“สรุปไม่ใช่อีหนูเสี่ยมันแน่ใช่ไหม”
ดูเหมือนชายหนุ่มที่โวยวายใส่บัวหอมตอนลืมตาตื่นขึ้นมาจะยังระแคะระคายกับการมีอยู่ของเธออย่างเห็นได้ชัด แม้จะทราบจากปากเจ้าของบ้านแล้วว่าหญิงสาวต้องมาอยู่ที่นี่ในสถานะอะไร เขาก็ยังถามประโยคเดิมซ้ำ ๆ กับเธอไม่เลิก อีกทั้งยังไม่ยอมให้นำข้าวของในกระเป๋าเข้าไปเก็บในห้องดี ๆ ตามที่ผู้เป็นอาของอีกฝ่ายไหว้วานเอาไว้
ก็เข้าใจในการต้องระแวงคนแปลกหน้าอยู่หรอก แต่ที่ประหลาดไปมากกว่าคนตรงหน้าก็คงจะเป็นบัวหอมที่ยอมตกลงรับข้อเสนอเจ้าของบ้าน ถ้าให้พูดความจริงเลยคือเธอปฏิเสธไม่ได้เลยต่างหาก
“ค่ะ เสี่ยเขาก็บอกไปแล้วว่าฉันจะมาทำหน้าที่อะไร”
“เสี่ยแม่งคิดอะไรอยู่วะ เข้าใจว่าอยากมีไอ้ตัวเล็กมาตลอด แต่เพิ่งเลิกกับเมียไง”
“เลิกกับเมีย?”
เขาเคยมีภรรยามาแล้วอย่างนั้นหรือ แต่ก็ไม่แปลกหรอก เพราะเสี่ยอายุมากเธอตั้งเท่าไหร่
“ใช่ แล้วก็ไม่ต้องไปถามอะไรเรื่องนี้เสี่ยให้มากความ เพราะยังไงเธอก็ไม่ได้เป็นเมียน้อยใครหรอก”
“ลองให้เป็นสิคะ ฉันจะได้คิดหาทางหนีไปตั้งแต่ตอนนี้เลย”
“หนีก็ไม่ได้! เรื่องนี้ยิ่งห้ามคิดเข้าไปกันใหญ่เลย เข้าใจไหมยัยคุณหนูมากจากกรุงเทพ!”
“ฉันมีชื่อค่ะ อีกอย่างก็ไม่ได้เป็นคุณหนูอะไร”
“แล้วชื่ออะไรล่ะ ไม่บอกใครจะไปรู้ ฉัน ๆ อยู่นั่น”
“บัวหอม จะเรียกบัวเฉย ๆ ก็ได้”
“อายุเท่าไหร่”
“จะ 23 แล้ว นายล่ะ”
“แม่ง กูว่าแล้ว เฒ่าอยากแดกเด็กน้อย” (แก่อยากกินเด็ก)
“คืออะไร ตกลงจะมาถามแต่เรื่องคนอื่นโดยที่ไม่แนะนำตัวเองเหรอ”
“ชื่อปราบ เป็นหลานชายคนเดียวของเสี่ยสิบเพชรพรรณรายณ์ หรือที่คนเขาเรียกกันว่าเสี่ยเพชรนั่นแหละ อายุเท่าเธอ เรียนจบแล้วจะออกมาทำนาเกาะเสี่ยกินไปจนแก่ รู้แบบนี้แล้วก็อย่าเสียเวลาเอาตัวเองลงมาแข่งบุญแข่งวาสนากัน! ไปแล้ว เหม็นกลิ่นคนกรุงเทพ ปากอย่างใจอย่าง”
อะไรของอีกฝ่าย เป็นสิ่งที่บัวหอมสามารถเข้าใจได้ในหัว ก่อนจะรีบคว้าเรียวแขนของเพื่อนรุ่นเดียวกันเอาไว้ได้ทัน
“เดี๋ยวสิ จะไปไหน”
“เฝ้าร้านทองให้เสี่ยมันสิ ทำไม อยากจะไปทำแทนเหรอ อย่า หวัง สูง” ปราบเน้นย้ำคำอย่างชัดเจน พร้อมกับสะบัดแขนออกจากหญิงสาว
“ปราบ เรียกแบบนี้ได้ใช่ไหม บัวไม่รู้ว่าก่อนหน้าชีวิตใครจะเจออะไรมาบ้าง แต่เราเป็นคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกันวันนี้ ขอร้องล่ะ ปราบอย่าเพิ่งตัดสินหรือตั้งแง่อะไรบัวเลย เพราะบัวเองก็จะทำแบบนั้นเหมือนกัน ยิ่งบัวไม่ได้ต่างอะไรกับคนต่างถิ่น มีเรื่องที่จะขอร้องหรือให้ปราบช่วยเหลืออีกเยอะแยะ เรามาเรียนรู้นิสัยใจคอกันไปก่อนได้ไหม ถ้าสุดท้ายแล้วปราบไม่ชอบบัวจริง ๆ พวกเราค่อยต่างคนต่างอยู่ก็ได้ นะ”
“เว้าเก่งเนาะ มีหยังว่ามา” (พูดเก่งเนอะ มีอะไรว่ามา)
ปราบโตขนาดนี้แล้ว แน่นอนว่าเขาสามารถแยกแยะออกว่าอันไหนมารยาผู้หญิงอันไหนคือการพูดหว่านล้อม ที่มาในรูปแบบจริงใจหรือไม่จริงใจ
เช่นนั้นก็ขอดูพฤติกรรมคนที่อาเขาเลือกมาให้เป็นแม่น้องชายน้องสาวปราบอีกคนไปก่อนก็แล้วกัน เพราะครั้งนี้เขาจะไม่ยอมให้เสี่ยต้องเสียใจอีกเป็นแน่
“ขอโทษนะปราบ พูดภาษากลางปกติได้ไหม บัวฟังไม่ค่อยเข้าใจน่ะ หรือพูดช้าหน่อยก็ได้”
“สิเป็นแม่ของลูกเสี่ย กะต้องฟังให้ออก เข้าใจ๊” (จะเป็นแม่ของลูกเสี่ย ก็ต้องฟังให้ออก เข้าใจ๊)
“อ่า ฟังออกก็ฟังออก”
บัวหอมโตที่นี่ก็จริง ทว่าบุคคลรอบกายก็มีน้อยคนนักที่จะพูดภาษาถิ่นให้ได้ยิน ก่อนไม่นานจะต้องย้ายไปใช้ชีวิตคนเดียวอยู่ที่เมืองหลวง
“สรุปสิเอาหยัง” (ตกลงจะเอาอะไร)
“ไม่เอาอะไร แค่จะถามน่ะ ปราบรู้จักที่นี่ไหม”
ชายหนุ่มที่เท้าเอวสอบคุยกับเพื่อนรุ่นเดียวกันอยู่หรี่ตามองรูปภาพที่อีกฝ่ายเปิดขึ้นมาให้ดูจากเครื่องมือสื่อสาร พบว่ามันเป็นภาพวัดในหมู่บ้านสมัยที่ยังไม่ได้บูรณะให้สวยงามอย่างทุกวันนี้ คือยังไง มาถึงหญิงสาวก็ถามหาวัดหาวา เช่นนั้นก็คงจะเป็นผู้เป็นคนมากกว่าคนก่อนล่ะมั้ง
ไม่ได้อยากเปรียบเทียบ แต่มันก็อดไม่ได้ เพราะเมียเก่าอาเขาก็ทำเอาไว้แสบเสียเหลือเกิน ยังไม่เข้าใจอยู่เลยว่าเสี่ยใจเย็นอยู่ได้ยังไง เป็นเขาจะฟ้องหล่อนกับชู้ให้ไม่มีที่ยืนในสังคมอีกเลย
“วัดบ้าน จะไปทำไรไม่ทราบ”
“ก็พูดปกติได้นี่นา”
“เออ แต่สะดวกแบบนี้ ใครจะทำไมล่ะ”
“ไม่อยากจะเถียงด้วยแล้วนะ”
“กะอย่าเถียง สิเป็นเมียเสี่ย หัดเว้าให้มันง่าย ๆ แหน่” (ก็อย่าเถียง จะเป็นเมียเสี่ย พูดให้มันง่าย ๆ หน่อย)
“โอเค ๆ แต่มันหมายถึงวัดในหมู่บ้านนี้ใช่ไหม”
“แม่น” (ใช่)
“พาไปหน่อยสิ พาบัวไปหน่อยนะปราบ”
“กะยังว่าบ่ว่าง สิไปเฝ้าร้านทอง เป็นเมียผู้ไผกะให้ผู้นั้นพาไปติ หลบ ๆ” (ก็ยังบอกว่าไม่ว่าง จะไปเฝ้าร้านทอง เป็นเมียใครก็ให้คนนั้นพาไปสิ หลบ ๆ)
บัวหอมได้แต่มองตามหลานชายเจ้าของบ้านไปจนลับตา ปราบนั้นถือว่ามีใบหน้าคล้ายคลึงผู้เป็นอาอยู่มาก ถ้าไม่บอกว่าเป็นหลานชายเธอก็คงจะเข้าใจผิดคิดไปว่าอีกฝ่ายเป็นลูกของคนที่ตัวเองตกลงจะอุ้มท้องให้ อีกทั้งยังมีนิสัยดุแบบต่างกันสุดขั้วจนไม่กล้าที่จะต่อล้อต่อเถียงด้วยเท่าไหร่
ปราบบอกว่าเป็นวัดบ้าน แสดงว่าคงจะไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่ งั้นไปเองจะเป็นอะไรหรือไม่ ทว่าตามมารยาทก็คงจะต้องขอกับเขาคนนั้นก่อน ตอนนี้ทำได้มากสุดคงจะเป็นการหอบหิ้วกระเป๋านำเข้าไปเก็บไว้ในห้องนอน
โดยที่ไม่ทราบเลยว่าทุกประโยคที่ตัวเองคุยกับเพื่อนรุ่นเดียวกันนั้นล้นแล้วแต่เข้าหูบุคคลที่คิดว่าเขาคงจะเดินหายไปไหนสักที่ของตัวบ้านแล้ว
“เสี่ยเรียกผมหรือเปล่าครับ”
“อือ สืบให้หน่อย”
“เรื่องคุณเกศินีหรือครับ ผมว่า...”
“เปล่า เรื่องเมียใหม่ข้า”
TBC.
แหมมมม ไม่ทันไรก็นับน้องเป็นเมียแล้ว