เฮือก!!
“เบลล์!!”
เธอผวาขึ้นมาพร้อมกับเสียงทุ้มของใครบางคนที่ผวาตามเธอเช่นเดียวกัน เมื่อหันไปก็พบว่าเป็นเทรซิสที่นอนอยู่ข้างกันกำลังจับมือของเธอเอาไว้แน่น
“กะ เกิดอะไรขึ้น?” หญิงสาวค่อยๆ เอ่ยถามอีกฝ่ายด้วยความสับสน
เธอไม่รู้ว่าตอนนี้กี่โมง แต่รับรู้ได้เพียงว่าเป็นเวลากลางวันเพราะแสงสว่างจากด้านนอกลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาชัดเจน
“ฉันสิต้องถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเธอไปนอนอยู่ที่โซฟาในห้องนั่งเล่นแบบนั้น ถ้าฉันไม่ตื่นเช้าป่านนี้คงเป็นไข้ตายอยู่ข้างนอก”
เขาทั้งบ่นทั้งด่าทั้งกำมือทุบศีรษะเธอเบาๆ ด้วยความหงุดหงิด แต่ถึงอย่างนั้นก็สัมผัสได้ว่าคนตรงหน้าเป็นห่วงเธอมาก
รู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก หากในอีกสองปีข้างหน้า หรือตลอดไปเขาใจดีแบบนี้เธอคงไม่กลัว
“แล้วจะอธิบายได้หรือยังว่าเกิดอะไรขึ้น” เทรซิสยังตวัดหางตามองเธออย่างคาดโทษ
หญิงสาวจึงได้แต่ยิ้มแหย อย่างไม่รู้ว่าควรตอบเขายังไงดี
“ฉันน่าจะเผลอหลับล่ะมั้ง”
“คิดว่าฉันโง่แยกคนหลับกับหมดสติไม่ออก?” เขาทำท่าจะทุบเธออีกรอบ คนตัวเล็กจึงรีบยกสองมือคว้าแขนคู่หมั้นหนุ่มเอาไว้
ก่อนที่ร่างเล็กจะลอยหวือเข้าไปในอ้อมกอดแกร่ง ฝ่ามือของเขายกลูบแผ่นหลังบางไปมาคล้ายกับกำลังปลอบขวัญก็ไม่ปาน
นั่นทำให้นักเขียนสาวตัดสินใจลูบแผ่นหลังกำยำปลอบโยนเขาเช่นเดียวกัน
“ฉันไม่เป็นไร...”
“เธอป่วยเป็นอย่างอื่นแล้วไม่บอกฉันหรือเปล่า?”
ตัวของเขาสั่นขึ้นมาช้าๆ นั่นยิ่งทำให้หญิงสาวต้องกอดอีกฝ่ายแน่นขึ้นอย่างช่วยไม่ได้
“ฉันไม่ได้เป็นอะไร แค่วูบหลับไปก็เท่านั้น”
“...”
“ฉันอาจจะเพลียเพราะนายเอาฉันไม่บันยะบันยังก็ได้”
“โทษฉัน!?”
“เอ๊า! ก็นายอยากได้เหตุผล มันไม่มีฉันก็หามาตอบให้ไง” เจ้าของริมฝีปากสวยคลี่ยิ้มออกมาหลังจากตอบเขาด้วยความยียวนไปหนึ่งกรุบ ก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะหายไปเมื่อถูกคนตัวโตดึงเข้ามาจูบจนเวลาหยุดหมุนไปชั่วขณะ
“อย่าเฉไฉ พูดกันดีๆ ได้ไหม ฉันกังวลมาก...ให้ตาย” เขาสบถคำหยาบอีกหลายคำ หลังจากนั้นก็จูบเธอซ้ำอีกรอบอย่างเอาแต่ใจ
ทั้งคู่กอดกันกลมอยู่บนเตียงกว้างไม่ยอมขยับ เทรซิสเอาแต่ลูบแผ่นหลังของเธอซ้ำๆ อยู่อย่างนั้นจนอดไม่ได้ที่จะมองเขาด้วยความเอ็นดู
“เทรซิส...ถ้าสมมติว่าฉันไม่ใช่เบลล่า ไม่ใช่ลูกของนักธุรกิจระดับประเทศอย่างที่เป็นอยู่นายจะทำยังไง?” คำถามที่ไม่คิดว่าจะได้ถาม จู่ๆ ก็โพล่งขึ้นท่ามกลางความเงียบ
นั่นทำเอาคนที่กำลังกอดเธออยู่รีบจับไหล่มนดันออกและขมวดคิ้วมองด้วยความงุนงง
“ยังไงนะ? เธอไม่ใช่เธอ แล้วจะเป็นใคร?”
“ใครก็ได้แล้วแต่นายจะอยากให้เป็น ที่ไม่ใช่เบลล่าที่นายรู้จัก”
“โคตรตึ๊บเลย ไม่เก็ท”
“ก็แบบว่ามีใครมาสิงร่างคู่หมั้นนายแล้วต้องอยู่ในร่างนี้ไปตลอดชีวิต นายจะรู้สึกยังไง” เธอพยายามอธิบายให้เขาเข้าใจ
แต่นั่นยิ่งทำให้มาเฟียหนุ่มเอียงคอมองหน้าด้วยความสับสนยิ่งกว่าเดิม
“...เธอป่วยหรือเปล่าเนี่ย”
แน่นอนว่าใครจะเชื่อ ต่อให้คนนั้นเป็นเทรซิส คนที่แสดงออกว่ารักเธอหัวปักหัวปำก็ตาม
“สมมติไง นายแค่ตอบก็พอ”
ถึงจะบอกว่า ‘แค่ตอบ’ แต่สายตาที่คนตัวเล็กแสดงออกมันบ่งบอกว่า ‘ไม่พอ’
ร่างสูงก้มหน้าสบตากับคู่หมั้นสาวอยู่ชั่วครู่ เขาอ่านความคิดเบื้องลึกในใจเธอช้าๆ แต่ทะลุปรุโปร่ง
สายตาแบบนี้ไม่ใช่เรื่องสมมติ และสิ่งที่คู่หมั้นสาวถามมันอาจจะตอบข้อสงสัยของเขาที่ผ่านมาได้กระจ่างที่สุดถึงสาเหตุที่นิสัยของเบลล่าเปลี่ยนไป
“ก็ไม่รู้สึกอะไร”
“...”
“เพราะฉันชอบเธอที่เป็นอยู่ในตอนนี้” รอยยิ้มร้ายกาจฉายออกมาบนใบหน้าหล่อเหลาอย่างไม่ปกปิด “ฉันไม่สนใจความพิศวงห่าเหวอะไรที่เธอพยายามจะบอก ไม่สนใจว่าตอนนี้เธอคือใคร ฉันสนใจแค่ว่าตอนนี้ฉันชอบเธอ ไม่สิ...ฉันรักเธอ”
นี่คงเป็นการสารภาพชัดเจนที่สุดที่เคยได้ยินจากปากของคนตรงหน้า
“แล้วถ้าวันหนึ่งเบลล่าคนเดิมกลับมาล่ะ ถ้าฉันหายไป...”
“ฉันจะไปเอาเธอกลับมา ต่อให้ตอนนั้นเธอไปอยู่ในร่างไหนก็ตาม”
คำพูดจริงจังเอ่ยออกมาจากปากของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นมาเฟีย แถมยังเป็นพระเอกในนิยายที่เธอใส่ข้อมูลว่าเป็นคนซื่อสัตย์และภักดีกับคู่รักเอาไว้เสียด้วย
แล้วมีเหตุผลอะไรที่เธอจะไม่เชื่อเขาอีก
“ขอบคุณนะ”
“ฉันไม่ได้ต้องการคำขอบคุณ”
“ฉันรักนาย ฉันจะเป็นเบลล่าของนาย”
สิ้นสุดคำสารภาพรัก ริมฝีปากของทั้งคู่ก็จุมพิตกันโดยปราศจากการรุกล้ำ ทว่าความอุ่นอ้าวจากริมฝีปากกระจายความรู้สึกของกันและกันแผ่ซ่านไปทั้งหัวใจ
มันคงเป็นความแฟร์อย่างหนึ่งของเบลล่า ที่นี่เบลล่ารู้สึกว่าตัวคนเดียวบนโลกฉันใด เธอที่เป็นนักเขียนซึ่งอยู่ในอีกโลกหนึ่งก็ไร้ญาติขาดมิตรที่ยังมีชีวิตอยู่ฉันนั้น
บางทีมันอาจจะเป็นการแลกเปลี่ยนร่างที่คุ้มค่าที่สุด เพราะต่างฝ่ายต่างได้เริ่มชีวิตใหม่อย่างที่ตนเองต้องการ