เกือบร่วมสัปดาห์ที่บัวหอมไม่ได้เจอบุคคลตรงหน้า และถึงแม้ว่าอยากจะช่วยเหลืองานปราบอย่างเช่นวันแรกที่ขอติดรถจักรยานยนต์ออกไปเปิดหูเปิดตามากเพียงใดก็ไม่อาจจะทำได้ เพราะสิบเพชรพรรณรายณ์นั้นสั่งให้จิรากรจับตาดูเธออยู่ตลอด
แค่ทำนาตามวิถีชาวบ้านอย่างไรเขาต้องห้ามด้วย เพราะถ้าแค่รอตั้งท้องลูกของเสี่ย จะให้มานั่ง ๆ นอน ๆ ตลอดมันก็ไม่ใช่บัวหอมที่ถูกฝึกให้ทำนู่นทำนี่มาตั้งแต่ยังเด็กเลย
“ข้าไปทำอะไรให้เอ็งไม่พอใจ” กลับมาถึงบ้านแทนที่จะได้เห็นรอยยิ้มหรือการกล่าวต้อนรับสักคำ ทว่าเด็กที่เดินตรงมาช่วยถือกระเป๋าเอกสารนั้นกลับไม่แม้แต่จะมองหน้าเขาเลยด้วยซ้ำ
อีกฝ่ายลืมไปแล้วหรือไม่ ที่ทำอะไรไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเขาก่อน ยิ่งตัวต้นเรื่องที่อยากจะแกล้งบัวหอมเล่น สิบเพชรพรรณรายณ์ก็ไม่อาจจะรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของหลานชายเลย นั่นเพราะคงจะออกไปไร่นาตามที่เขาสั่งไว้ว่าให้ดูแลและคุมคนงานที่จ้างมาไถหน้าดิน
แต่มันกลับลงไปขับรถราคาหลักเจ็ดทำเองแบบไม่รู้ว่าไปขยันมาจากไหน สุดท้ายพากันเล่นไม่รู้เรื่อง นาไร่นั้นเลยเละเทะไม่เป็นท่า ถ้าเขาไม่รู้ก่อน ปีนี้ผลผลิตข้าวคงจะลดหายไปหนึ่งส่วนเจ็ด
“เปล่าจ้ะ เสี่ยมาเหนื่อย ๆ เอาน้ำเย็นสักแก้วไหมจ๊ะ หนูจะไปเทให้”
บัวหอมทราบสถานะของตัวเองเป็นอย่างดี จึงพยายามที่จะเชื่อฟังเขาให้มากที่สุด เพราะหน้าที่อย่างว่าก็คงจะไม่พ้นรวมต้องคอยปรนนิบัติอีกฝ่ายด้วย
“ขอบใจ” เรือนกายสูงใหญ่ขยับเสื้อสูทที่นาน ๆ ทีจะใส่สักครั้งออก ถ้าให้พูดตามตรงคือเปลือยเปล่าท่อนบนแล้วนุ่งผ้าขาวม้าเป็นอะไรที่เขาสะดวกมากกว่า แต่หน้าที่การงานบางประเภทมันก็ไม่ได้เอื้ออํานวยที่จะให้ใช้ชีวิตสบายขนาดนั้น
ส่วนหนึ่งที่อยากมีลูกก็เพราะไม่อยากจะทิ้งให้ปราบมันดูแลทุกอย่างคนเดียว และไม่ได้อยากจะผลักภาระให้คนรุ่นหลังที่ยังไม่ลืมตาดูโลกหรอก แค่ส่วนตัวสิบเพชรพรรณรายณ์นั้นอยากจะมีแก้วตาดวงใจที่ต้องการจะเลี้ยงดูจริง ๆ มาตั้งนานแล้ว ไม่ติดว่าต้องเติบโตขึ้นมาเพื่อทดแทนบุญคุณเขา ขอแค่เป็นคนดีไม่ไปทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนเป็นพอ
น่าเสียดายที่ความฝันซึ่งเคยพูดกับภรรยาเก่าเอาไว้นั้นไม่มีวันที่จะเป็นจริงแล้ว และหากว่าบุตรต้องเกิดมาจากบุคคลที่ไม่ได้รัก จะน้อยเนื้อต่ำใจหรือไม่ คิดได้ดังนั้นนัยน์ตาคมที่ผ่านโลกมาเกือบจะครึ่งชีวิตก็เหลือบมองหญิงสาวที่นำน้ำเปล่ากับกาแฟมาวางให้กัน
“หนูไม่รู้ว่าเสี่ยชอบกาแฟแบบไหน เลยลองทำกาแฟดำมาให้จ้ะ”
“นั่งลงสิ”
แม้ว่าจะยังไม่เข้าใจสถานการณ์ ทว่าเรือนกายบอบบางก็นั่งลงพื้นบ้านตามที่เขาบอก ความจริงแล้วบัวหอมก็ไม่รู้หรอกว่าต้องเอาตัวเองไปอยู่ส่วนไหน แต่ด้วยความเคยชินที่มีมาตั้งแต่เด็ก ๆ เวลาผู้ใหญ่ที่บ้านเรียกหา พื้นบ้านก็นับว่าเป็นสิ่งที่รองเข่าซึ่งยังเหลือรอยด้านจาง ๆ ให้เห็นอยู่จนถึงทุกวันนี้ ประกอบกับโดนเขาดุไปวันนั้นก็ไม่กล้าทำอะไรโดยไม่ขอก่อนแล้ว
“จ้ะ เสี่ยมีอะไรจะคุยกับหนูหรือเปล่า”
“ทำไมลงไปนั่งแบบนั้น”
ไม่ยอมสบตากับเขาไม่พอ กิริยาท่าทางเด็กตรงหน้าก็ดูจะเปลี่ยนไปด้วย
“จริง ๆ เสี่ยก็เหมือนเจ้านายหนูจ้ะ ไม่ควรทำตัวเสมอตั้งแต่แรก”
“โกรธข้าจนเป็นขนาดนี้เลยเหรอบัวหอม”
เธอส่ายหน้าให้เป็นคำตอบ นั่นทำเอาคนที่ยกน้ำเปล่าขึ้นจิบถึงกลับต้องหัวเราะออกมาในลำคอ เด็กก็ยังเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ เขาที่เลี้ยงปราบมาจนอายุเท่านี้มีหรือจะไม่รู้
“หนูไม่ได้โกรธเสี่ยจ้ะ ความจริงแค่ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงจะช่วยปราบทำงานไม่ได้”
“ทำไร่ทำนา ตากแดดตากลมเอ็งชอบนักเหรอ”
“ทำได้จ้ะ สนุกดี” ถึงเธอจะเกิดที่นี่ แต่บ้านบิดาที่อยู่ในตัวเมืองก็ไม่ได้มีพื้นที่ทำการเกษตรนับหลายร้อยไร่แบบต่างอำเภอ รวมถึงคนที่สู้งานมาตั้งแต่ยังเด็กก็อยู่เฉย ๆ ไม่ได้นานหรอก อะไรที่ช่วยได้บัวหอมก็อยากจะทำ
“พิลึกคน”
“เปล่านะจ๊ะ เสี่ยให้หนูช่วยปราบทำนาไม่ได้เหรอ”
“บัวหอม”
“จ้ะ ไม่ทำก็ได้”
หนุ่มใหญ่จำต้องผ่อนลมหายใจออกมาในที่สุด เพราะดูแล้วคงจะจํากัดขอบเขตของคนในปกครองมากเกินไป
“ทำได้ แต่ที่ไอ้ปราบมันสอน คือมันอยากจะแกล้งเอ็ง มีอย่างที่ไหนให้ไปถอดหญ้ากลางแดดแบบนั้น” ไม่เป็นลมเป็นแล้งไปก่อนก็ถือว่าดีขนาดไหนแล้ว เจอหน้าหลานชายเมื่อไหร่สิบเพชรพรรณรายณ์คงจะให้มันลงไปไถนาแทนควายที่เลี้ยงจริง ๆ
“อ๋อ ไม่เป็นไรจ้ะ ปราบคงยังไม่ไว้ใจหนู”
“ข้าต้องขอโทษแทนมันด้วย ตอนพ่อแม่มันตาย ข้าคงจะเลี้ยงดูมันมาแบบตามใจมากไปหน่อย”
“ที่อยู่กันสองคนเพราะแบบนี้ใช่ไหมจ๊ะ”
“อือ”
“ไม่เป็นไรจ้ะ หนูเข้าใจปราบ”
“เข้าใจมันได้ แต่มันก็ต้องเข้าใจเอ็งเหมือนกัน ยิ่งเป็นเพศแม่ มันเล่นอะไรไม่รู้เรื่อง”
“ไม่เป็นไรจริง ๆ จ้ะ เสี่ยอย่าโกรธปราบเลย”
“งั้นโกรธเอ็งแทน”
“เสี่ย...”
บัวหอมยอมเงยหน้าขึ้นสบตาคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ในที่สุด จากที่นึกน้อยใจเขา กลายเป็นว่าทำให้อีกฝ่ายโกรธกันแทน
“ไม่ต้องมาทำหน้าแบบนั้น ข้าแค่พูดไปเฉย ๆ ข้าอายุขนาดนี้แล้วบัวหอม จะมาแง่งอนกับเอ็งทำไม”
“จริงเหรอจ๊ะ หนูตกใจหมด คิดว่าเสี่ยจะโกรธกันแล้วจริง ๆ”
ดวงตาสีเข้มมีแววสั่นไหวขึ้นมาชั่วขณะ ยามหญิงสาวที่นั่งอยู่ต่ำกว่าตนเองนั้นกุมมือเขาไปเขย่าอย่างลืมตัว ก่อนสิบเพชรพรรณรายณ์จะเสมองไปทางอื่น แล้วเลือกหยิบถุงของฝากราคาแพงยื่นไปให้เด็กตรงหน้า เขาเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าเกือบจะตกเครื่องแล้วแท้ ๆ อย่างไรจึงนึกถึงใบหน้าเด็กคนนี้ขึ้นมาในตอนที่เห็นมัน
“อะไรจ๊ะ”
“ดูเอาเอง ข้าขอตัวก่อน มีงานค้างต้องทำอีกเยอะ”
ให้หลังที่ไม่ต่างอะไรกับผู้ใหญ่ใจดีของบัวหอมเลยสักนิด เธอก็ต้องยกเรียวนิ้วขึ้นมาเกาแก้ม เมื่อกี้ลืมตัวจนเผลอจับฝ่ามือใหญ่ไป แต่เสี่ยก็ไม่ได้ว่าอะไร ก่อนจะมองถุงแบรนด์ที่มักจะเห็นเพื่อนหรือผู้คนในที่ทำงานนั้นใส่ประดับสถานะทางสังคมอยู่บ่อยครั้ง
ดวงตากลมเบิงโพลงเมื่อพบว่ามันเป็นกำไลข้อมือทองคำขาวที่ราคามองดูก็รู้แล้วว่าไม่ต่ำกว่าหลักแสนระดับที่คนดังชอบใส่กัน
“เสี่ยจ๊ะ! หนูไม่รับจ้ะ มันแพงไป”
และเสียงที่ตะโกนกลับมาก็ต้องทำเอาบัวหอมนิ่งค้างไปอีกรอบ
“ถือว่ารับขวัญเมียข้า แค่นี้ขนหน้าแข้งข้าไม่ร่วงหรอก”
TBC.
งงคนแก่ค่ะ มันเป็นยังไงอะ