1 เรียกใครลุง

1297 คำ
“ลุง! ลุงคะ! รอเดี๋ยวก่อนค่ะลุง!” เสียงหวานใสที่แฝงไปด้วยความเหนื่อยหอบดังไล่หลังมาติดๆ ทำให้ขายาวที่กำลังก้าวฉับๆ มุ่งหน้าไปยังรถยุโรปคันหรูต้องชะงักกึก บอดี้การ์ดร่างยักษ์ในชุดสูทดำนับสิบคน รีบหันขวับไปมองต้นเสียงพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย มือหนาของแต่ละคนขยับเข้าหาชายเสื้อสูท เตรียมพร้อมรับมือกับผู้บุกรุก ที่บังอาจตะโกนเรียกเจ้านายพวกเขาด้วยสรรพนามที่ ชวนให้เสียวสันหลังวูบ คลาวด์ค่อยๆ หันใบหน้าอันหล่อเข้มเย็นชากลับไปมอง แววตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นจ้องเขม็งไปยังร่างบอบบาง ในชุดพนักงานเสิร์ฟที่กำลังวิ่งกระหืดกระหอบตรงมาทางเขา ใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มนั้นแดงซ่านเพราะความเหนื่อยล้า ผมม้าแตกกระจายไม่เป็นทรง “เรียกใครลุง” น้ำเสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจเอ่ยขึ้นสั้นๆ ท่ามกลางความเงียบสนิทของลานจอดรถวีไอพี บรรยากาศรอบข้างพลันกดดันจนคนรอบข้างแทบไม่กล้าหายใจ แต่เด็กสาวตรงหน้ากลับไม่ได้รับรู้ถึงรังสีอำมหิตนั้นเลย “ก็เรียก... แฮ่ก!... แฮ่ก!... เรียกคุณนั่นแหละค่ะลุง” ปริมหยุดยืนห่างจากเขาเพียงไม่กี่ก้าว เธอโน้มตัวลงเอามือยันเข่าพลางสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ ก่อนจะชูอะไรบางอย่างในมือขึ้นมา “ลุงทำกระเป๋าสตางค์ตกไว้ที่หน้าร้านอาหารเมื่อกี้ค่ะ หนูเห็นเลยรีบวิ่งตามเอามาคืน” คลาวด์มองกระเป๋าหนังจระเข้สั่งตัดพิเศษในมือเล็กลิงโรจน์นั่น สลับกับใบหน้าซื่อๆ ของเด็กสาว ที่ดูอายุไม่น่าจะเกินสิบแปดปี ความเย็นชาที่เคยมีกลับถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด ตั้งแต่เกิดมาจนอายุสามสิบ มีแต่คนเรียกเขาว่า นายท่าน คุณคลาวด์ เฮียคลาวด์ หรือไม่ก็ท่านประธาน แต่เด็กคนนี้กลับเรียกมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในเมือง ว่าลุงอย่างเต็มปากเต็มคำ “หนูเรียกฉันว่าลุงงั้นหรอ” เขาถามย้ำอีกครั้ง พร้อมเลิกคิ้วหนาขึ้นข้างหนึ่ง พลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่ใสซื่อไร้จริต “อ้าว... ก็คุณหน้า... เอ่อ คุณดูเป็นผู้ใหญ่กว่าหนูตั้งเยอะนี่คะ ไม่เรียกหนูว่าหลานก็บุญเท่าไหร่แล้ว” ปริมตอบกลับซื่อๆ พลางยื่นกระเป๋าส่งให้ “รับไปสิคะลุง หนูต้องรีบกลับไปทำงานต่อ เดี๋ยวผู้จัดการจะด่าเอา” คลาวด์กระตุกยิ้มมุมปากเพียงนิดเดียว ยิ้มที่บอดี้การ์ดเห็นแล้วต้องรีบก้มหน้าลงต่ำ เพราะรู้ดีว่านั่นคือสัญญาณของบางอย่างที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น “ขอบใจมากนะ... ยัยหนู” “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ มันเป็นหน้าที่ของหนูอยู่แล้ว” ปริมเอ่ยกลั้วยิ้มพลางปัดมือตัวเองกับผ้ากันเปื้อนลวกๆ ทันทีที่สิ้นเสียงหวาน สองสายตาคมกริบของคลาวด์ก็หลุบมองสำรวจชุดพนักงานร้านอาหารที่เธอสวมอยู่ เขาจำได้ดียัยเด็กกะโปโลคนนี้ เพิ่งจะยกน้ำมาเสิร์ฟโต๊ะเขาเมื่อครู่นี้เอง “ไปเถอะครับนาย คุณท่านรอนานแล้วครับ” เสียงเข้มของหนึ่งในชายชุดดำเอ่ยขัดจังหวะขึ้น พร้อมกับก้มหัวให้ชายหนุ่มตรงหน้าอย่างนบนอบ ปริมหันไปมองตามเสียงนั้นด้วยความสงสัย ท่าทางของคนเหล่านั้นดูให้เกียรติคุณลุงคนนี้มาก มากเสียจนบรรยากาศรอบตัวเริ่มเย็นเยียบ และน่าเกรงขามจนเธอรู้สึกเกร็งตามไปด้วย “.......” คลาวด์ไม่ได้ตอบรับเป็นคำพูด เขาเพียงปรายตามองเด็กน้อยผู้แสนซื่อตรงหน้าเพียงเสี้ยววินาที แววตาคู่นั้นดูอ่านยากเกินกว่าที่เด็กสาววัยสิบแปดจะเข้าใจ ก่อนที่ร่างสูงสง่าจะหันหลังเดินจากไป โดยไม่แม้แต่จะกล่าวคำขอบคุณสักคำ 'หื้อ... ขอบคุณสักคำก็ไม่มี คนอะไรขี้เก๊กเป็นบ้า' ปริมนึกคิดในใจอย่างอดไม่ได้ สายตามองค้อนตามแผ่นหลังที่เดินตัวตรงแน่วไป ท่าทางของเขามันดูตั้งใจวางมาดขรึมจนเธอรู้สึกหมั่นไส้ “เขาเป็นใครกันนะ... ทำไมต้องมีคนเดินตามเยอะขนาดนั้น” ปริมพึมพำกับตัวเองเบาๆ สายตายังคงทอดมองตามแผ่นหลังกว้างใต้ชุดสูทราคาแพง ที่ค่อยๆ หายลับเข้าไปในรถยุโรปคันหรู ในความรู้สึกของเธอ ผู้ชายคนนั้นเหมือนมีกำแพงน้ำแข็งหนาๆ กั้นไว้ แต่น่าแปลกที่เธอกลับไม่รู้สึกกลัวสักเท่าไหร่ ออกจะสงสัยมากกว่า ว่าภายใต้ใบหน้านิ่งเฉยราวกับหุ่นยนต์นั้น ลุงคนนั้นกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ “ยัยปริม! เสร็จยังฮะเรา มาช่วยพี่เก็บโต๊ะทางนี้เร็ว!” ความสงสัยในใจยังไม่ทันจางหาย เสียงแหลมของน้ำขิง รุ่นพี่ที่ร้านก็ดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน “ไปแล้วค่ะพี่น้ำขิง!” ปริมขานรับอย่างว่าง่าย เธอรีบสลัดความสงสัยนั้นทิ้ง แล้ววิ่งตรงไปยังโต๊ะที่รุ่นพี่กำลังวุ่นกับการเคลียร์จานชามอยู่ “สรุปใช่กระเป๋าตังค์ของคุณเขาไหมล่ะ” น้ำขิงเอ่ยถาม ในขณะที่มือของเธอยังคงระวิงกับการจัดเรียงจานลงถาด แววตามีความอยากรู้อยากเห็นจนปิดไม่มิด “คุณเขา... พี่น้ำขิงหมายถึงคุณลุงคนนั้นเหรอคะ” “คุณลุงที่ไหนกันล่ะยะ!” น้ำขิงอุทานเสียงหลงพลางถลึงตาใส่ “นั่นน่ะคุณคลาวด์เจ้าของร้านเพชรที่ใหญ่ที่สุดในเมืองนี้เลยนะปริม” “จริงเหรอคะ... คนหน้านิ่งๆ เมื่อกี้เนี่ยนะ” ปริมตาโตเท่าไข่ห่าน เธอไม่อยากเชื่อว่าลุงท่าทางดุๆ คนนั้นจะรวยมหาศาลขนาดนี้ “ก็ใช่น่ะสิ แถมเขาน่ะไม่ได้เป็นแค่เจ้าของร้านเพชรธรรมดาๆ นะจ๊ะ พี่ได้ยินแว่วๆ มา... แว่วๆนะ ไม่รู้จริงไหม เห็นเขาบอกว่าคุณเขามีอาชีพอื่นด้วย” น้ำขิงลดเสียงต่ำลงพลางชะโงกหน้ามาใกล้กระซิบกระซาบ “อาชีพอื่น อาชีพอะไรคะพี่น้ำขิง” “ก็... อาชีพที่เป็นสีเทาๆไงล่ะ” “แล้วอาชีพสีเทาๆ นี่มันคืออาชีพอะไรคะพี่น้ำขิง” ปริมขมวดคิ้วมุ่น เธอรีบถามกลับด้วยความซื่อจนคนฟังถึงกับกุมขมับ “โอ๊ย... รู้แค่นั้นก็พอแล้ว ไม่ต้องรู้มากไปกว่านี้หรอก เป็นเด็กเป็นเล็กน่ะรู้มากไปก็ใช่ที่ ไปๆ เก็บโต๊ะต่อได้แล้ว” น้ำขิงตัดบทเอาดื้อๆ พลางโบกมือไล่ให้เด็กสาวไปทำงานต่อ “อ้าว... อะไรของพี่เนี่ย ทิ้งปมไว้แล้วก็ไปเฉยเลย” ปริมบ่นอุบอิบในลำคอ ก่อนที่สายตาของเด็กสาวจะหันไปมองทางลานจอดรถที่ว่างเปล่าอีกครั้ง 'อาชีพสีเทาเหรอ ลุงเขาเป็นช่างทาสีหรือยังไงกันนะ' ปริมคิดในใจตามประสาเด็กที่ยังไม่ประสีประสาต่อโลกมาเฟีย “แต่ถ้าเป็นช่างทาสีจริงๆ... แล้วทำไมต้องทาแค่สีเทาด้วยล่ะ สีอื่นไม่มีหรือไง” สมองของปริมยังคงทำงานหนักด้วยความสงสัยค้างคา เธอเผลอขมวดคิ้วจินตนาการภาพลุงขี้เก๊กคนนั้นถือแปรงทาสี ท่ามกลางกลุ่มบอดี้การ์ดอย่างเอาเป็นเอาตาย จนกระทั่งเสียงของน้ำขิงดังแทรกขึ้นมาอีกครั้ง “ยัยปริม! มาทำงานได้แล้ว ไปยืนทำหน้างงอะไรตรงนั้น เดี๋ยวผู้จัดการมาเห็นเข้าก็โดนบ่นจนหูชาอีกหรอก” “ค่ะๆ... ไปแล้วค่ะ...” ปริมขานรับเสียงอ่อย สะบัดหัวไล่ความคิดบ้าบอเรื่องสีเทาออกไป ก่อนจะรีบก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม