“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ลัลน์ไม่ต้องกลัวนะ พวกเราจะอยู่ข้างลัลน์เอง” พันทิวาบอกอีกครั้ง
“ใช่” อรดีพยักหน้า “ลัลน์ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวนะ ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไรพวกเราก็ยินดีอยู่ข้างลัลน์เสมอ”
ลัลน์ลลิตยิ้มจางๆ ดวงตาเริ่มพร่าไปด้วยน้ำตาอีกครั้ง
“ขอบคุณนะพั้นช์...ขอบคุณนะอร ถ้าไม่มีพวกเธอสองคน ลัลน์คงไม่กล้ามานั่งยิ้มอยู่ตรงนี้แน่”
สามสาวนั่งเงียบอยู่ด้วยกันนาน ความเงียบไม่ได้อึดอัด แต่เต็มไปด้วยความเข้าใจและความผูกพันที่แน่นแฟ้นมากกว่าเดิม
บ่ายวันนั้นเมื่อลัลน์ลลิตกลับถึงสำนักงาน เธอเดินผ่านโถงยาวของตึกที่ทอแสงจากหลอดไฟสีอุ่นสะท้อนกับกระจก เธอหยุดมองเงาตัวเองบนผนังอีกครั้ง ดวงตาที่เคยว่างเปล่ากลับมีประกายของความตั้งใจ
จากนี้ไป...เธอจะไม่ยอมให้ความทรงจำเลวร้ายในคืนนั้นมาทำลายชีวิตของเธออีกเธอจะเดินหน้าต่อเพื่อครอบครัวที่รักเธอที่สุด เพื่อเพื่อนๆ ที่แสนดีกับเธอเสมอและเพื่อหัวใจของตัวเองที่แม้จะบอบช้ำแต่ก็ยังเต้นต่ออย่างกล้าหาญ
เช้าวันถัดมาในตึกสำนักงานใหญ่ของเครือเดอะวันกรุป
แสงแดดยามสายส่องผ่านผนังกระจกบานใหญ่เข้ามาในห้องทำงานชั้นบนสุด เครื่องปรับอากาศทำงานเบาๆ แต่บรรยากาศในห้องกลับอบอวลด้วยความเงียบที่หนักแน่น
ประธานกรรมการบริหารสูงสุดอย่างจักรินทร์นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้สักขนาดใหญ่ พลิกเอกสารในมือไปมา ดวงตานิ่งลึกเต็มไปด้วยความครุ่นคิด เขาอ่านจดหมายฉบับหนึ่งซ้ำไปมาหลายรอบ แต่ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
“จดหมายแจ้งขอถอนหุ้น...จากก้องภพ สุทธวณิช”
ชายสูงวัยวางกระดาษลงบนโต๊ะ สีหน้าหนักแน่นผสมความแปลกใจ เขาเงยหน้าขึ้นเรียกเสียงทุ้มต่ำ
“ภัทร เข้ามาหน่อยสิ”
ไม่นาน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นพร้อมร่างของชายวัยกลางคนในสูทสีเทาเข้มที่ก้าวเข้ามาด้วยท่าทีสงบสุขุมเขาคือ ตรีภัทร หรือที่ทุกคนในบริษัทเรียกกันว่า คุณภัทร เลขาฯ ส่วนตัวที่ทำงานกับเขามาเกือบสามสิบปี
“ครับท่าน”
ตรีภัทรเอ่ยเสียงสุภาพ ก่อนจะยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลให้
“นี่คือเอกสารต้นฉบับจากฝ่ายการเงินครับ คุณก้องภพยื่นขอถอนหุ้นเมื่อวาน และมีการโอนขายต่อให้ผู้ถือหุ้นรายใหม่เรียบร้อยแล้วครับ”
จักรินทร์ชะงักไปเล็กน้อย “ขายให้ใคร?”
“ท่านคงอยากดูด้วยตัวเองครับ” ตรีภัทรส่งเอกสารแนบให้ พร้อมยืนนิ่งรออยู่ข้างโต๊ะ
ชายสูงวัยเปิดเอกสารดูอย่างละเอียด ดวงตาเริ่มขมวดแน่นขึ้นทีละน้อยเมื่ออ่านถึงบรรทัดสุดท้าย
เขาเงยหน้าขึ้น สีหน้าแปลกใจชัดเจน
“เมฆินทร์ พัฒนไพศาล มิลเลอร์?” เขาอ่านชื่อนั้นออกเสียงเบาๆ พลางพึมพำ “ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน”
“เบื้องต้นทราบว่าเป็นนักธุรกิจหนุ่มลูกครึ่งไทย–อเมริกันครับท่าน พ่อเป็นนักธุรกิจชาวอเมริกัน ส่วนแม่เป็นคนไทย เค้ามีชื่อเสียงพอสมควรในแวดวงนักลงทุนต่างประเทศ ถือหุ้นในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม และ...ไนต์คลับในกรุงเทพฯ รวมถึงกิจการที่ฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ด้วยครับ” ตรีภัทรตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ
“ไนต์คลับเหรอ...” จักรินทร์ทวนคำช้าๆ แววตาลึกซึ้งขึ้น
“ไม่น่าใช่สายธุรกิจเดียวกับเรานะ”
“ครับ แต่ดูเหมือนว่าเขามีทุนใหญ่และมีอิทธิพลพอสมควรเลยทีเดียวครับท่าน” ตรีภัทรตอบอย่างระมัดระวัง
“ฝ่ายข่าวธุรกิจให้ข้อมูลว่า เขามักลงทุนผ่านนอมินีในหลายประเทศ และไม่ค่อยออกสื่อเท่าไร”
จักรินทร์นิ่งเงียบอยู่นาน เขาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ หันมองวิวเมืองใหญ่ผ่านกระจกบานสูง
“ก้องภพไม่เคยบอกอะไรล่วงหน้าเลยเหรอภัทร?”
“ไม่เลยครับท่าน จดหมายฉบับนี้ถูกส่งมาพร้อมใบโอนหุ้นที่ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ท่านก้องภพเพียงแจ้งว่า จะพาครอบครัวย้ายไปต่างประเทศภายในเดือนนี้ และจะให้ลูกชายไปอยู่ต่างประเทศถาวร”
“ลูกชาย...” ชายสูงวัยทวนคำ พลันนึกถึงกันตวีร์ที่เพิ่งหายไปจากบริษัทโดยไม่มีใครรู้สาเหตุ
“หมายถึงตากันต์สินะ”
“ครับท่าน เห็นว่าหลายคืนก่อนเกิดเรื่องบางอย่างในงานเลี้ยงวันเกิดของคุณกันต์ แต่ฝ่ายบุคคลก็ยังไม่ได้รายงานรายละเอียดครับ”
ตรีภัทรตอบอย่างสุภาพตามมารยาท
จักรินทร์พยักหน้าเบาๆ สีหน้าเริ่มเคร่งขึ้น
“นายรู้ใช่มั้ยว่าฉันไม่ชอบอะไรที่เกิดขึ้นโดยไม่มีคำอธิบาย”
“แน่นอนครับท่าน ผมจะให้ฝ่ายตรวจสอบรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องของคุณเมฆินทร์และการโอนหุ้นทั้งหมดมาให้ภายในวันนี้”
“ดีมาก” เขาพูดเสียงเรียบ
“หาทางนัดคุณเมฆินทร์เข้าพบฉันภายในสัปดาห์นี้ ฉันอยากรู้ว่าเหตุผลของการเข้ามาถือหุ้นในเดอะวันกรุปของเค้าคืออะไรกันแน่”
“รับทราบครับท่าน” ตรีภัทรโค้งศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะขอตัวออกไปจากห้อง
จักรินทร์ยังคงนั่งนิ่งอยู่กับโต๊ะ ความคิดในหัวแล่นไปมาไม่หยุด ชื่อ เมฆินทร์ พัฒนไพศาล มิลเลอร์ ยังคงก้องอยู่ในหัวของเขาอย่างไม่จาง
บ่ายวันเดียวกันลัลน์ลลิตนั่งอยู่ในห้องทำงานของตัวเองบนชั้นยี่สิบสามของอาคารสำนักงานใหญ่ เธอกำลังตรวจเช็กไฟล์งานสำหรับพรีเซนต์โปรเจกต์แบรนด์สินค้าใหม่ที่เข้ามาวางจำหน่ายในห้างฯ เสียงโทรศัพท์ภายในดังขึ้น ทำให้หญิงสาวเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอ
(“คุณลัลน์คะ”) เสียงของผู้ช่วยเลขาฯ ส่วนกลางดังขึ้น
(“ท่านประธานให้แจ้งว่าอยากให้คุณขึ้นไปพบท่านตอนบ่ายสามค่ะ มีเรื่องประชุมด่วนเกี่ยวกับการเปลี่ยนผู้ถือหุ้นค่ะ”)
หญิงสาวนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ
(“รับทราบค่ะ ขอบคุณนะคะ”)
หลังวางสาย เธอก็เงียบไปพักใหญ่ ความรู้สึกหน่วงๆ แผ่วผ่านเข้ามาอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่มันเป็นเพียงการประชุมเรื่องธุรกิจธรรมดา แต่เธอกลับรู้สึกได้ถึงบางอย่างที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง เพราะปกติแล้วเรื่องของผู้ถือหุ้นมักจะไม่เกี่ยวกับเธอ แต่ครั้งนี้ท่านกลับให้เธอขึ้นไปฟังการประชุมด้วย