แสงไฟสีส้มอุ่นในร้านเลาจน์หรูส่องกระทบแก้วไวน์ที่วางอยู่บนโต๊ะ เสียงหัวเราะของพนักงานดังสลับกับดนตรีแจ๊สคลอเบาๆ หลังจากงานเลี้ยงบริษัทดำเนินมาเกือบสองชั่วโมง คนส่วนใหญ่เริ่มทยอยกลับ เหลือเพียงกลุ่มเล็กๆ ที่ยังนั่งอยู่
ปริญญ์นั่งเอนหลังบนโซฟาหนังสีเข้ม สูทสีกรมยังเนี้ยบไร้รอยยับ แต่กระดุมเสื้อเชิ้ตด้านบนถูกปลดออก เผยให้เห็นแผงอกกว้างและลมหายใจที่ผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย เขาหันไปมองพิชชาเลขาหน้าห้องของเขาที่วันนี้ไม่ได้ใส่ชุดสูทเรียบๆ เหมือนทุกวัน แต่สวมเดรสค็อกเทลสีดำรัดรูป เผยไหล่ขาวเนียนและเรือนผมยาวที่ปล่อยลงอย่างตั้งใจ
"คุณไม่ดื่มอีกหน่อยเหรอ"
เสียงทุ้มนุ่มของเขาดังขึ้นใกล้กว่าที่เธอคาด มือใหญ่เลื่อนแก้วไวน์มาวางตรงหน้า
"เดี๋ยวเมาค่ะ พรุ่งนี้ต้องทำงานตอนเช้า"
พิชชาตอบเจ้านาย พร้อมทั้งช้อนตามองเขาอย่างเกรงใจ
"ผมก็ต้องทำงานเช้าเหมือนกัน…แต่คืนนี้ผมอยากให้คุณดื่มเป็นเพื่อนหน่อย"
ปริญญ์หัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะชวนเลขาหน้าห้องดื่มเป็นเพื่อน
แอลกอฮอล์เริ่มทำให้แก้มเธอร้อนผ่าว หัวใจเต้นแรงอย่างไม่มีเหตุผล ยิ่งเมื่อเขาโน้มตัวมาข้างหน้า แผ่นหลังเธอแทบแนบติดพนักโซฟา กลิ่นน้ำหอมผู้ชายผสมกลิ่นไวน์อุ่นๆ ลอยคลออยู่รอบตัว
"ผมไม่ค่อยได้เห็นคุณยิ้มเวลาอยู่ใกล้ผมหรอกนะ"
ปริญญ์พูดพลางสบตา สายตาคมคู่นั้นเหมือนจะอ่านความคิดเธอออกทุกอย่าง
พิชชาหลบตา แต่กลับรู้สึกว่ามือใหญ่ข้างหนึ่งวางบนพนักโซฟาเกือบจะโอบล้อมเธอไว้ เสียงหัวเราะและบทสนทนารอบข้างเริ่มหายไป เหลือเพียงเสียงหัวใจเธอกับเขาที่เต้นไม่เป็นจังหวะ
คืนนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่เพียงปาร์ตี้เลี้ยงบริษัทธรรมดาอีกต่อไป หัวใจของพิชชาเต้นแรง เพราะวันนี้เจ้านายที่เคยเคร่งขรึมดูจะอารมณ์ดีผิดปกติ
พิชชายกเหล้าเข้าปากแก้วแล้วแก้วเหล้า ตอนนี้เธอรู้สึกว่าทุกอย่างรอบตัวโคลงเคลงไปหมด
ปริญญ์เห็นว่าเลขาของเขาเริ่มเมาแล้วจึงชวนเธอกลับ
ฝนโปรยเม็ดเล็กๆ จากฟ้าที่มืดสนิท เสียงรถบนถนนเปียกฝนดังสาดไปทั่ว พิชชาก้าวตามปริญญ์ออกมาหน้าร้าน เลขาหน้าห้องที่ปกติยืนหลังโต๊ะทำงานอย่างเป็นระเบียบ วันนี้กลับรู้สึกเหมือนโลกหมุนช้าลง
"เดี๋ยวผมไปส่ง"
ปริญญ์พูดเสียงเรียบแต่ชัด พลางกางร่มให้ เงาร่มและร่างสูงใหญ่ของเขาบดบังสายฝนแทบทั้งหมด กลิ่นน้ำหอมอุ่นๆ ที่เธอได้กลิ่นในร้านกลับชัดยิ่งขึ้นในระยะใกล้
รถยุโรปสีดำเงาแล่นมาจอดตรงหน้า คนขับลงมาเปิดประตูให้ แต่ปริญญ์กลับขยับมือห้าม
"วันนี้ผมขับเอง"
ในรถบรรยากาศเงียบจนได้ยินเสียงฝนกระทบกระจก ทุกครั้งที่ไฟถนนสาดเข้ามา ใบหน้าคมคายของเขาจะชัดขึ้นในเงามืดสายตาคมนั้นจับจ้องมาที่เธอเพียงคนเดียว
"บ้านคุณอยู่ทางไหน" เขาถาม
"ไม่รบกวนดีกว่าค่ะ เดี๋ยวเรียกแท็กซี่"
พิชชาบอกกับเจ้านายเสียงอ้อแอ้ แต่เธอยังพูดไม่จบ มือเขาก็แตะบนต้นแขนเธอเบาๆ
"ผมบอกแล้วว่าจะไปส่ง"
เสียงทุ้มต่ำลงกว่าเดิม ราวกับไม่เปิดช่องให้ปฏิเสธ พิชชาจึงจำใจต้องขึ้นรถไปกับเขา
ไม่นานนักรถก็เลี้ยวเข้าสู่ซอยเงียบ พอถึงหน้าคอนโด เธอกำลังจะเอ่ยขอบคุณ แต่ปริญญ์กลับดับเครื่องและหันมามองตรงๆ
"ผมขอขึ้นไปดื่มต่อได้ไหม"
หัวใจพิชชาเต้นแรงอย่างห้ามไม่อยู่ ความใกล้ชิดตลอดทั้งคืนและน้ำเสียงที่ชวนให้หลงทำให้สติเริ่มเลือน เธอพยักหน้าช้าๆ โดยไม่ทันรู้ตัวว่ากำลังพาเจ้านายขึ้นไปยังพื้นที่ส่วนตัวของตัวเอง
ภายในห้อง เสียงปิดประตูดัง "คลิก" เหมือนตัดขาดจากโลกภายนอก ปริญญ์วางร่มแล้วถอดสูทพาดเก้าอี้ สายตายังคงมองเธอราวกับจะกลืนกิน ความเงียบในห้องถูกแทนที่ด้วยเสียงฝนข้างนอก และจังหวะหัวใจของเธอที่เต้นแรงขึ้นทุกวินาที
"ห้องคุณ…น่าอยู่ดีนะ"
เสียงทุ้มเอ่ยช้าๆ ขณะเขาก้าวลึกเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของเธอเหมือนคนที่คุ้นทาง
"ขอบคุณค่ะบอส"
พิชชาตอบอย่างเกรงใจ แล้วยืนเก้ๆ กังๆ เหมือนไม่รู้จะวางตัวอย่างไร
"ผมมีไวน์อยู่ในรถเลยถือติดมือมาด้วย ถือโอกาสเปิดเลยแล้วกัน"
พิชชายิ้มบางๆ อย่างไม่แน่ใจว่าควรหรือไม่ แต่สุดท้ายก็เดินไปหยิบที่เปิดขวดและแก้วไวน์ออกมาให้ เสียง "ป๊อก" ดังขึ้นพร้อมกลิ่นไวน์แดงที่หอมหวานรินลงในแก้วคริสตัลใส
"คืนนี้ฝนตก…นอนดึกหน่อยก็คงไม่เป็นไรหรอกค่ะ"
พิชชาพูดพลางยื่นแก้วให้เจ้านายหนุ่ม ทั้งคู่เริ่มดื่มทีละนิด จากคุยเรื่องงานก็กลายเป็นคุยเรื่องส่วนตัว เรื่องอาหารที่ชอบ หนังที่ดูบ่อย หรือแม้กระทั่งเพลงโปรด เสียงหัวเราะเบาๆ ของพิชชาทำให้บรรยากาศในห้องยิ่งนุ่มนวล
แต่ทุกครั้งที่พิชชาวางแก้วลง สายตาของปริญญ์ก็มักจะเผลอมองริมฝีปากเธอนานกว่าที่ควรจะเป็น จนเธอเริ่มรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไป
ฝนด้านนอกยังคงโปรยลงมาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เสียงในห้องเหลือเพียงบทสนทนาเบาๆ กับหัวใจของทั้งคู่ที่เต้นไม่เป็นจังหวะ
ปริญญ์เอียงศีรษะนิดๆ สายตาคมจ้องตรง
"ผมชอบแบบนี้ ไม่ต้องมีใครมาขัดจังหวะ"
"หมายถึง…การดื่มกับเลขาในห้องเลขาเหรอคะ"
เธอกะพริบตา ก่อนจะเอ่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงอ้อแอ้
เขายิ้มมุมปาก ไม่ตอบ แต่ยกไวน์ขึ้นจิบ สายตายังตรึงเธอไว้เหมือนเดิม จนพิชชารู้สึกว่าระยะห่างบนโซฟานี้เริ่มแคบลงกว่าตอนแรก
พิชชาวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะเตี้ย มือเผลอสัมผัสขอบแก้วของปริญญ์ที่วางอยู่ใกล้กัน ปลายนิ้วกระทบกันเพียงเสี้ยววินาที แต่กลับทำให้เธอสะดุ้งเล็กๆ
ปริญญ์มองเธอแล้วหัวเราะในลำคอเบาๆ
"ทำไมถึงเกร็ง...ผมดูน่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอ"
"ไม่ใช่ค่ะ…แค่…"
พิชชาพูดไม่จบ เพราะเขาโน้มตัวเข้ามาใกล้ ความต่างของอุณหภูมิร่างกายทำให้เธอรับรู้ถึงความอบอุ่นที่แผ่วผ่าน
มือใหญ่ของเขายื่นมารับแก้วจากมือเธอแล้ววางลง จากนั้นกลับไม่ชักกลับ แต่ค้างอยู่ที่มือเล็กของเธอ ปลายนิ้วไล้ช้าๆ ตามแนวสันมือ ราวกับตั้งใจจะจดจำสัมผัสนั้นไว้
"คุณสวยมากรู้ตัวมั้ย"
น้ำเสียงทุ้มต่ำพร่าและตรงเกินกว่าจะเป็นเพียงคำพูดเล่น
พิชชาเม้มริมฝีปาก พยายามจะหลบสายตา แต่เขากลับใช้ปลายนิ้วเกลี่ยผมที่ตกข้างแก้มให้พ้นใบหน้า สัมผัสอุ่นๆ บนผิวแก้มทำให้หัวใจเธอเต้นแรงกว่าที่ควร
เสียงฝนที่โปรยลงนอกหน้าต่างเหมือนกลายเป็นฉากหลังของความเงียบระหว่างสองคน ระยะห่างที่เหลือเพียงคืบกำลังจะถูกลบไปอย่างง่ายดาย
ไวน์ในขวดพร่องจนเหลือไม่ถึงครึ่ง ขณะที่แก้มของพิชชาแดงระเรื่อไม่รู้ว่าเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์หรือเพราะสายตาคมของปริญญ์ที่จับจ้องตลอดทั้งคืน
เขาโน้มตัวเข้ามาใกล้จนเธอรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่แตะผิวแก้ม สบตากันเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่ริมฝีปากของทั้งคู่จะสัมผัสกันแผ่วเบาในตอนแรก แต่กลับลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ
มือใหญ่โอบเอวเธอแน่นขึ้น ราวกับไม่อยากให้มีช่องว่างเหลืออยู่ ส่วนเธอก็เผลอยกมือขึ้นแตะไหล่เขาเพื่อพยุงตัว แต่กลับกลายเป็นการดึงเขาเข้ามาใกล้กว่าเดิม
เสื้อสูทและเนกไทของเขาถูกปลดออกอย่างไม่ทันรู้ตัว ขณะที่ความใกล้ชิดนั้นพาให้ทุกอย่างเลยเถิด ทิ้งเพียงความรู้สึกเร่าร้อนและแรงดึงดูดที่ไม่มีใครยอมถอย คืนนี้เส้นแบ่งระหว่างเจ้านายกับเลขาถูกลบหายไปอย่างสิ้นเชิง