อะไรนะ

1248 คำ
"จะทำอะไร" เวคินถามเสียงพร่า ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตีรวนอยู่ในอกจนทำตัวไม่ถูก “จะทำอย่างที่พี่คินต้องการยังไงล่ะคะ หรือที่เรียกไว้ ไม่ใช่เพราะอยากจะได้ตัวเกลอีก” เวคินแทบกระอักกับคำประชดประชันที่แฝงไปด้วยความขมขื่นนั้น เขาอึ้งไปครู่ใหญ่ หัวใจเต้นผิดจังหวะด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ที่เขาล่วงเกินเธอไปเมื่อครู่นั้น ลึกๆ แล้วไม่ใช่เพียงเพราะความโกรธแค้นหรือต้องการทำให้เธอเจ็บช้ำน้ำใจเพียงอย่างเดียว แต่มันคือสัญชาตญาณของการดึงรั้งเขาต้องการผูกมัดเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของในตัวเธอไว้เพียงคนเดียว ที่เขาพูดจาดูถูกเหยียดหยามไปต่างๆ นานา ก็แค่หวังจะใช้ถ้อยคำเหน็บแนมเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหวในใจ เขารู้จักเกลวรินดีกว่าใครตลอดห้าปีที่ลอนดอน เธอเป็นคนรักนวลสงวนตัวและถือตัวยิ่งกว่าอะไรดี ใช่ว่าใครจะเข้าถึงตัวเธอหรือมีอะไรกับเธอได้ง่ายๆ ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่รักษาความบริสุทธิ์ผุดผ่องมาได้จนถึงวินาทีที่เขาเป็นคนพรากมันไปเมื่อครู่ อย่างน้อยตอนนี้... เกลวรินก็เป็นของเขาแล้ว ความเป็นชายในตัวเขาบอกว่าแผนการนี้ได้ผล เพราะเขาเชื่อว่าเมื่อเธอตกเป็นของเขาแล้ว เรื่องที่จะไปแต่งงานกับเตชินคงถูกล้มเลิกไปโดยปริยาย ใครจะกล้าเป็นเมียพ่อในเมื่อเป็นเมียลูกชายไปแล้ว นี่ต่างหากคือผลลัพธ์ที่เขาคาดหวังไว้ในใจลึกๆ "อย่ามาทำปากดี" เวคินแกล้งตวาดกลับทำเป็นอารมณ์เสียเพื่อกลบเกลื่อนความวูบไหวในดวงตา “พี่ไม่ได้พิศวาสเธออะไรขนาดนั้น แค่เมื่อกี้มันก็เกินพอแล้วสำหรับคนอย่างเธอ" เขาจงใจใช้คำพูดทำร้ายจิตใจเธออีกครั้ง ทั้งที่ข้างในใจกลับรู้สึกตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง “ก็ดีค่ะ" เกลวรินตอบสั้นๆ เสียงเรียบเย็นจนน่าใจหาย เธอปล่อยชายเสื้อลงคลุมกายตามเดิม ปิดบังร่องรอยแห่งความอัปยศไว้ภายใต้ผ้าเนื้อดี “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว เกลจะได้กลับ" “เธอจะกลับพี่ก็ไม่ว่าหรอกนะ" เวคินดึงแผ่นหลังออกจากพนักโซฟาหนังสีดำที่เขานั่งพิงอยู่ ดวงตาคู่คมถลึงออกกว้างจ้องหญิงสาวราวกับจะประกาศคำสั่งเด็ดขาด “แต่อย่าให้พี่เห็นเธออยู่กับพ่อของพี่สองต่อสองอีกเด็ดขาด จำใส่หัวไว้ด้วยว่าตอนนี้เธออยู่ในสถานะอะไร!” เกลวรินไม่ตอบ เธอเพียงแค่กระตุกมุมปากใส่อย่างท้าทาย แววตาที่เคยมองเขาด้วยความรักบัดนี้เหลือเพียงความชิงชังที่ฝังลึก เมื่อเห็นเวคินนิ่งงันไปไม่พูดอะไรต่อ เธอจึงเดินตรงไปที่ประตู คว้ากระเป๋าและเดินออกไปที่รถสปอร์ตสีแดงของเธอทันที เสียงเครื่องยนต์คำรามดังสนั่นก่อนที่รถจะพุ่งทะยานออกจากอาณาเขตบ้านของเวคินไปอย่างรวดเร็วทิ้งไว้เพียงฝุ่นคลุ้ง เวคินนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม ฟังจนกระทั่งเสียงเครื่องยนต์ค่อยๆจางหายไปในความมืด ความเงียบสงัดเข้าจู่โจมหัวใจเขาจนรู้สึกอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก เขาถอนหายใจยาวก่อนจะลุกขึ้นเดินไปหยิบสมาร์ตโฟนบนโต๊ะมากดโทรออกหาใครบางคนที่เขาไว้ใจที่สุดในเวลานี้ ปลายสายส่งเสียงสัญญาณอยู่ไม่นานก่อนจะมีคนรับ “มีอะไรครับคุณเวคิน" เอกชัย เพื่อนสนิทและมือขวาของเขาแกล้งทำเสียงเป็นงานเป็นการใส่ผ่านสายโทรศัพท์ข้ามประเทศ “ที่โทรมาเพราะจะตามผมกลับไปทำงานหรือครับ" "เออ! กลับมาได้แล้ว" เวคินตอบกลับเสียงเข้ม "เฮ้ย!" เอกชัยร้องเสียงหลงจนโทรศัพท์เกือบหลุดมือ เขาถึงกับลุกพรวดขึ้นยืนจากโต๊ะดินเนอร์หรูในต่างแดน ช่อลดา ภรรยาสาวที่กำลังหั่นสเต็กปลาแซลมอนอยู่ฝั่งตรงข้ามถึงกับเงยหน้าขึ้นมองอย่างสงสัย เธอถามผ่านดวงตากลมโตว่าเป็นอะไร เอกชัยก็ทำปากพะงาบๆ สลับกับมองโทรศัพท์แล้วหันไปตอบภรรยาเบาๆ ว่าเวคินโทรมา “เมื่อกี้แกล้อเล่นใช่หรือเปล่าไอ้คิน ที่ฉันพูดน่ะ ฉันล้อเล่น แกก็ล้อเล่นใช่ไหม นี่ฉันยังฮันนีมูนไม่จบเลยนะเว้ย" เอกชัยพยายามแย้ง “ไม่ได้ล้อเล่น แกต้องกลับมาที่นี่ด่วน” น้ำเสียงเคร่งเครียดและสั่นพร่าเล็กน้อยของเวคินทำเอาหนุ่มขี้เล่นอย่างเอกชัยเริ่มทำหน้าจริงจังตาม เขาหันไปสบตาช่อลดาด้วยสีหน้าลำบากใจ “เกิดอะไรขึ้นวะ หรือว่าบริษัทที่ไทยมีปัญหาใหญ่” “ไม่ใช่เรื่องงาน... แต่เป็นเรื่องของเกลวริน” พอได้ยินชื่อนี้ เอกชัยก็ยิ้มกว้างออกมาทันที “หรือว่าเกลวรินตอบตกลงแต่งงานกับแกแล้ว! ดีใจด้วยนะเว้ย ในที่สุดแกก็ทำสำเร็จ" “เออ... เกลตกลงจะแต่งงานแล้ว แต่เจ้าบ่าวไม่ใช่ฉัน" เอกชัยหุบยิ้มทันที สีหน้ากลับมาตึงเครียดและงุนงงอย่างหนัก “แกหมายความว่ายังไงวะ ฉันชักจะเริ่มงงแล้ว เกลจะแต่งกับใครถ้าไม่ใช่แก” “เกลจะแต่งงานกับพ่อฉัน" “อะไรนะ! เกลจะแต่งงานกับพ่อของแก! มันเกิดอะไรขึ้นวะ!” เอกชัยตะโกนดังลั่นร้านอาหารจนแขกโต๊ะอื่นหันมามองเป็นตาเดียว หนุ่มร่างท้วมรีบพยักหน้าหงึกๆ เป็นเชิงขอโทษคนรอบข้างพลางลดเสียงลงแต่ยังคงความตื่นตระหนก “ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกัน ถึงได้ให้แกริบกลับมาช่วยกันหาคำตอบ... ขอโทษนะเอก แต่ฉันไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งใครอีกแล้วจริงๆ” เวคินยกมือขึ้นกุมขมับ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสับสนและอ่อนแรงอย่างที่เอกชัยไม่เคยได้ยินมาก่อน “เออๆ ฉันเข้าใจแล้ว ฉันจะเช็กไฟลต์กลับพรุ่งนี้เช้าเลย เอาไว้ค่อยไปคุยรายละเอียดที่นั่นก็แล้วกัน แกใจเย็นๆ นะเว้ย” เอกชัยกดวางสายแล้วทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ขณะที่สีหน้ายังเต็มไปด้วยความสงสัยและไม่เชื่อหูตัวเอง เมื่อหันไปมองช่อลดาก็เห็นเธอจ่อชิ้นสเต็กปลาค้างอยู่ที่ปาก พร้อมกับจ้องหน้าเขาเขม็งราวกับจะเรียกเอาคำตอบจากสิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่ “เมื่อกี้พี่เอกพูดเล่นใช่ไหมคะ" ช่อลดาถามด้วยสีหน้าเหวอๆ เอกชัยยิ้มแหยๆ พลางถอนหายใจ “เหมือนว่าจะเป็นเรื่องจริงนะสิช่อ เราคงต้องกลับไทยก่อนกำหนดแล้วละ พี่ขอโทษนะที่ไม่โกรธพี่นะที่ทำให้ทริปเราพัง” ช่อลดาส่ายหน้าไปมาอย่างรวดเร็วแทนคำตอบ “ไม่ค่ะ ช่อไม่โกรธเลย ช่ออยากจะกลับเดี๋ยวนี้เลยด้วยซ้ำ อยากรู้เหลือเกินว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเกล ทำไมเรื่องมันถึงกลับตาลปัตรขนาดนี้!" พูดจบเธอก็รวบช้อนส้อมแล้วโบกมือเรียกพนักงานเพื่อเช็กบิลทันที เอกชัยมองภาพตรงหน้าอย่างอึ้งๆ ทั้งที่ตอนแรกเขาลำบากใจแทบตายเพราะกลัวว่าจะถูกภรรยาป้ายแดงงอนใส่ที่ต้องล้มเลิกการฮันนีมูนกลางคัน แต่กลับกลายเป็นช่อลดาเสียเองที่ดูจะใจร้อนและอยากกลับไปหาความจริงยิ่งกว่าเขาเสียอีก
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม