สิงห์เดินกลับมายังห้องพักของตัวเองด้วยท่าทีผ่อนคลาย ทว่าดวงตาคมกริบกลับฉายแววเจ้าแผนการบางอย่าง
เขาทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงไม้พลางยกมือขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองเบาๆ กลิ่นแป้งเด็กและรสจูบหวานล้ำจากคนตัวเล็กยังคงติดอยู่ที่ปลายจมูกและปลายลิ้น มันหวานละมุนจนคนอย่างเขารู้สึกโหยหาจนแทบคลั่ง
และแน่นอนว่าคนอย่าง 'สิงห์' เมื่อถูกใจอะไรแล้ว เขาไม่มีวันปล่อยให้หลุดมือไปง่ายๆ
ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูออกมาจากกระเป๋ากางเกง ก่อนจะต่อสายหาลูกน้องคนสนิทที่เป็นมากกว่าแค่คนรับใช้ เพราะเจตคือลูกของแม่นมที่เติบโตมาด้วยกันราวกับพี่น้อง
“เจต ฉันมีเรื่องให้แกทำ”
น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจัง ต่างจากนายช่างขี้เล่นเมื่อครู่ราวกับคนละคน สิงห์จุดบุหรี่ขึ้นมาคาบไว้ในปาก แววตาเจ้าเล่ห์ประกายวาบขึ้นท่ามกลางความมืด
“สั่งคนของเรากว้านซื้ออะไหล่มอเตอร์ไซค์รุ่นที่ฉันขับอยู่ เอาให้หมดทั้งอำเภอแม่จัน ร้านไหนมีซาก มีของใหม่ หรือมีแม้แต่สกรูตัวเดียว แกเหมามาให้เกลี้ยง อย่าให้เหลือตกถึงมือคนอื่นเด็ดขาด”
“อะไรนะครับนาย! นายจะเอาไปทำอะไรเยอะแยะครับนั่น” ปลายสายถามกลับด้วยความงุนงงกับคำสั่งพิลึกพิลั่นของเจ้านาย
“อย่าถามมาก สรุปสั้นๆ คือพรุ่งนี้เช้า ฉันต้องหาอะไหล่ไม่ได้ และรถของฉันต้องซ่อมไม่เสร็จเข้าใจไหม?”
“อ๋อออ เข้าใจแล้วครับนาย แผนล้อมรั้วกินเหยื่อนี่เอง ได้ครับ ผมจะจัดการให้เกลี้ยงอำเภอภายในคืนนี้เลย”
แต่ก่อนที่เจตจะวางสายไปทำตามคำสั่ง ก็อดไม่ได้ที่จะแซวเจ้านายที่สนิทกันมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอยตามประสานิสัยส่วนตัว
“ว่าแต่…นายไปติดใจสาวบ้านไหนเข้าครับ ถึงได้ลงทุนทำเรื่องไร้สาระให้เป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้”
“ไอ้เจต!”
“ครับนาย รับทราบครับ” เจตรีบวางสายไปก่อนที่จะโดนหักเงินเดือน
หลังจากวางสาย สิงห์พ่นควันบุหรี่สีขาวหม่นออกมาอย่างช้าๆ ก่อนจะทอดสายตามองไปยังเรือนไม้หลังเล็กที่อยู่ห่างออกไป มุมปากหยักยกยิ้มอย่างหมายมั่นปั้นมือ
“คิดว่าพี่จะออกจากไร่ไปง่ายๆ เหรอ คิดผิดแล้วสาวน้อย”
เช้าวันใหม่ในไร่สิงขรเริ่มต้นด้วยแสงแดดอ่อนๆ ที่ทอแสงเหนือยอดดอย อากาศในเดือนมีนาคมช่วงเช้ามืดเช่นนี้ยังพอมีลมเย็นๆ พัดผ่านให้รู้สึกสดชื่น ไม่ได้หนาวจัดจนต้องสวมเสื้อไหมพรมหนาเตอะอย่างสองเดือนก่อน
ใบชาขยับตัวตื่นเร็วกว่าปกติด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก เธอรีบจัดการอาบน้ำแต่งตัว สวมเสื้อยืดสีขาวทับด้วยเสื้อคลุมคาร์ดิแกนตัวบางพอให้กันลมเย็นยามเช้าได้
คนตัวเล็กมัดผมรวบตึงเป็นหางม้ายืนสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองหน้ากระจก ทว่าตอนนี้ในหัวเธอกลับมีแต่ภาพใบหน้าเจ้าเล่ห์ของพี่สิงห์จอมกวนวนเวียนอยู่ไม่เลิก
เธอเดินออกไปที่โรงอาหารของคนงาน แต่สายตาเจ้ากรรมกลับคอยแต่จะชะเง้อชะแง้ มองลอดผ่านแนวต้นไม้ไปยังโรงรถที่อยู่ถัดไป
เมื่อเห็นเพียงความว่างเปล่าและไร้เงาของมอเตอร์ไซค์ที่เคยจอดเด่นอยู่ หัวใจที่เคยเต้นรัวด้วยความหวังเมื่อครู่ก็พลันร่วงหล่นลงมาอยู่ที่ตาตุ่ม ความรู้สึกหน่วงๆ แล่นพล่านขึ้นมาจุกที่ลำคอจนเธอต้องเม้มปากแน่น
“ไม่คิดจะลากันสักคำ คนนิสัยไม่ดี ชิ!”
เธอสะบัดหน้าหนีพลางพึมพำกับตัวเองเสียงเบาด้วยความงอน ใจหนึ่งก็อยากให้เขาไปให้พ้นๆ ตามที่ปากพูด แต่อีกใจก็เจ็บจี๊ดขึ้นมาเอาเสียดื้อๆ
“มาทางไหนก็ไปทางนั้นเลยไป๊! อย่ากลับมาให้เห็นหน้าอีกนะคนใจร้าย!”
ใบชาแสร้งพูดเพื่อกลบเกลื่อนความวูบโหวงในใจ พยายามบอกตัวเองว่าดีใจนักหนาที่คนวุ่นวายไปพ้นทางเสียที เธอเดินไปหยิบแก้วน้ำขิงอุ่นๆ มาถือไว้ แต่ก็ยังชะโงกหน้ามองไปทางโรงรถจนตัวโก่ง
“คุณหนูคะ! ระวังคอจะเคล็ดเอาได้นะคะนั่น”
เสียงของส้มป่อยดังขึ้นจากทางด้านหลังทำเอาใบชาสะดุ้งจนน้ำขิงเกือบหก เธอรีบปั้นหน้านิ่งแล้วหันกลับมามองลูกน้องคนสนิทที่ยืนกอดอกยิ้มกริ่มอยู่
“ส้มป่อย ตกอกตกใจหมด”
“ก็แหม ส้มป่อยเห็นคุณหนูชะเง้อมองโรงรถตั้งนานสองนาน สรุปมองหาใครหรือเปล่าคะ? ถ้ามองหานายช่างสิงห์ล่ะก็ เห็นลุงมั่นบอกว่าเขายังไม่ได้ไปไหนหรอกค่ะ”
“ใครมองหาเขา! ชาแค่...ดูว่ารถขยะมาเก็บหรือยังต่างหาก”
ใบชาแก้ตัวเสียงหลงพลางรีบหลบสายตา ทว่าสีระเรื่อที่ลามจากพวงแก้มไปจนถึงใบหูกลับประจานความลับในใจเสียจนหมดเปลือก จนส้มป่อยต้องแอบอมยิ้มที่เห็นคุณหนูของเธอไปไม่เป็น
“รถขยะบ้านไหนจะมาจอดในโรงรถคะคุณหนู” ส้มป่อยหัวเราะคิกคักพลางขยับเข้ามาใกล้
“แต่ก็น่าแปลกนะคะ ลุงมั่นบอกว่าให้ไอ้จ่อยออกไปหาอะไหล่ที่ร้านในตัวอำเภอตั้งแต่เช้ามืด แต่กลับมามือเปล่า บอกว่าไม่มีร้านไหนมีอะไหล่รถรุ่นนี้เหลืออยู่เลยสักร้านเดียว ส้มป่อยล่ะงงจริงๆ มอเตอร์ไซค์โหลๆ แบบนั้น อะไหล่จะขาดตลาดพร้อมกันทั้งอำเภอได้ยังไง”
ใบชายกแก้วขึ้นมาจิบ พลางแอบอมยิ้มเล็กๆ ไว้ใต้แก้วน้ำขิง หัวใจดวงน้อยๆ จู่ๆ ก็พองโตขึ้น
‘ปากบอกให้ไป แต่ในใจกลับอยากให้อยู่’
บรรยากาศในโรงอาหารเริ่มคึกคักขึ้น เมื่อคนงานเริ่มทยอยมากินอาหารเช้า ทว่าเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่กระแทกลงบนพื้นสลับกับเสียงบ่นพึมพำอย่างหัวเสียก็ดังใกล้เข้ามาพร้อมกัน
“ร้อนก็ร้อน! ทำไมฉันต้องมาทำเรื่องไร้สาระแบบนี้แต่เช้าด้วยเนี่ย!”
ไข่มุกเดินกระทืบเท้าเข้ามาในโรงอาหารด้วยใบหน้าที่บูดบึ้ง หญิงสาวในชุดสีสันจัดจ้านที่ดูขัดกับบรรยากาศไร่ชาในยามเช้ากอดอกแน่น
ดวงตาที่แต่งแต้มมาอย่างจัดเต็มเกินอายุตวัดมองใบชาอย่างไม่สบอารมณ์ เธอหงุดหงิดที่โดนแม่ปลุกขึ้นมาแต่เช้าตรู่
“อ้าว คุณไข่มุก มีอะไรหรือเปล่าคะ ทำไมเดินมาหน้าเหมือนคนขาดน้ำเชียว” ส้มป่อยทักขึ้นตามมารยาท แต่ก็ไม่วายที่จะเหน็บไปหนึ่งที
“อีส้มป่อย แกว่าฉันหน้าเหี่ยวเหรอ อีบ้า!”
ไข่มุกแว้ดเสียงใส่ส้มป่อย ก่อนจะหันมาทางใบชาที่ยังถือแก้วน้ำขิงจิบอยู่
“นี่ยัยชาเน่า! แม่ให้มาบอกว่า วันนี้แต่งตัวให้มันดูดีหน่อยนะ เย็นนี้จะมีงานเลี้ยงที่บ้านพ่อเลี้ยงเลิศ”
“งานเลี้ยงอะไรไข่มุก?” ใบชาขมวดคิ้วมุ่นทันที ความรู้สึกพองโตเมื่อครู่แฟบลงในพริบตา
“ก็งานเลี้ยงฉลองที่พี่ไม้เขาได้เลื่อนตำแหน่งไงล่ะ พ่อเลี้ยงเลิศเขาจัดใหญ่โตเชิญคนทั้งตำบล แล้วแม่ก็กำชับหนักกำชับหนาว่าแกต้องไป”
ไข่มุกจีบปากจีบคอพูดพลางมองค้อน เธอรู้ว่างานคืนนี้เรื่องไม้เลื่อนตำแหน่งเป็นเพียงแค่ข้ออ้าง ความจริงคือแม่เธอตั้งใจจับใบชาใส่พานไปประเคนให้ไม้ถึงที่ต่างหาก นั้นเป็นหนึ่งเหตุผลที่ทำไมไข่มุกถึงได้หน้าเป็นตูดตั้งแต่เช้า
“ฉันไม่ไป ฉันยังไม่ได้ตกลงสักคำ” ใบชาตอบกลับทันควัน เธอไม่คิดว่าอิงอรจะรวบรัดตัดตอนกันถึงขนาดนี้
“ไม่ไปก็ไปบอกแม่เองสิ! ฉันหมดหน้าที่แล้ว เสียเวลาชะมัด!”
ไข่มุกสะบัดหน้าเตรียมจะเดินกลับไปทางเรือนใหญ่ด้วยท่าทางกะฟัดกะเฟียด ทว่าเพียงแค่หมุนตัวกลับ เธอก็ต้องชะงักเมื่อปะทะเข้ากับร่างสูงใหญ่กำยำที่เดินออกมาจากมุมหนึ่งของโรงอาหารพอดี
สิงห์ในสภาพที่ดูมอมแมมกว่าคืนก่อนหลายเท่า ใบหน้าหล่อของเขาถูกแต้มไปด้วยคราบเขม่าสีดำและรอยจาระบีเป็นปื้นใหญ่จนแทบมองไม่ออกว่าหน้าตาจริงๆ เป็นอย่างไร เสื้อยืดสีเข้มเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อและคราบน้ำมันเครื่องราวกับเป็นคนงานในไร่ทั่วไป
สิงห์ได้ยินทุกถ้อยคำที่ไข่มุกตะคอกใส่ใบชา และเรื่องงานเลี้ยงที่จะเกิดขึ้นคืนนี้
“อี๊! ไอ้บ้าที่ไหนเนี่ย สกปรกชะมัด เดินไม่ดูตาม้าตาเรือเลยหรือไง”
ไข่มุกอุทานลั่นพลางกระโดดเหยงถอยหลังหนีด้วยความขยะแขยง เธอรีบยกมือขึ้นปิดจมูกพลางมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม
“ขอโทษครับ พอดีผมรีบไปซ่อมรถ” สิงห์ก้มหัวลงเล็กน้อยทำทีเป็นขอโทษแบบคนงานผู้ต้อยต่ำ
“คนงานทำไมมันดูซกมกขนาดนี้ แม่ปล่อยให้เข้ามาทำงานในไร่ได้ยังไง” ไข่มุกบ่นกระปอดกระแปดพลางสะบัดชายกระโปรงหนี “หลบไปสิ! อย่าให้คราบน้ำมันเน่าๆ มาโดนชุดฉันนะ ยิ่งอารมณ์เสียอยู่ด้วย”
สิงห์เบี่ยงตัวหลบให้ทางอย่างว่าง่าย ไข่มุกจึงเดินกระทืบเท้าจากไปพร้อมกับเสียงบ่นที่ดังระงม
เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นพลางใช้หลังมือเช็ดคราบเขม่าบนแก้มออกลวกๆ จนมันยิ่งเลอะไปกันใหญ่ สิงห์หันมาสบตากับใบชาที่ยืนหน้านิ่วคิ้วขมวดมองเขาอย่างจับผิด
“มองพี่แบบนี้ อยากจะช่วยพี่เช็ดหน้าเหรอครับคุณหนู?”