แค่เด็กฝึกงาน

1554 คำ
อิสริยาเดินนำเขาไปที่ห้องทำงาน ชายหนุ่มรีบตามเธอเข้าไปในนั้น เธอนั่งที่หลังโต๊ะทำงานเหมือนกำลังจะเจรจาธุรกิจไม่ใช่คุยกับสามี “เชิญนั่งค่ะ ไม่ทราบว่ามีเรื่องอะไรคะ” “เอ๋ ทำไมทำเหมือนเราไม่ใช่ผัวเมียกันล่ะ” “เหรอคะ คุณเพิ่งรู้สึกเหรอฉันรู้สึกมาตั้งนานแล้ว รู้สึกมาเป็นปีแล้วทำไมคุณความรู้สึกช้าจัง” เธอตอบตามที่คิดทำให้สกนธีหน้าสลดลง “เอ๋พี่ขอโทษ ขอโทษที่ละเลยเอ๋กับน้องเพียง ขอโทษที่ไม่ทำตามสัญญาแต่ให้โอกาสพี่อีกครั้งได้ไหม กลับบ้านเรากันเถอะนะ” “คุณพูดว่านั่นเป็นบ้านคุณ จะมาบ้านเราอะไรตอนนี้” อิสริยากระชากเสียงนั่นเป็นเธอในมุมที่สกนธีแทบไม่เคยเห็น “ฉันยอมให้คุณทำหน้าที่พ่อให้น้องเพียงได้แค่นั้น แล้วถ้าวันไหนลูกรู้สึกแย่ๆ เพราะคุณอีกความเป็นพ่อก็จะไม่มีเหลือเหมือนกัน” “งั้น..พี่ขอพาลูกไปเรียนดนตรีได้ไหมวันเสาร์ ลูกอยากไป” สกนธีต่อรองแต่อิสริยายิ้มมุมปาก “คุณถามตัวเองก่อนเถอะว่าจะมีเวลาให้ลูกได้ทุกวันเสาร์ไหม ไม่ใช่มาแค่ไม่กี่วันแล้วคุณก็หายไปเท่าที่จำได้เมื่อก่อนจะวันไหนๆ คุณก็ไม่เคยมีเวลาให้น้องเพียงเลยนะ ลูกชวนคุณไปสวนสัตว์แล้วคุณก็รับปากส่งๆ จนตอนนี้เขาดินปิดไปแล้วเคยจำได้ไหม” “พี่จำได้ พี่ก็พยายามแก้ไขอยู่ ให้โอกาสพี่อีกครั้งนะเอ๋พี่จะเป็นพ่อที่ดี เป็นสามีที่ดี” สกนธีรีบพูดแต่อิสริยาฟังแบบไม่ใส่ใจเท่าไร “ถ้าคุณอยากจะพาลูกไปเรียนดนตรีก็ไป แต่ช่วยส่งรายละเอียดที่เรียน วันเวลาสถานที่มาด้วย จะมารับกี่โมง มาส่งกี่โมงช่วยบอกให้ชัดเจน ฉันให้เวลาคุณมารับลูกไปไหนมาไหนได้อาทิตย์ละวันแต่ห้ามไปค้างที่อื่นที่ไม่ใช่ที่นี่” อิสริยาคิดว่าเวลาเท่านี้เหมาะสมแล้ว เธอไม่รู้ว่าสกนธีจะเห่อการทำหน้าที่พ่อได้นานแค่ไหน เขาอาจจะมาได้ไม่กี่ครั้งและหายไปก็ได้ ถ้าเป็นแบบนั้นน้องเพียงจะได้ไม่เสียใจเกินไป วันต่อมาสกนธีส่งรายละเอียดการเรียนดนตรีมาให้อิสริยาดูทางไลน์ เธอมองตารางเรียนนั้นอย่างครุ่นคิด สกนธี : ลูกเรียนบ่ายวันเสาร์ พี่จะไปรับลูกตอนเที่ยงเอ๋โอเคไหม อิสริยา : ค่ะ สกนธี : แล้วเรียนเสร็จบ่ายสาม พี่จะพาลูกไปเดินห้างหรือทานข้าวเย็นก่อนค่อยพาไปส่งบ้านเอ๋จะโอเคไหมครับ อิสริยา : ค่ะได้ สกนธี : ขอบคุณครับ เริ่มวันเสาร์นี้เลยนะ อิสริยา : คุณจะพาลูกไปทานข้าวหรือเดินเล่นได้ แต่ต้องมาส่งที่นี่ก่อนหกโมงเย็นค่ะ สกนธี : ได้ครับ “แม่ขา วันนี้พ่อไปหาหนูที่โรงเรียนค่ะ” เด็กหญิงสุพิชชาเล่าให้มารดาฟังในตอนก่อนนอน “ค่ะ แล้วพ่อมาหาทำไมเหรอ” หญิงสาวถาม “พ่อมาบอกว่าพรุ่งนี้จะมารับหนูไปเรียนอูคูเลเล่ค่ะ” เด็กหญิงพูดด้วยเสียงสดใส “แล้วหนูอยากไปไหมคะ” เธอมองหน้าลูกสาว เด็กหญิงรีบพยักหน้าเร็วๆ “หนูอยากไปค่ะแม่” “ถ้าหนูอยากไปก็นอนเร็วๆ ค่ะ พรุ่งนี้หนูไปกับคุณพ่อสองคนนะคะแม่ต้องทำงานที่ร้าน” เธอบอกเด็กหญิงรีบพยักหน้า “ค่ะแม่ หนูไปกับพ่อสองคนก็ได้หนูจะนอนแล้ว จะได้ตื่นมาไปเรียนเร็วๆ ฝันดีค่ะแม่” เด็กหญิงพูดพลางหลับตา “ฝันดีค่ะลูก” เธอหอมแก้มลูกสาวยิ้มอย่างเอ็นดู เธอภาวนาขอให้พรุ่งนี้สกนธีไม่ทำให้น้องเพียงรอเก้อ หรือมารับไปเรียนเพียงไม่กี่ครั้งแล้วเลิกทำจนลูกเสียใจ ไม่งั้นเขาจะไม่ได้เห็นหน้าลูกอีกเลย วันต่อมาสกนธีมาถึงร้านตั้งแต่ยังไม่สิบนาฬิกา เด็กหญิงวิ่งลงมาหาบิดาทันทีที่อิสริยาให้พี่เลี้ยงขึ้นไปบอกว่าพ่อมารับแล้ว “หนูยังไม่ได้แต่งตัวเลยค่ะ” เธอพูดเสียงร้อนรนกลัวพ่อไม่รอ “ไม่ต้องรีบก็ได้ลูก พ่อช่วยแม่ขายของด้านล่างก่อนก็ได้” สกนธีรีบบอกลูกสาว สีหน้าเด็กหญิงดีขึ้นทันตา อิสริยาปรายตามองคนที่บอกว่าจะช่วยขายของ แต่เธอไม่ขัดอะไร ไม่อยากพูดอะไรไม่ดีต่อหน้าลูก หญิงสาวคิดเงินให้ลูกค้าจากหางตาเห็นน้องเพียงวิ่งกลับขึ้นชั้นบนไปแล้ว “ขอบคุณค่ะแปะ” ชายสูงวัยที่โครงหน้าบ่งบอกชัดเจนว่าเป็นชาวไทยเชื้อสายจีนส่งธนบัตรสีเทาให้อิสริยา หญิงสาวรับเงินมาแล้วเปิดเครื่องคิดเงินเพื่อทอนเงิน “พี่ช่วยเอง” สกนธีหยิบถุงพลาสติกใบหนึ่งมาจากห่อจะช่วยใส่ของที่ลูกค้าจ่ายเงินแล้ว แต่เขาเลือกขนาดไม่ถูก “ไอ้หนุ่ม อันนี้มันเล็กไปใส่ไม่ได้หรอก” ชายชราอายุประมาณเจ็ดสิบขึ้นไปแต่ท่าทางยังดูแข็งแรงมาก พูดขึ้นมาเมื่อเห็นสกนธีหยิบถุงหิ้วขนาดแปดคูณสิบห้า ขึ้นมาจะใส่กระดาษทิชชูแพ็กหกม้วน สกนธีหยิบใหม่ คราวนี้เลือกถุงขนาดสิบสองคูณยี่สิบหกดึงมาหนึ่งใบ อาแป๊ะส่ายหน้าไปมา ขณะที่อิสริยาส่งเงินทอนให้ลูกค้าและมองดูเขาเฉยๆ ไม่แนะนำอะไร “นั่นก็ใหญ่ไป ลื้อนี่ยังไง” ว่าแล้วอาแป๊ะก็หยิบถุงใบใหม่ขึ้นพร้อมกับพูดว่า “อาเอ๋ ลูกน้องใหม่เหรอต้องสอนเยอะๆ หน่อยนา เดี๋ยวลื้อจะขาดทุนหมด” คุณลุงลูกค้าประจำหันมาคุยกับเจ้าของร้านสาว “ไม่เป็นไรค่ะแปะ คนนี้หนูไม่ได้จ่ายค่าแรง” เธอหัวเราะกับชายชรา “อ๋อ...มาฝึกงาน อั๊วรู้ละ งั้นไปแล้ว” แกพยักหน้าแล้วเดินออกไปจากร้าน “พี่ซื้อขนมมาฝาก จีบปูเทเวศร์ที่เอ๋ชอบกับชิฟฟ่อน” สกนธีเอาของฝากวางบนเคาน์เตอร์เมื่อลูกค้าออกไปแล้ว หญิงสาวชำเลืองมองนิดหนึ่ง “ขอบคุณค่ะ แต่ทีหลังไม่ต้องซื้ออะไรมาก็ได้ คุณอยากพาลูกไปทานอะไรก็พาไปข้างนอกได้เลย” ความหมายของเธอคือไม่ต้องซื้อมาฝากเธอ อยากทำอะไรให้ลูกก็ให้กันเองเธอไม่ขัด ชายหนุ่มหน้าจ๋อยลงแต่แล้วเขาปรับสีหน้าให้เป็นปกติ “อันนี้พี่ซื้อมาให้เอ๋ จำได้ว่าเอ๋เคยชอบ” “เคยชอบแต่ก็ไม่ได้แปลว่าตอนนี้จะชอบค่ะ คนเราก็ต้องเปลี่ยนไปตามเวลา” เธอตอบกลับมาเป็นนัยให้เขาเข้าใจว่าเธอหมายถึงการรวมเขาเข้าอยู่ในจำพวกอะไรที่เคยชอบนั้นด้วย สกนธีเข้าใจแต่เขาแกล้งทำไม่เข้าใจ “งั้นตอนนี้เอ๋ชอบอะไร ก็บอกพี่มาสิ” เธอไม่ตอบตามองลูกค้าเดินตรงมาที่เคาน์เตอร์ พร้อมสินค้าในตะกร้า “แหม... วันนี้ผู้ช่วยเป็นหนุ่มหล่อเชียวค่ะคุณแม่น้องเพียง แฟนใหม่เหรอคะ” มินตราผู้ปกครองของนักเรียนร่วมชั้นเรียนของลูกสาวถามเธอตรงๆ อิสริยายังไม่ทันจะได้ตอบอะไร มินตราพินิจพิเคราะห์สกนธีอีกครั้งแล้วพูดว่า “เอ๊ะ หน้าเหมือนน้องเพียงจัง รึว่าคุณพ่อน้องเพียงคะ แหม..นึกว่าแม่น้องเพียงเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวมาตลอด” ‘หรือไม่ก็พวกเมียน้อย ไม่เคยเห็นพ่อน้องเพียงไปรับลูกที่โรงเรียนสักที’ มินตราคิดในใจ “ผมเป็นพ่อน้องเพียง เอ๋ไม่ใช่แม่เลี้ยงเดี่ยวครอบครัวผมอยู่กันตามปกติมาตลอด ถ้าคุณพูดมากกว่านี้ผมจะฟ้องหมิ่นประมาท” สกนธีหน้าตึง “อุ๊ย ขอโทษค่ะ ไม่มีเจตนาหมิ่นอะไรเลย ก็แค่ไม่เคยเห็นน้องเพียงมีคุณพ่อไปรับที่โรงเรียนเลย” มินตราเสียงอ่อยรีบแก้ตัว รีบเปิดกระเป๋าเงินเตรียมจ่ายค่าสินค้า “สี่ร้อยสิบเก้าบาทค่ะ” อิสริยาพูดเสียงเรียบ เธอหยิบถุงมาใส่ของส่งให้ลูกค้า ทำเหมือนว่าหัวข้อสนทนาที่อีกฝ่ายพูดไม่เกี่ยวอะไรกับเธอ “ค่ะๆ นี่ค่ะคุณเอ๋” มินตรารีบส่งเงินจ่ายค่าของแล้วรีบออกจากร้านทันที สกนธีหน้านิ่ว เขาไม่เคยคิดเลยว่าการที่เขาไม่เคยไปรับไปส่งลูก จะทำให้มีคนคิดว่าน้องเพียงไม่มีพ่อ “พี่ขอโทษนะ พี่ไม่คิดว่าพี่จะเคยทำให้ลูกกับเอ๋ถูกมองไม่ดี” ชายหนุ่มนึกด่าตัวเองในใจ “ปัญหาของฉันกับลูกไม่ได้อยู่ที่ทัศนคติหรือคำพูดของคนอื่นหรอกค่ะ” อิสริยาหันไปเห็นลูกสาวลงมาจากชั้นบนในชุดเจ้าหญิง เธอจึงพูดต่อ “แต่มันเป็นเพราะตัวคุณล้วนๆ คุณไปได้แล้วค่ะลูกลงมาแล้ว ขืนคุณอยู่นานกว่านี้ร้านฉันคงเจ๊งแน่”
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม