ตอนที่ 4 เป็นห่วง

1302 คำ
“เดนิสยังไม่ได้บอกพี่เลยว่าสอบติดคณะอะไร บริหารตามรอยแบล็คเวลส์กับแมกซ์เวลส์หรือเปล่า” เข้ามานั่งในรถ Luxury SUV รถที่ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างหลากหลายเหมาะกับอาชีพสถาปนิก โฮปก็เอ่ยถามคนน้องในเรื่องที่ยังไม่รู้ เพราะถูกเลขาฯ เข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน “เปล่าค่ะ คุณมี้มีพี่แบล็คกับพี่แมกซ์เป็นทายาทแล้ว นิกก็เลยเป็นทายาทของคุณป๊าค่ะ นิกสอบติดวิศวะเครื่องกล” เดนิสบอกอย่างภูมิใจ ใบหน้าที่ปรากฎรอยยิ้มบ่งบอกว่าเธอดีใจมาก กึก! ฝ่าเท้าที่ควรเหยียบคันเร่งเพื่อให้รถเคลื่อนไปข้างหน้า เปลี่ยนมาเหยียบเบรกจมมิดกะทันหันเมื่อรู้สาขาที่คนน้องเลือกเรียน “อะ...อะไรนะ” โฮปละล่ำละลัก เขาอาจจะฟังผิดไปก็ได้ “พี่จ๋าเบรกทำไมเนี่ย นิกหน้าทิ่มเลย” “พี่ขอโทษ เดนิสบอกว่าสอบติดคณะอะไรนะ” “นิกสอบติดวิศวะเครื่องกลค่ะ” “พี่ว่ายังพอมีเวลา เดนิสเลือกเรียนสาขาอื่นดีกว่าไหม สาขานี้มีแต่พวกเถื่อนๆ” “พี่จ๋าพูดเหมือนคุณป๊าเลย คุณมี้บอกจริงๆ แล้วคุณป๊าหวงลูกสาว เพราะสาขานี้ส่วนมากมีแต่ผู้ชายเรียน” “พี่เห็นด้วยกับคุณป๊าของเดนิสนะ” “พี่จ๋าไม่ดีใจใช่ไหม” เสียงเศร้าๆ กลับมาอีกครั้ง และทำให้โฮปรู้สึกร้อนรนทุกครั้งเช่นกัน “พี่ต้องดีใจกับทุกความสำเร็จของเดนิสอยู่แล้ว แต่พี่ก็แค่มองว่าเป็นผู้หญิงเรื่องการใช้แรงจะมีน้อยกว่าผู้ชาย หรือถ้าเดนิสอยากเรียนวิศวะจริงๆ ก็มีตั้งหลายสาขาอย่างวิศวะคอมฯ วิศวะเคมี วิศวะชีวเวช วิศวะสิ่งแวดล้อม วิศวะโลจิสติกส์ หรือวิศวะการเงินก็ได้” “ไม่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิงก็สามารถเรียนวิศวะได้ทุกสาขาค่ะ ขึ้นอยู่กับความชอบ ความตั้งใจ ความมุ่งมั่นและพยายาม เพราะผู้หญิงกับผู้ชายก็มีความสามารถและทักษะไม่น้อยไปกว่ากัน” “...” เหตุผลของเดนิสทำให้โฮปไม่สามารถโต้แย้งได้ แม้เหตุผลของตัวเองจะมีมากกว่านั้น แต่ไม่รู้ว่าควรจะพูดแบบใด ขอบเขตของตัวเองมีมากแค่ไหน “พี่จ๋าหวงนิกเหมือนคุณป๊าเหรอคะ” คำถามใสซื่อ แต่วันนี้กลับมีผลกระทบต่อหัวใจแกร่งอย่างพิลึก “พี่...พี่เป็นห่วง” “พี่จ๋าไม่ต้องเป็นห่วงนิกนะ นิกไม่ยอมให้ใครมาแกล้งง่ายๆ หรอก นี่เดนิสวิศวะเถื่อน ฉายานี้ไม่ได้มาง่ายๆ นะ พี่จ๋าก็รู้” ความเป็นห่วงของพี่โฮปเดนิสรับรู้ได้ คงกลัวว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ แบบเธอจะถูกผู้ชายห่ามๆ กลั่นแกล้ง แต่คนอย่างเธอไม่ใช่ผู้หญิงอ่อนแอที่จะยอมให้ใครมาแกล้งได้ง่ายๆ เพราะถ้าห่ามมาเธอก็จะห่ามกลับ จะได้รู้ฤทธิ์เดนิสวิศวะเถื่อนกันบ้าง “ครับคนเก่ง อยากได้รางวัลอะไรคิดไว้เลยนะ” “นิกคิดมาจากบ้านแล้ว พี่จ๋ากระเป๋าแบนแน่” เสียงของเดนิสกลับมาสดใสเพียงได้รับคำชมจากคนพี่ โฮปยื่นมือไปวางบนศีรษะมนพร้อมโยกคลอนเบาๆ อย่างเอ็นดู ร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า “สวัสดีค่ะ จะทานที่นี่หรือซื้อกลับดีคะ” พนักงานร้านอาหารเอ่ยต้อนรับ “นัด...” “พี่โฮป ทางนี้ค่ะ” โฮปหันไปตามเสียงเรียกสนิทสนมของหญิงสาวในชุดสีเดรสสีชมพู เธอโบกมือทักทายพร้อมส่งยิ้มหวานมาให้ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เจอเธอ หรืออาจจะเคยเจอกันมาก่อน แต่ก็คงนานมากแล้ว เพราะเขาไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับลูกสาวเพื่อนแม่คนนี้เลย “เสร็จแล้วค่ะ” เดนิสยืนขึ้นเต็มความสูง เกาะแขนคนพี่ตามเดิม และมีรอมยิ้มให้เสมอ หลังจากย่อตัวลงไปผูกเชือกรองเท้าผ้าใบของตัวเอง ความสนิทสนมของทั้งคู่ทำให้รอยยิ้มของหญิงสาวที่รอคอยอยู่นานเกือบหนึ่งชั่วโมงพลันหายไป สีหน้าเปลี่ยนเป็นสงสัยใคร่รู้ “งั้นเราเข้าไปกันเถอะ” “ค่ะ” เดนิสเดินเคียงคนพี่เข้าไปยังโต๊ะที่หญิงสาวเจ้าของเสียงทักทายนั่งรออยู่ “ขอโทษครับที่มาช้า” โฮปบอกไปตามมารยาท “ไม่เป็นไรเลยค่ะ คุณน้าบอกพี่โฮปงานยุ่งมาก เพนนีเข้าใจ” “นี่เพนนี เป็นลูกสาวเพื่อนคุณแม่พี่” “สวัสดีค่ะ เดนิสค่ะ” เดนิสทักทายพร้อมแนะนำตัวเอง แต่อีกฝ่ายเพียงปรายตามองอย่างไม่ใส่ใจ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โดนสาวๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตพี่โฮปเมินใส่ “เพนนีจำได้ว่าพี่โฮปมีน้องสาวกับน้องชาย แต่น้องสาวของพี่โฮปไม่น่าจะเด็กขนาดนี้ แล้วคุณน้าก็เคยบอกว่าลูกสาวเป็นทอม” เพนนี นริสรา อายุยี่สิบแปดปี เป็นบุตรสาวของนายฐากูรกับนางนวมล ปัจจุบันเป็นแอร์โฮสเตส หันมายิ้มหวานให้ชายหนุ่มที่พ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายอยากให้เกี่ยวดองกัน ในคราแรกเธอค้านหัวชนฝา เพราะไม่ชอบการคลุมถุงชน แต่เมื่อได้เห็นรูปของเขา เธอก็เปลี่ยนใจ แล้วพอได้มาเจอตัวจริงก็ยิ่งประทับใจ แต่ก็รู้สึกขัดใจที่เขาพาเด็กสาวที่ไหนไม่รู้มาด้วย “ครับ” โฮปไม่ปฏิเสธ เพราะสิ่งที่ผู้หญิงตรงหน้ารับรู้เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว แต่ดูเหมือนว่าคำตอบรับสั้นๆ ของเขาจะทำให้เธอไม่ค่อยพอใจสักเท่าไร “พี่จ๋า นิกไปห้องน้ำก่อนนะ” ความอึดอัดทำให้เดนิสอยากออกไปจัดการความรู้สึกของตัวเองก่อน “ให้พี่ไปเป็นเพื่อนไหม” เสียงนั้นอ่อนโยน แตกต่างจากเสียงทักทายจนคนอีกคนรู้สึกได้ “ไม่เป็นไรค่ะ ห้องน้ำอยู่แค่นี้เอง” เดนิสชี้ไปยังป้ายบอกทางไปห้องน้ำนอกร้านอาหาร “ไม่ต้องถอด ใส่ไว้แบบนี้แหละดีแล้ว” คนน้องจะถอดเสื้อแจ็คเก็ต แต่โฮปก็ยับยั้งไว้ ซึ่งทุกการกระทำอยู่ในสายตาบุคคลที่สาม “แต่พี่จ๋าบอกว่ามาถึงร้านอาหารแล้วค่อยถอดนะ” เดนิสจะถอดเสื้อแจ็คเก็ตตั้งแต่มาถึงห้างฯ แต่คนพี่ก็บอกว่าให้ถอดตอนมาถึงร้านอาหาร ด้วยเหตุผลเผื่อว่าเธอหนาว “กลับจากห้องน้ำค่อยถอด” “โอเคค่ะ” เดนิสเดินออกไปจากร้านอาหารโดยมีเสื้อแจ็คเก็ตตัวโคร่งของคนพี่ใส่ไว้ตามเดิม โดยมีสายตาของเจ้าของเสื้อแจ็คเก็ตมองตามตลอด “คุณน้าไม่เคยบอกเพนนีเลยว่าพี่โฮปมีลูกพี่ลูกน้องด้วย” เพนนีเอ่ยขึ้นหลังจากเดนิสคล้อยหลัง คิดไปเองว่าเด็กสาวคนนี้อาจจะเป็นลูกพี่ลูกน้องของเขา “ครับ สั่งอาหารหรือยัง” โฮปเลี่ยงที่จะตอบคำถามของอีกฝ่าย “ยังค่ะ เพนนีรอพี่โฮป” “ครับ” “พี่โฮปพูดน้อยจังเลยนะคะ” “กับคนที่ไม่สนิท ก็ไม่รู้จะพูดอะไรน่ะครับ” คำตอบตรงไปตรงมาทำหญิงสาวหน้าม้าน แต่เพียงชั่วพริบตาก็กลับมาปั้นหน้ายิ้มได้ดั่งเดิม “พี่โฮปดูเป็นคนตรงๆ ดีนะคะ” “ครับ” ตอบรับหญิงสาวตรงหน้า แต่สายตาคอยมองทางไปห้องน้ำด้วยใจเป็นห่วง “แต่เพนนีชอบ” สายตาของหญิงสาวบ่งบอกความรู้สึกอย่างที่พูด ผู้ชายตรงหน้าช่างมีอะไรให้น่าค้นหา “สั่งอาหารได้เลยนะครับ ผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อน” พูดจบก็ลุกออกไปทันที
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม