คิริวและไนท์ถูกพาเข้ามาในบ้านสวน ร่างของพวกเขาเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนและคราบเลือด แสงเช้าของภาคเหนือส่องเข้ามาผ่านหน้าต่างไม้เก่า ทำให้เห็นสีเลือดแดงเข้มชัดเจนขึ้น
แม่จันทร์ฉายรีบเตรียมผ้าสะอาดและยาฆ่าเชื้อ มือของเธอสั่นเล็กน้อย แต่สายตายังคงตั้งใจและมั่นคง
“แม่… เขาจะรอดไหมคะ?” เสียงอัญชันสั่น เธอถามด้วยความกังวลและไม่รู้
“อัญชัน ช่วยแม่พยุงเขามานอนตรงนี้ก่อนนะ” แม่จันทร์ฉายเอ่ย พลางชี้ไปที่โซฟาไม้ใหญ่ใกล้หน้าต่างแสงเช้า
อัญชันพยุงร่างคิริวลงบนโซฟาไม้ใหญ่ มือเธอสั่นเล็กน้อยแต่ตั้งใจเต็มที่ พลางมองรอยแผลและคราบเลือดบนเสื้อเชิ้ตสีขาวของเขา
แม่จันทร์ฉายรีบเอาผ้าสะอาดซับเลือดเบื้องต้น ก่อนหยิบยาฆ่าเชื้อออกมา
“ทำยังไงละทีนี้…เขาโดนยิงมา ต้องเอากระสุนออก” เธอพูดขึ้นด้วยความเป็นกังวล
ทันใดนั้น พ่อไพโรจน์ก้าวเข้ามา เสียงเข้มดุดันดังขึ้น
“พี่จะจัดการเอง เธอพาลูกออกไปก่อน”
อัญชันชะงักไปทันที เธอไม่เคยเห็นมุมดุดันและเข้มงวดแบบนี้ของพ่อมาก่อน ความตึงเครียดในอากาศทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้น
“ได้จ๊ะพี่ ระวังด้วยนะพี่…” แม่จันทร์ฉายตอบกลับพ่อไพโรจน์ด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง ก่อนจะหันมายิ้มอ่อน ๆ และเรียกฉัน
“อัญชัน ไปกับแม่ จะสายแล้ว ไปเปลี่ยนชุดไปโรงเรียน”
อัญชันพยักหน้าเบา ๆ ก่อนเดินตามแม่ออกจากบ้านไป แสงเช้าอ่อน ๆ ส่องเข้ามาผ่านหน้าต่างไม้
ทำให้ห้องรอบตัวพ่อไพโรจน์ยังคงเต็มไปด้วยบรรยากาศเงียบสงบ แต่ก็แฝงความตึงเครียด
พ่อไพโรจน์ก้าวเข้ามาใกล้คิริวและไนท์อีกครั้ง มองตรวจความเรียบร้อยรอบตัวด้วยสายตาเข้มขรึม
ก่อนจะเอื้อมมือปิดประตูห้องและล๊อกกลอนอย่างแน่นหนา ราวกับต้องการป้องกันสิ่งใดก็ตามไม่ให้เข้ามารบกวนพื้นที่ตรงนี้
พ่อไพโรจน์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์อย่างรวดเร็ว ปลายนิ้วกดเบอร์ด้วยความมั่นใจ น้ำเสียงที่ออกมาผ่านสายตึงและแน่นหนา
หลังจากรอสายสั้น ๆ ก็มีเสียงปลายสายตอบกลับมา
“…ฮัลโหล?”
พ่อไพโรจน์สูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเข้ม แข็งแรง และมั่นคง
“ลูกมึงอยู่กับกู!”
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความดุดัน แต่แฝงด้วยความกังวลที่เกินกว่าจะปกปิด ใครฟังก็รับรู้ได้ทันทีว่าตอนนี้สถานการณ์ไม่ธรรมดา
———
- คิริว -
คิริวค่อย ๆ ลืมตาขึ้น รู้สึกถึงความอ่อนแรงทั้งตัว ผ้าพันแผลพันรัดรอบแขน ขา และลำตัวเกือบทั้งหมด ทำให้เขารับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดที่ยังคงซ่อนอยู่เบา ๆ
แสงบ่ายอ่อน ๆ สาดเข้ามาผ่านหน้าต่าง ทำให้เห็นฝุ่นและเงาของใบไม้ภายนอก เขากระพริบตาช้า ๆ พยายามปรับสายตาและตั้งสติ ร่างของไนท์นอนข้าง ๆ หมดสติอยู่ใต้ผ้าห่ม
คิริวพยายามขยับตัวช้า ๆ มือซ้ายจับไว้ตรงแผลที่อก มือขวาพยายามยันตัวเองขึ้น แต่ก็รู้สึกได้ว่าตอนนี้เขายังไม่สามารถเคลื่อนไหวเต็มที่ ต้องใช้เวลาพักฟื้น
ไม่นานคิริวก็เห็นร่างใหญ่ไม่คุ้นตาเดินเข้ามาในห้อง พ่อไพโรจน์ก้าวเข้ามาอย่างมั่นคง ก่อนจะวางถาดข้าวและยาลงบนโต๊ะข้างเตียง
“อ้าว…ฟื้นแล้วหรอ นึกว่าจะใจเสาะหนีตายไปซะก่อน” เสียงของเขาพูดพร้อมรอยยิ้มมุมปากแฝงความขำขัน
คิริวขมวดคิ้ว พยายามยันตัวขึ้นเล็กน้อย มือซ้ายกุมแผลที่แขนไว้แน่น “คุณ…เป็นใครครับ” เขาถามอย่างสงสัย
พ่อไพโรจน์นั่งลงตรงเก้าอี้ข้างเตียง แสงบ่ายส่องกระทบผิวหน้า ทำให้เห็นริ้วเหงื่อและความเคร่งเครียดของเขา “ลุงเป็นเพื่อนกับพ่อเรา ต่อไปก็เรียกลุงว่าลุงแล้วกัน”
คิริวยังจับแผลตัวเองแน่น พลางเอ่ยเสียงแผ่ว “ละ…ลุงรู้จักพ่อผมด้วยหรือครับ…”
“อืม… ไอธาดา มาเฟียหัวค*ย… ส่วนเราก็ลูกมัน” พ่อไพโรจน์ตอบอย่างจริงจัง
คิริวพยักหน้าเบา ๆ พยายามซับความเจ็บปวดจากแผลที่อกและแขน “ถ้างั้น…ลุงคือลุงไพโรจน์ กฤตานนท์ ใช่ไหมครับ… ตระกูลมาเฟียกฤตานนท์เจ้าใหญ่ในญี่ปุ่น”
“หึ…เก่งนะ ลูกไอธาดา ไม่ธรรมดาเหมือนกัน” พ่อไพโรจน์พ่นเสียงออกมาแบบพอขำๆ
คิริวยังคงจับแผลแน่น พลางถามเสียงแผ่ว “แล้วตอนนี้…ผมอยู่ที่ไหนครับ”
“ลำปาง” พ่อไพโรจน์ตอบเรียบ แต่สายตาจับจ้องรอบตัวเขา
คิริวขมวดคิ้ว “แล้วทำไ…”
“เรานี่มันถามเซ้าซี้ไม่หยุดจริงๆ” พ่อไพโรจน์ขัดขึ้น
แล้วเขาก็เล่าอย่างมั่นคง “เราโดนไล่ยิงมา แล้วเราก็ขับรถมาโผล่ที่ลำปาง ลูกลุงไปเจอ ลุงกับลูกลุงเลยช่วยเรากับมันเอาไว้”
สายตาของเขาเบนไปที่ไนท์ที่เริ่มขยับตัวและรู้สึกตัวขึ้น คิริวมองเพื่อนที่ยังมีอาการอ่อนแรง พลางถอนหายใจเบาๆ พยายามประเมินสถานการณ์รอบตัวเอง
“ผม…ต้องรีบกลับไป” คิริวเอ่ยเสียงแผ่ว แต่แววตาเต็มไปด้วยความกังวล
“ไม่ได้!” พ่อไพโรจน์ตัดบททันที น้ำเสียงดุดันแต่มั่นคง “ไอธาดาฝากเราไว้กับลุง ตอนนี้เรายังกลับไปไม่ได้ สถานการณ์ที่นู้นยังไม่ปลอดภัย ไอธาดาเลยให้เราอยู่ที่นี่ก่อน จนกว่าพ่อเราจะติดต่อมาเอง”
คิริวกัดฟัน พยายามกลั้นความหงุดหงิด แต่ก็ต้องพยักหน้าเบา ๆ รับรู้ถึงความจริงจังของพ่อไพโรจน์
“แล้วลุงจะให้ผมอยู่ในสถานะอะไรครับ?”
“คนสวนคนใหม่” พ่อไพโรจน์ตอบเสียงเรียบ
“ที่นี่ ลุงคือคนธรรมดา เป็นเจ้าของสวนลำไย ลิ้นจี่ ส้ม… ไม่ใช่มาเฟียตระกูลใหม่อะไร ลุงคือ ‘ไพโรจน์ พิริยะกุล’ ไม่ใช่ ‘ไพโรจน์ กฤตานนท์’
เพราะฉะนั้น เราก็ไม่ใช่ ‘คิริว อัศวเวทย์’ อีกแล้ว อยู่ที่นี่ เราคือคนสวนธรรมดาที่ชื่อ ‘คิริว’ เท่านั้น”
“แล้วเรื่องที่ลุงเป็นมาเฟีย… ลุง เมียลุง เรา แล้วก็มัน” พ่อไพโรจน์พรางเบนสายตาไปมองไนท์
“มีแค่เราสี่คนที่รู้เรื่องนี้ ห้ามให้ลูกสาวลุงรู้เด็ดขาด เข้าใจไหม คิริวก็รู้ดี วงการมาเฟีย การที่ลุงมีลูกสาวอยู่ด้วย มันไม่ปลอดภัยเลย ลุงเลยต้องเปลี่ยนนามสกุลมาใช้นามสกุลเมียลุงแทน”
“ครับ ลุงไพโรจน์”
“ต่อไปเรียกลุงว่า ‘นายหัว’ เหมือนคนสวนคนอื่น ๆ” พ่อไพโรจน์เอ่ยเสียงเรียบแต่หนักแน่น
“ครับ นายหัว” เสียงตอบรับของคิริวและไนท์ดังพร้อมเพียงกัน แฝงความเคารพและความเข้าใจในคำสั่ง
“ส่วนเรื่องที่พัก ก็อยู่ที่นี่แหละ” พ่อไพโรจน์พูดพลางมองคิริวและไนท์ “ข้างห้องลูกสาวลุงมีห้องว่างอยู่ห้องนึง คิริวไปพักที่นั่น
ก่อนจะหันไปมองไนท์ พ่อไพโรจน์เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเรียบแต่มั่นคง
“ส่วนเราก็จะอยู่ห้องข้างล่าง มีห้องว่างอีกห้องสำหรับเรา”
ไม่นาน เสียงเรียกสดใสของใครบางคนก็ดังขึ้น ทำให้คิริว ไนท์ และพ่อไพโรจน์หันไปมองตามเสียงนั้นพร้อมกัน
“พ่อ…แม่!”
สายตาของทุกคนตกไปที่อัญชันที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตู บ้านหลังเล็กในสวนลำไย แสงบ่ายสะท้อนบนผิวหน้าเธอ ทำให้รอยยิ้มสดใสชัดเจนยิ่งขึ้น
“อ้าว กลับมาแล้วหรอ เป็นไงบ้าง สอบเป็นยังไงบ้าง หืมม?” พ่อไพโรจน์เอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส ก่อนก้าวไปใกล้ลูกสาว
อัญชันยิ้มเขิน ๆ พร้อมพยักหน้าตอบ “ก็…พอใช้ได้นะคะพ่อ”
พ่อไพโรจน์หัวเราะเบา ๆ คลายความกังวลในใจ ก่อนเอื้อมมือลูบหัวลูกสาวอย่างอ่อนโยน
“แล้วนี่…สอบได้หรือได้สอบล่ะ?”
อัญชันย่นจมูก ยิ้มเขิน ๆ ก่อนตอบ “โธ่พ่อ…นี่ลูกพ่อนะ ก็ต้องได้สอบสิ ฮ่าๆ”
พ่อไพโรจน์ยิ้มมุมปาก มองลูกสาวด้วยสายตาเต็มไปด้วยความภูมิใจ แม้จะมีเรื่องวุ่นวายรอบตัว แต่ช่วงเวลาแสนอบอุ่นเช่นนี้ก็ทำให้ความคิดทุกอย่างสงบลงชั่วคราว