัดอยู่ได้ไม่กี่ปีเท่านั้น”
ห้องเรียนตกอยู่ในความเงียบที่ตึงจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง
💗💗💗💗💗💗💗💗💗💗💗💗💗
ฝากกิจกรรมหน่อยค้าบ💗
เนื่องจากไรท์มีแพลนจะทำของแจกเล็ก ๆ น้อย ๆ
เป็น “แก้วเยติลาย 4 คู่” จากเซตพระแม่ลักษมี ทั้ง 4 เรื่อง ✨
📌 กติกาการร่วมสนุก
ในเซตพระแม่ลักษมีทั้ง 4 เรื่อง
คุณรี้ดท่านไหนชอบเรื่องไหนเป็นพิเศษ
ให้เข้าไปคอมเมนต์ที่เรื่องนั้นได้เลยค่ะ
โดยในคอมเมนต์ต้องระบุว่า
– ชอบเรื่องนี้เพราะอะไร
– ฉากไหนที่ประทับใจที่สุด และเพราะอะไร
❗️ขอเน้นย้ำว่า ต้องคอมเมนต์ที่ “บทแรก” ของเรื่องนั้น ๆ เท่านั้นนะคะ
🎁 รางวัลมีจำนวนจำกัดเพียง 10 คนเท่านั้น
⏰ ระยะเวลากิจกรรมตั้งแต่วันนี้ – 28 กุมภาพันธ์
ใครอยากได้แก้วน้ำลายเซตพระแม่ลักษมี ห้ามพลาดเลยน้าา 🤍
ไรท์รออ่านทุกคอมเมนต์ด้วยใจเลยค่ะ 🫶🏻
📣 ประกาศสำคัญเกี่ยวกับกิจกรรมค่ะ
รายชื่อผู้โชคดีทั้ง 10 ท่าน
จะประกาศผ่านทาง Facebook : นามปากกา ทะเลศรีหมอก
🗓 วันที่ 1 มีนาคม
อย่าลืมไปติดตามหน้าเพจไว้ด้วยนะคะ เผื่อมีชื่อของตัวเอง 🥰🤍
แล้วมาเจอกันวันประกาศผลนะคะทุกคนนน ✨