บทที่ 1 เด็กหญิงเมื่อวันวาน
'พี่ชาย~ มาแอบนั่งหลบมุมคนเดียวตรงนี้อีกแล้วเหรอคะ?'
เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กหญิงที่ลอยเข้ามาในโสตประสาท ทำเอา
'ดนุพล รุ่งรัศมีทรัพย์' วัยสิบแปดปีที่กำลังนั่งกอดเข่าคู้ตัวอยู่ข้างสนามเด็กเล่นของหมู่บ้าน อดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามอง
ใบหน้าจิ้มลิ้มของเด็กตัวกระเปี๊ยกที่อยู่ด้วยกันมาหลายปี ทำเอาคนหนุ่มที่เพิ่งรู้ตัวว่าอีกไม่กี่วันหลังจากนี้ตัวเองจะต้องไปเรียนต่อที่เมืองนอก รู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก เพราะหากต้องไปอยู่ที่นู่น เขาคงจะไม่มีโอกาสได้พบหน้าเธออีกพักใหญ่
มันก็ใช่ที่โลกสมัยนี้มีอินเทอร์เน็ต แต่คนที่เขาอยากคุยด้วย ดันเป็นเด็กอายุหกขวบไง! มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เธอจะสามารถติดต่อเขาได้ผ่านช่องทางพวกนั้น
'น้องเกล...'
'เป็นอะไรไปคะพี่ชาย? ทะเลาะกับคุณพ่อมาอีกแล้วเหรอ?'
ชายหนุ่มทำได้เพียงส่ายหน้าแทนการตอบคำถามนั้น ก่อนจะตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดให้เด็กน้อยที่สนิทสนมกันฟังจนหมด มันอาจจะเป็นภาพที่ดูตลก ที่คนหนุ่มวัยรุ่นเต็มตัวอย่างเขามานั่งจับเข่าคุยกับเด็กผู้หญิงอายุหกขวบ แต่ใครเล่าจะรู้ว่าเด็กน้อยในชุดกระโปรงฟู ๆ คนนี้ จะเป็นคนที่ช่วยเหลือเขาเวลาทะเลาะกับครอบครัวมาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง
ถ้าไม่มีน้องเกล... ดนุพลคิดว่าตัวเองในวัยหัวเลี้ยวหัวต่ออาจจะประชดประชันครอบครัวจนเตลิดไปไกลแล้วละนะ แต่เพราะทุกครั้งที่เขา
หัวร้อนจนหุนหันวิ่งหนีออกมาจากบ้าน จะมีน้องเกลคอยตามมาชวนคุยเล่นจนลืมเรื่องราวน่าหงุดหงิดเหล่านั้นเป็นประจำ สุดท้ายเขาเลยยังอยู่กับร่องกับรอยอย่างที่เห็น
โดยพื้นฐานแล้วดนุพลไม่ใช่คนรักเด็ก เขาก็เป็นแค่ผู้ชายวัยรุ่นที่นิสัยห่าม ๆ คนหนึ่งเท่านั้น ไอ้เรื่องจะให้มานั่งใจดีกับเด็ก อ่อนโยนกับผู้หญิงมันไม่เคยเกิดขึ้นสักครั้ง แต่ถึงอย่างนั้นคนเรามันก็ต้องมีข้อยกเว้นกันบ้าง
‘น้องเกล’ คือข้อยกเว้นสำหรับเขา เพราะเขาสนิทกับเด็กคนนี้ยิ่งกว่าน้องชายแท้ ๆ ที่คลานตามกันมา ขนาดตอนที่รู้ว่าจะต้องไปเรียนต่อเมืองนอก เขานึกถึงเด็กคนนี้ก่อนจะกังวลเรื่องตัวเองที่ต้องไปชีวิตตามลำพังในต่างประเทศเลย
'ปะ แปลว่าน้องเกลจะไม่ได้เจอกับพี่ชายแล้วเหรอ? ฮึก! พี่ชายจะไม่มาเล่นกับน้องเกลอีกแล้วใช่ไหม?'
คนอายุมากกว่าถึงกับทำอะไรไม่ถูก เพราะหลังจากที่บอกเรื่องที่ว่าเขาคงไม่ได้อยู่ที่นี่อีกหลายปีออกไป เด็กน้อยที่ร่าเริงอยู่จนถึงเมื่อครู่ก็เบะปากร้องไห้ออกมาทันที
'ไม่ใช่แบบนั้นนะครับน้องเกล! พี่นุไปเรียนที่นู่นไม่กี่ปี เดี๋ยวพี่ก็กลับมาหาน้องเกลแล้ว... คนเก่งของพี่อย่าร้องไห้เลยนะครับ พี่เกี่ยวก้อยสัญญากับน้องเกลเลย ว่าจะรีบเรียนให้จบแล้วกลับมาหาหนูแน่นอน!!'
ครืด... ครืด... ครืด...
เฮือก!!!
ร่างสูงใหญ่ของดนุพลวัย 38 ปี ลุกพรวดพราดขึ้นมาจากเตียงด้วยความตื่นตระหนก เมื่อโทรศัพท์มือถือที่สั่นอยู่บนโต๊ะพาเขากลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง
ชายหนุ่มหอบหายใจอย่างหนักหน่วง พร้อมกับหัวใจที่ยังคงสั่นระรัวจากความฝันนั้น เมื่อกี้นี้มันเป็นความทรงจำเมื่อยี่สิบปีก่อนที่เขาหวงแหนยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น เพราะจนบัดนี้ก็ยังไม่มีสักวันที่ดนุพลจะลืมคำสัญญาที่ตนเคยให้ไว้
แต่...จนถึงวันนี้ เขาจะยังทำมันให้เป็นจริงไม่ได้ เพราะหลังจากที่กลับมาถึงเมืองไทย ดนุพลก็เพิ่งได้รู้ข่าวร้ายว่าครอบครัวของน้องเกลประสบอุบัติเหตุ พ่อแม่น้องเกลเสียชีวิตหลังจากเขาไปเรียนต่อที่อเมริกาได้ไม่นาน ส่วนเด็กน้อยของเขาก็ถูกคนอื่นรับไปเลี้ยง ซึ่งมันทำให้เขาตามหาตัวเธอได้ยากมาก แม้ว่าเขาพยายามจะจ้างนักสืบให้ช่วยสืบหาแล้วก็ตามที
ดนุพลทุ่มเทชีวิตตัวเองให้กับการทำงาน ครอบครัว และการตามหาน้องเกลอยู่หลายปี จนสุดท้ายพ่อแม่ของเขาคงทนไม่ไหวที่ เขาไม่ยอมสร้างครอบครัวเสียที ถึงได้บังคับจับคู่ให้เขากับผู้หญิงคนหนึ่ง
แน่นอนว่าเขาคัดค้านเรื่องการคลุมถุงชนนี้อย่างถึงที่สุด เพราะหลังจากที่ต้องไปอยู่เมืองนอกเมืองนามาหลายปี มันทำให้ดนุพลรู้ว่าหัวใจตัวเองอยู่ที่ใคร เขามีคนในใจอยู่แล้ว จึงไม่ได้คิดที่จะแต่งงานกับใคร แต่ไป ๆ มา ๆ ความซวยมันก็ดันไปตกอยู่ที่น้องชายเขาแทน
สุดท้ายแล้วในฐานะที่เป็นพี่ชาย ดนุพลจึงต้องยอมเจรจากับพ่อแม่ เพื่อขอเวลาตามหาน้องเกลต่ออีกสองปี และถ้าหาไม่เจอจริง ๆ เขาจะยอมแต่งงานกับผู้หญิงที่ครอบครัวเลือกไว้ให้อย่างที่พวกท่านต้องการ
ซึ่งถามว่าเขาหาน้องเกลเจอไหม...ดูจากคำว่า ‘พ่อม่าย’ ที่แปะอยู่กลางหน้าผากตอนนี้ ก็คงไม่ต้องขยายความอะไรแล้วละนะ แล้วก็ไม่รู้ว่าดวงเขามันเกิดมาอาภัพคู่หรือยังไง เพราะหลังจากแต่งงานกับคนที่ครอบครัวหามาให้ได้เพียงไม่นาน อีกฝ่ายก็ด่วนจากไปอีกคน พ่อแม่ของเขาเองก็ดูเหมือนจะเริ่มปลง และเลิกคิดเรื่องจะจับคู่ให้พวกเราสองคนพี่น้องไปโดยปริยาย
ตี้ด!
“มึงจะโทรทำไมแต่เช้าวะไอ้ดล?” หลังจากที่ตั้งสติได้ ชายหนุ่มก็ไม่รอช้าเลยที่จะเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ที่สั่นจนน่ารำคาญขึ้นมารับสายอย่างไม่สบอารมณ์
“ก่อนจะโวยวาย...รบกวน ‘คุณพี่ชาย’ ช่วยแหกตาดูนาฬิกาหน่อยได้ไหม?”
แค่ได้ยินเสียง ดนุพลก็เดาได้ในทันทีว่าน้องชายกำลังกัดฟันพูดกับตน เพราะถึงแม้ว่าตอนเด็ก ๆ พวกเราสองคนจะไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่นัก แต่พอต้องไปอยู่อเมริกาด้วยกันสองคน เราก็สนิทกันมากจนพูด ‘กู-มึง’ ใส่กันเป็นเรื่องปกติ
เพราะงั้นการที่ ‘ดลพัฒน์’ พูดเพราะขนาดนี้ มันทำให้เขารู้สึกขนลุกอย่างประหลาด
แน่นอนว่าทันทีที่ดนุพลเห็นเวลาบนหน้าจอมือถือ เขาก็เข้าใจได้ในทันทีว่าทำไมไอ้ดลถึงได้โทรมาจิกเขาด้วยอารมณ์บูดสุด ๆ ด้วยความที่น้องชายเขายังไม่ได้แต่งงาน มันเลยยังอยู่ที่บ้านเป็นหลัก เว้นแต่ช่วงไหนที่งานยุ่งมากจริง ๆ นั่นแหละถึงจะไปนอนที่คอนโด ส่วนเขาที่แต่งงานไปแล้ว แม้ตอนนี้จะมีสถานะเป็น ‘โสด’ แต่ก็ไม่ได้ย้ายกลับไปที่บ้านเดิมอยู่ดี
แต่ถึงจะบอกว่าไม่ได้ย้ายกลับไป ทว่าบ้านที่เขาอาศัยอยู่ตอนนี้ก็ห่างจากบ้านของพ่อกับแม่เพียงรั้วกั้น ทุกวันนี้ดนุพลยังไปฝากท้องที่บ้านใหญ่อยู่เป็นประจำ เหตุการณ์การโทรตามไปกินข้าวเช้าจึงมักจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งอย่างที่เห็น
บ้านหลังที่เขาอาศัยอยู่ในตอนนี้เป็นเรือนหอของเขากับอดีตภรรยาที่จากโลกนี้ไปแล้วหลายปี และที่นี่ก็เป็น 'บ้านเก่าของครอบครัวน้องเกล' ซึ่งถูกทิ้งร้างไปตั้งแต่ตอนที่คุณลุงคุณป้าประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไป
“กูไม่ได้พูดกดดัน แต่พ่อกับแม่กำลังนั่งรอมึงมาแดกข้าวเช้าด้วยกันอยู่ แล้วเผื่อมึงจะลืม วันนี้เรามีนัดคุยงานกับลูกค้าตอนสิบโมง ถ้าภายในสิบนาทีมึงมาไม่ถึงโต๊ะ กูจะให้ลุงเถียนไปเจาะยางรถสุดที่รักมึงทุกคัน แค่นี้นะ!”
“ไอ้...!”
โดยไม่เปิดโอกาสให้เขาได้เอ่ยปากเถียงอะไร ไอ้น้องชายสุดที่รักก็ชิงตัดสายไปทั้งอย่างนั้น ดนุพลที่ไม่อยากให้รถซุปเปอร์คาร์ลูกรักถูกทำร้าย
จึงต้องรีบงัดตัวเองขึ้นมาจากเตียงนอนอย่างว่องไว
เขารู้ว่าดลพัฒน์เป็นพวกพูดจริงทำจริง เพราะก่อนหน้านี้ตอนที่เขาลืมนัดกินข้าวกับครอบครัว แล้วไปแฮ้งค์เอ้าท์กับเพื่อน พอกลับมาถึงบ้าน ยางรถทุกคันที่จอดอยู่ในโรงรถก็แบนสนิทชนิดที่ขับไปไหนต่อไม่ได้ ดังนั้นถ้าเขาไปไม่ถึงโต๊ะอาหารภายในสิบนาที วันนี้เขาคงได้เดินไปทำงานแน่!