“พี่นีนบอกจะไปไหนนะ พัทยาเหรอ”
ปาริฉัตรที่เพิ่งลุกจากที่นอนเดินเข้ามาถามนีรนาราที่กำลังลากกระเป๋าเดินทางใบโตออกจากห้อง
“อื้อ บอกมาตั้งหลายวันแล้วลืมอีกล่ะสิ ไปสามวันอยู่ได้ใช่มั้ยเราอ่ะ”
นีรนาราหันมาหาน้องก่อนจะถามอย่างเป็นห่วง พอเห็นสภาพหัวยุ่งตาปรือเหมือนนอนไม่พอก็ยิ่งส่ายหัวอ่อนใจ
“แน่นอนสิ ทำอย่างกับพี่นีนไม่เคยไปไหนนานๆงั้นแหละ อีกอย่างนะน่านมันก็แทบจะมานั่งเฝ้าหน้าประตูอยู่แล้วพี่นีนก็รู้”
“พูดอย่างกับน่านเป็นหมาเลยเรานี่ อย่าลืมกินข้าวเช้าทุกวันด้วยนะรู้มั้ย”
“เข้าใจแล้วค่าคุณพี่ ไม่ต้องห่วงนะน่านมันบังคับฉัตรตลอดอยู่แล้วเรื่องนี้อ่ะ”
“ดีมากค่ะคุณน้อง งั้นพี่ไปนะ”
เมื่อเห็นท่าทางร่าเริงสดใสขัดกับสภาพภายนอกก็เบาใจได้นิดหน่อย เธอเป็นคนดูแลน้องที่นี่คนเดียวเลยไม่อยากให้มีอะไรบกพร่อง แต่อย่างน้อยอรัณย์ก็เป็นคนที่ไว้ใจได้และพึ่งพาได้ตลอดอยู่แล้วเลยไม่ได้ห่วงเท่าไหร่นัก
“เดินทางปลอดภัยนะพี่นีน”
ปาริฉัตรฉีกยิ้มก่อนจะโบกมือให้นีรนาราที่เดินออกจากห้องไป
“จ้า”
นีรนาราหันมายิ้มรับและโบกมือตอบน้องสาวก่อนจะรีบไปหาวิกรตามเวลาที่นัดหมายเอาไว้ การไปทำงานต่างจังหวัดเป็นเรื่องปกติธรรมดามากสำหรับเลขาอย่างเธอ อาจจะมีไปกลับหรือค้างหลายคืนก็แล้วแต่งานจะมากน้อย ที่แน่ๆก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับทุกอย่างไม่ว่าจิตใจจะบอบช้ำแค่ไหนก็ตาม
—------------------
“คืนนี้เราต้องไปร่วมงานเลี้ยงด้วยคุณนีนไหวใช่มั้ยครับ ดูเหมือนคุณไม่ค่อยสบายเท่าไหร่”
วิกรถามด้วยความเป็นห่วงเมื่อออกมาจากห้องประชุมแล้วเห็นสีหน้าของนีรนาราดูเหนื่อยๆ อันที่จริงก็ดูไม่ค่อยสดใสมาตั้งแต่เมื่อวานนั่นแหละแต่วิกรก็ไม่กล้าถามมาก
“ไหวค่ะ แค่ปวดหัวเดี๋ยวตอนเย็นพักนิดนึงก็ดีขึ้นแล้วค่ะ”
นีรนาราฝืนยิ้มออกมาให้ดูว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก ร่างกายอาจล้านิดหน่อยที่เดินทางและเข้าร่วมประชุมอีกหลายชั่วโมงแต่ก็ใช่ว่าจะไม่เคยเจองานที่หนักหนามาก่อน ที่มันเหนื่อยคงเป็นที่ใจเธอเองมากกว่า
เพราะช่วงนี้มันรับความเจ็บปวดมาหนักหน่วงทุกวันเลยจริงๆ
“งั้นก็ได้ครับ แต่ถ้าไม่ไหวก็รีบบอกเลยนะครับผมไปคนเดียวได้”
“ค่ะบอส”
“เดินไปห้องพักไหวใช่มั้ยครับ”
วิกรยังคงมองอย่างไม่วางใจ อยู่ดีๆก็รู้สึกว่านีรนาราดูอ่อนแอจนไม่อยากปล่อยไว้คนเดียวในตอนนี้ ความห่วงใยที่มากกว่าปกติไม่รู้เลยว่าจะปกปิดมันไว้ยังไงได้
“ไหวค่ะ”
“คุณวิกร ใช่คุณวิกรมั้ยคะ”
ไม่ทันที่วิกรจะได้พูดอะไรต่อ เสียงเรียกจากด้านหลังก็ดังขึ้นขัดจังหวะซะก่อน
“เอ่อ ครับ”
วิกรหันกลับไปมองก่อนจะตอบรับอย่างแปลกใจ เมื่อเห็นว่าคนที่เรียกนั้นเป็นคนที่ไม่ได้รู้จักกันมาก่อน
“สวัสดีค่ะ จำรตีได้มั้ยคะที่เจอกันที่ประชุม”
สาวสวยหุ่นดีกับการแต่งกายที่หรูหรารีบเดินมาหยุดลงใกล้ๆกับวิกรและยื่นมือออกมาทักทาย วิกรยื่นมือไปจับตามมารยาทพลางตอบอย่างถนอมน้ำใจ เพราะเอาจริงๆเค้าสนใจเพียงแค่ลูกค้าและเพื่อนนักธุรกิจที่รู้จักกันเท่านั้น เธอคนนี้เป็นใครก็จำไม่ได้ด้วยซ้ำ
“อ้อ จำได้ครับ คุณรตีมีอะไรรึเปล่าครับ”
“คือ พอดีจะมาห้องพักนี่แหละค่ะแต่เห็นคุณวิกรพอดีเลยอยากมาทำความรู้จักก่อน งั้นเราไปหาอะไรดื่มกันหน่อยมั้ยคะ รตีมีเรื่องอยากปรึกษาคุณวิกรเยอะเลยค่ะ”
เมื่อสบโอกาสสาวสวยก็รีบบอกความต้องการที่แฝงด้วยความคาดหวังอย่างอื่นออกมาทันที มีเรื่องอยากถามก็ใช่แต่อยากทำความรู้จักกับวิกรคนดังมากกว่า ทั้งชื่อเสียงความเก่งในแวดวงธุรกิจแล้วยังจะใบหน้าราวกับลูกรักพระเจ้านี่อีก เรื่องอะไรจะปล่อยโอกาสดีๆแบบนี้ไปเฉยๆ
“อ่า ได้ครับ งั้นเจอกันตอนเย็นนะคุณนีน”
วิกรรับคำอย่างจำใจสุดๆเพราะมันกะทันหันจนคิดอะไรไม่ออก ได้แต่มองนีรนาราด้วยสายตาละห้อย ทั้งเป็นห่วงเลขาทั้งไม่อยากไปตามลำพังแต่ก็พูดอะไรไม่ได้สักอย่าง
“ค่ะบอส”
นีรนารารับคำ เข้าใจว่าวิกรคงอึดอัดเพราะสายตาดูอยากให้ช่วยมากๆ เพียงแต่ตอนนี้เธอเหนื่อยเกินจะเข้าไปช่วยกันผู้หญิงให้เหมือนเคย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่วิกรถูกตีสนิทแต่มันเป็นครั้งแล้วครั้งเล่ามากกว่าเพราะหน้าตาที่ดูดีเกินเหตุของเจ้าตัวกับรอยยิ้มเป็นมิตรนั่นแหละที่เป็นปัญหา
ไหนๆวันนี้ก็อยากเลี่ยงสายตาห่วงใยที่ทำให้กระอักกระอ่วนใจแปลกๆจากวิกรด้วยแล้ว ถือโอกาสให้บอสคนหล่อเรียนรู้วิธีเอาตัวรอดเองละกัน
“ไปครับ”
วิกรถอนหายใจก่อนจะหันไปชวนคนที่ยืนรออย่างมีความหวัง ทำให้เธอยิ้มร่าออกมาทันทีก่อนจะรีบเปิดบทสนทนาด้วยคำชมที่อยากจะพูดให้วิกรฟังมานาน
“ค่ะ คุณวิกรนี่ตัวสูงจังเลยนะคะ หุ่นดีมากๆด้วยค่ะ”
“ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ แต่ก็ขอบคุณนะครับ”
“ได้ยินชื่อคุณวิกรมานานแล้วค่ะ ใครๆก็บอกว่าคุณเก่งมากเลย”
“อ่า เหรอครับ”
“เฮ้อ…”
นีรนารามองตามทั้งสองคนที่เดินห่างไปเรื่อยๆพลางถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก อย่างน้อยก่อนจะถึงงานเลี้ยงคืนนี้เธอก็มีเวลาไปนั่งพักหลังจากที่ฝืนยิ้มการค้ามาทั้งวันจนเหนื่อยไปทั้งกายทั้งใจซะที
—--------------------
“คุณนีน…มาทำอะไรตรงนี้ครับ”
วิกรเรียกคนที่ตัวเองตามหาอยู่นานสองนานอย่างเป็นห่วงก่อนจะรีบเดินเข้าไปหา นีรนาราหันกลับมามองด้านหลังก็เห็นเพียงใบหน้าเลือนลางแต่ที่จำได้ว่าใครก็เพราะเสียงที่คุ้นเคยเท่านั้น
“บอส…”
“นี่คุณนีนดื่มเหรอครับ”
วิกรถามเมื่อได้กลิ่นแอลกอฮอลล์ลอยเข้าจมูก ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นขวดเหล้าเล็กๆที่อยู่ในมือของนีรนารา ยิ่งมองไปรอบๆก็ยิ่งหงุดหงิดในใจเพราะตรงนี้ทั้งมืดทั้งเปลี่ยวและห่างจากตัวโรงแรมที่พักพอสมควร ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาคงไม่มีใครมองมาเห็นได้แน่ๆ
“นิดหน่อยค่ะ บอสมาเดินเล่นเหรอคะ”
นิดหน่อยที่ว่าก็ทำเอาโลกของเธอเอียงจนอยากหลับตาลงนั่นแหละ
“มาตามหาคุณนั่นแหละครับ อยู่ดีๆก็หายมาจากงานผมเป็นห่วงนะ”
“ขอโทษค่ะบอส พอดีนีนอยากออกมารับลมเลยนั่งเพลินไปหน่อยค่ะ”
“แต่ดื่มคนเดียวตรงนี้มันอันตรายนะครับ ถ้าอยากดื่มไปดื่มบนห้องพักดีกว่าครับมันดึกมากแล้ว”
วิกรอดจะดุออกมาไม่ได้เมื่อเห็นท่าทางไม่ยินดียินร้ายของเจ้าตัว อยู่ในงานเลี้ยงก็มัวแต่คุยงานกับคนอื่นจนเพลินพอมองหาอีกทีนีรนาราก็หายไปจากสายตาแล้ว
พอเห็นว่านานแล้วยังไม่กลับมาถึงได้ไปดูที่ห้องพัก พอรู้ว่าอีกคนไม่ได้อยู่ในห้องเท่านั้นแหละใจคอไม่ดีจนต้องรีบออกมาเดินตามหาจนทั่ว อีกนิดเดียวจะให้พนักงานช่วยกระจายกันตามหาอยู่แล้วเชียว
“แล้วบอสจะดื่มกับนีนเหรอคะ”
“เอ่อ…ได้ครับถ้าคุณนีนอยากดื่มเดี๋ยวผมดื่มเป็นเพื่อนเอง แต่ตอนนี้ลุกกลับห้องก่อนเถอะครับ”
วิกรรับคำอึกอัก คำว่าดื่มด้วยกันมันดันสร้างภาพจำแบบนั้นไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้เหมือนกัน ทำเอาต้องรีบสลัดภาพเพ้อเจ้อในหัวออกแล้วรีบเข้าไปประคองคนเมาที่บอกดื่มนิดเดียวเพราะกลัวจะล้มไปซะก่อน
“ไหนบอกดื่มนิดเดียว ทำไมเดินเซแบบนี้ล่ะครับ”
“บอสหนักเหรอคะ นีนเดินไหวค่ะแค่ตาลายเฉยๆ”
“ไม่ได้หนักครับ เป็นห่วงคุณนีนต่างหากที่ไปนั่งดื่มอยู่ตรงนั้นคนเดียวถ้าผมตามหาไม่เจอจะกลับยังไงครับ แล้วถ้าใครมา…”
อยู่ๆเสียงบ่นของวิกรก็ถูกนิ้วเรียวของนีรนาราหยุดเอาไว้ ยามที่สัมผัสนั้นแตะลงบนริมฝีปากวิกรก็เบิกตาโตอย่างตกใจจนแทบจะเดินสะดุดแทนคนเมา แค่ได้ประคองใกล้ชิดกันแบบนี้หัวใจมันก็เต้นไม่เป็นจังหวะพออยู่แล้ว ไม่รู้ทำไมการได้ใกล้ชิดกับนีรนาราแบบที่นอกเหนือจากงานมันถึงสร้างความรู้สึกแปลกๆให้จนรับมือยากขึ้นทุกที
“ชู่ว ไม่บ่นแล้วค่ะบอสรีบพาไปห้องเถอะค่ะ เวียนหัวมากเลย”
เสียงหวานบ่นออกมาอ้อแอ้ ตัวก็เอนพิงอยู่กับอกแกร่งเต็มที่เพราะไม่มีแรงจะพยุงตัวเองอีกแล้ว ใบหน้าสวยที่เงยขึ้นมามองสบตาพาให้วิกรใจกระตุกจนเผลอจ้องอยู่นานราวถูกสะกด ประกายหยาดเยิ้มในแววตาเหมือนจะดึงดูดให้เข้าหาจนแทบควบคุมตัวเองไม่ได้ หากไม่ใช่เพราะนีรนารานั้นหันหน้าออกไปซะก่อน
“อ่า โอเคครับ”
วิกรรับคำและประคองคนเมาไปแบบเงอะงะจนถึงห้องพักของนีรนารา แต่พอถึงจนส่งให้คนเมานั่งลงบนโซฟาตัวนุ่มได้แล้ววิกรก็ยังคงยืนเก้กังอย่างทำอะไรไม่ถูกจนนีรนาราต้องเงยหน้าถามอย่างแปลกใจ
“ไม่นั่งเหรอคะ”