ตอนที่ 1 กัปตันม่านเมฆ
ปุยเมฆแลดูคล้ายขนมสายไหมที่ลอยต่ำกว่าระดับการบิน พอต้องแสงตะวันที่กำลังโผล่พ้นขอบฟ้ายิ่งงามละมุนตา
เครื่องบินเจ็ทส่วนตัวพุ่งทะยานไปยังจุดหมาย ภายในห้องนักบินหรือ Cockpit ผู้ควบคุมการบินคือกัปตันม่านเมฆ นักบินสุดหล่อที่ควบตำแหน่งเจ้าของสายการบินที่มีชื่อว่า ‘คลาวด์แอร์ไลน์’ (Cloud Airlines) ซึ่งมีมูลค่าสูงและสร้างชื่อเสียงให้กับเขาเป็นอย่างมาก ด้วยวิสัยทัศน์และอนาคตที่กว้างไกล เขาจึงเป็นหนึ่งในบรรดาคนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วตั้งแต่อายุยังน้อย
เสี้ยวหน้าของกัปตันหนุ่มดูคมคายหล่อเหลาเด่นชัด จมูกโด่งเป็นสัน คิ้วสีเข้มเรียงเส้นสวยรับกับดวงตาเรียว แพขนตาหนาเน้นให้นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นมีเสน่ห์ยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นไปตามกรรมพันธุ์ที่ถ่ายทอดมาถึงยุคลูกหลาน
หลังจากสะสมชั่วโมงบิน ประสบการณ์ และเรียนจบปริญญาโท ซึ่งเขาคว้ามาได้ถึงสองใบ ม่านเมฆก็เดินทางกลับประเทศไทยเพื่อทำตามความฝัน และสานสัมพันธ์ตามเสียงของหัวใจ
แรงสั่นสะเทือนเบา ๆ แล่นผ่านลำตัวเครื่องบิน Very Light Jets เสียงสัญญาณเตือนดังขึ้นในห้องนักบิน แต่ชายหนุ่มกลับไม่แสดงอาการตกใจแม้แต่น้อย เขาเพียงยกคางขึ้นเล็กน้อย เหลือบมองท้องฟ้ายามเย็นที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มทองผ่านกระจกกว้างเบื้องหน้า ภาพที่สะท้อนในดวงตานั้นสงบนิ่ง
มือหนึ่งจับคันบังคับแน่นอย่างมั่นคง อีกมือเลื่อนปรับแรงขับอย่างแม่นยำ เสียงวิทยุแจ้งเตือนสภาพลมแรง ม่านเมฆเพียงยิ้มมุมปากบาง ๆ
“ลมแรงกว่านี้ก็เคยลงจอดมาแล้ว” เขาเอ่ยกับตัวเองเสียงทุ้มต่ำ และแฝงไปด้วยความมั่นใจ
แสงอาทิตย์สาดส่องกระทบกรอบใบหน้า ทำให้ใบหน้าคมสันดูเหมือนหลุดออกมาโปสเตอร์หนังแอ็คชัน เขากดปีกเครื่องลงเล็กน้อย แล้วบังคับเครื่องบินให้แล่นผ่านม่านลมอย่างมั่นคง
เสียงล้อกระแทกพื้นรันเวย์ของท่าอากาศยานขอนแก่นดัง กึก กึก แต่เป็นจังหวะที่นุ่มนวล ราบรื่น ราวกับเขาออกแบบไว้ทุกวินาที เครื่องบินค่อย ๆ ชะลอ และหยุดนิ่งอย่างแม่นยำ
ม่านเมฆถอดหูฟังวางลงช้า ๆ แล้วลุกขึ้นสะพายเสื้อแจ็กเก็ตอย่างมั่นใจ ก้าวออกจากห้องนักบินด้วยท่วงท่าสง่างาม
ลานหน้าคณะของมหาวิทยาลัยชื่อดังในจังหวัดขอนแก่น แสงแดดสีอ่อนอุ่น ๆ สาดส่องผ่านก้อนเมฆที่ลอยเอื่อย ๆ อยู่บนท้องฟ้าเหนือภาคอีสาน บริเวณหน้าคณะบริหารธุรกิจนั้นเต็มไปด้วยชีวิตชีวาอย่างมาก มีทั้งเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะของนักศึกษาปีหนึ่งหลายชีวิตดังเซ็งแซ่ไม่หยุด
ฟาเดีย เมนิลา กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะม้าหินอ่อนใต้ร่มไม้ใหญ่ ซึ่งเป็นจุดนัดพบยอดนิยมของเหล่านักศึกษาในคณะ ฟาเดียในวัยสิบเก้าปีบริบูรณ์ เรียกได้ว่ากำลังเป็นสาวสะพรั่งและเติบโตอย่างเต็มที่ ผมสีบลอนด์อ่อนที่ถูกบำรุงให้ดูมีน้ำหนัก จัดทรงม้วนลอนรับกับกรอบหน้าเรียว รูปร่างและหน้าตาของเธอนั้นสวยถึงขั้นที่ใครได้เห็นก็ต้องตกตะลึงราวกับโลกหยุดหมุนชั่วขณะไปตาม ๆ กัน หากมองเผิน ๆ เธอเหมือนตุ๊กตาบลายด์ชั้นดี ผิวพรรณผุดผ่องเปล่งปลั่ง นัยน์ตากลมโตกำลังจับจ้องที่หน้าจอโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูอย่างใจจดใจจ่อ
เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นจากอีกฝั่ง ดึงสายตาคนทั้งคณะราวกับมีแม่เหล็ก
ไฮเปอร์คาร์คันหนึ่งแล่นเข้ามาช้า ๆ ทุกคนรู้ดีว่ารถคันนี้ไม่ธรรมดา ตัวรถมีรูปลักษณ์ที่โดดเด่นด้วยการออกแบบที่เน้นความเรียบง่าย แต่ดูเรียบหรูและทรงประสิทธิภาพ ด้านหน้ามีไฟหน้า LED ทรงสามเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ กระจังหน้าขนาดใหญ่ และช่องดักอากาศ ด้านหลังมีไฟท้าย LED เรียวยาวและสปอยเลอร์หลังสุดเท่ SSC Tuatara ถือเป็นรถไฮเปอร์คาร์ที่มีครบทั้งความเท่ ความสวยงาม และสมรรถนะภายในที่ยอดเยี่ยมไม่เป็นสองรองใคร ซึ่งผลิตออกมาเพียง 125 คันเท่านั้น โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 1.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ฟาเดียชะงัก มองด้วยความงุนงง เพราะมันจอดตรงหน้าเธอพอดี ประตูฝั่งคนขับเปิดออกอย่างนุ่มนวล และชายร่างสูงเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาปานเทพบุตรก็ก้าวลงมาพร้อมกับดอกไม้ช่อโต
เขาอยู่ในเสื้อเชิ้ตพับแขนลวก ๆ กางเกงเข้ารูป ผมถูกเซตสบาย ๆ และแว่นกันแดดที่บดบังดวงตาคม แต่นั่นกลับเพิ่มความเท่จนคนแถวนั้นแทบหยุดหายใจ เขาไม่มองซ้ายหรือขวาเลย เพราะสายตาของม่านเมฆจับจ้องแค่คนเดียว
ม่านเมฆเดินเข้ามาอย่างใจเย็น ฝีเท้าไม่รีบ ก้าวอย่างมั่นคง แต่มีพลังจนคนรอบข้างหลบให้อัตโนมัติ และเมื่อเขามาหยุดอยู่ตรงหน้าโต๊ะม้าหิน ก็ถอดแว่นกันแดดออก ดวงตาคมกริบสบตาเธอทันที
“ฮะ เฮียเมฆ มาได้ยังไงคะ” ฟาเดียตั้งสติแทบไม่ทัน
ม่านเมฆเท้าแขนข้างหนึ่งลงบนโต๊ะม้าหิน โน้มตัวเข้าใกล้ฟาเดียช้า ๆ “วันนี้ฟาเดียเปิดเรียนวันแรก เฮียก็ต้องมาส่งกำลังใจให้คนเก่งสิ หรือว่าไม่อยากให้เฮียมา” แววตาเขาขี้แกล้งนิด ๆ ความชิดใกล้ทำให้ใจเธอเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ
ฟาเดียส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่ใช่แบบนั้นค่ะ หนูแค่แปลกใจ ก็เมื่อวานเฮียยังอยู่ญี่ปุ่นอยู่เลย”
“ระยะทางแค่นี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคเลยสักนิด ถ้าใจของเฮียมันบอกว่าคิดถึงฟาเดีย แล้วฟาเดียล่ะ คิดถึงเฮียบ้างเหรือเปล่า” เขาหัวเราะเบา ๆ ให้กับคนที่เขินจนแก้มแดงปลั่ง เสียงนุ่มจนทำให้บรรยากาศอุ่นขึ้นทันตา ก่อนจะเอื้อมมือจัดผมที่ปลิวของเธอให้เข้าที่ คนทั้งบริเวณโต๊ะม้าหินแทบละลายไปกับคำพูดนั้น
“เฮียมาถามอะไรตรงนี้เล่า อายเขา”
“อาย? อายใครครับ เฮียไม่เห็นมีใครเลย เพราะในสายตาของเฮียมีแต่ฟาเดีย”
“เฮียอย่าเวอร์”
“นี่ครับ สำหรับคนเก่งของเฮีย” ม่านเมฆยื่นดอกไม้ให้คนหน้าแดง
“มันใหญ่ไปไหมคะเนี่ย แล้วหนูจะถือยังไง”
ม่านเมฆยิ้มอย่างเอ็นดู “ไม่เป็นไร เดี๋ยวเฮียช่วยถือ” พูดจบก็นั่งลงข้าง ๆ เธอ วางช่อดอกไม้ไว้บนโต๊ะอย่างระมัดระวังราวกับเป็นของสำคัญที่สุด แล้วโน้มตัวเข้าไปใกล้จนฟาเดียเห็นสายตาของเขาชัดเจน
“ว่าไงครับ คิดถึงเฮียหรือเปล่า”
ฟาเดียหลบสายตา หน้าแดงจัด ม่านเมฆจึงหัวเราะเบา ๆ แล้วใช้นิ้วแตะแก้มของเธอเบา ๆ
“ฟาเดียตอบให้เฮียชื่นใจหน่อยได้ไหม”
“หนู หนูก็คิดถึงเฮียเมฆค่ะ”
ม่านเมฆยิ้มกว้างเมื่อได้รับคำตอบที่พอใจ “ไปครับ เฮียไปส่งที่ห้องเรียน แล้วตอนเย็นเฮียมารับ”
“มารับ? มารับไปไหนคะ”
“ถึงเวลา ฟาเดียก็จะรู้เอง”