รถญี่ปุ่นสีดำแบบไม่สะดุดตาถูกขับออกจากบ้านพักย่านมินาโตะในช่วงสิบโมงเช้า ไข่หวานในชุดบอดี้สูทสายเดี่ยวสีดำ สวมทับด้วยแจ็กเกตหนังสีแดงและกางเกงหนังสีดำนั่งไขว่ห้างบนเบาะหลังของรถมองถนนสายหลักในเมืองโตเกียวพร้อมเอนศีรษะพิงกระจกอย่างอารมณ์ดี
ไม่บ่อยนักที่เธอจะได้เห็นญี่ปุ่นในเวลากลางวัน ส่วนมากจะออกจากที่พักทีพระอาทิตย์ก็เกือบตกดินแล้ว โชคดีที่เช้าวันนี้อากาศแจ่มใส จึงมองเห็นก้อนเมฆสีขาวลอยเหนือภูเขาไฟไกลสุดสายตาได้ชัดเจน
“หลังจากไปรับกระเป๋าที่ชินจูกุ นายหญิงจะไปที่ไหนต่อหรือเปล่าครับ?” วินซ์ซึ่งทำหน้าที่ประจำการบนพวงมาลัยขวาเอ่ยถามผ่านกระจกมองหลัง
คนตัวเล็กเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะตอบคำถามนั้นด้วยการถามคำถามกลับ
“รู้หรือเปล่าว่าเรย์ซังชอบอะไร?” เธอเรียกเขาด้วยชื่อที่เจ้าตัวเคยบอกให้เรียกอย่างคล่องปาก
มาเฟียสาวกำลังคิดหาของขวัญไปติดสินบนอีกฝ่าย สปาร์กกลิ้งไวน์คราวก่อนที่เขาดื่มแล้วชอบ คราวนี้เอาไปให้อีกครั้งอาจจะไม่ชอบแล้วก็ได้เพราะมันเคยใส่ยานอนหลับ อีกทั้งไข่หวานไม่ชอบให้ของขวัญกับใครซ้ำซาก มันบ่งบอกว่าไม่ใส่ใจ
“นายหญิงน่าจะรู้จักเขามากกว่าพวกเรานะครับ” คำตอบจากวิคเตอร์ทำให้เจ้านายสาวที่กำลังใช้ความคิดตวัดตาหันขวับ
ไข่หวานไม่ได้ด่า หากแต่ตำหนิคำตอบไร้หัวคิดผ่านการแผ่รังสีกดดันคนนั่งข้างเบาะคนขับจนเจ้าตัวยอมเอ่ยปากออกมา
“ขอโทษครับ” วิคเตอร์รับรู้สายตาของผู้เป็นนาย และรู้ตัวว่าผิด
“ฉันถามเพราะต้องการคำตอบ อย่ามาย้อนฉันอีก”
“เอ่อ ผมคิดว่าเราซื้อยูกาตะไปคืนเขาดีไหมครับ” วินซ์รีบเปลี่ยนบทสนทนา เมื่อเห็นว่าแฝดน้องกำลังถูกเจ้านายตำหนิ “คราวก่อนนายหญิงหยิบยูกาตะของคุณเรย์มา...”
และเธอก็เอามันไปทำผ้าขี้ริ้วระบายอารมณ์เรียบร้อย
ช่วยไม่ได้... เขาอยากฉีกเดรสออกศึกเธอก่อนทำไมล่ะ
ถึงคำพูดของแฝดคนพี่จะทำให้เธอหวนคิดถึงเรื่องคืนนั้น แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเป็นความคิดที่ดี
“ฉันอยากได้ยูกาตะที่ใช้ผ้าแบบเดียวกับที่เรย์ซังใส่ รับกระเป๋าเสร็จแล้วไปที่นั่น”
“รับทราบครับ”
การรับกระเป๋าหนังที่สั่งพรีออเดอร์ไว้ใช้เวลาไม่นาน จากนั้นลูกน้องแฝดจึงขับรถพานายสาวไปยังร้านขายยูกาตะที่หาข้อมูลเจอในอินเทอร์เน็ตว่าแพงที่สุดในย่านชินจูกุ เธอเดินเลือกเองเกือบยี่สิบนาที ทว่ากลับไม่เจอเนื้อผ้าอย่างที่เคยนำมาห่มกายสักชิ้น
“ที่นี่ไม่มี” ไข่หวานเดินกลับมาหาลูกน้องด้วยท่าทีหัวเสีย
สีหน้าท่าทางของเธอคงไปกระทบใจเจ้าของร้านเข้า เขาจึงเดินเข้ามาไถ่ถามด้วยภาษาญี่ปุ่นที่เธอไม่เข้าใจ โชคดีที่วินซ์สื่อสารพอได้ จึงอธิบายลักษณะเนื้อผ้าให้กับเจ้าของร้านฟัง
“เจ้าของร้านบอกว่าเขามีผ้าลักษณะนี้เก็บไว้ที่คลังหลังร้านครับ แต่ไม่มั่นใจว่าตรงกับที่เราอยากได้หรือเปล่า”
คนตัวเล็กได้ฟังดังนั้นจึงพยักหน้า ก่อนจะออกคำสั่งให้ลูกน้องเตรียมอย่างอื่นไปเพิ่มเผื่อชดเชยในส่วนคุณภาพผ้าที่อาจไม่ตรงกัน
“นายสองคนกลับไปที่ชิบูย่า ฉันต้องการวิสกี้กลิ่นน้ำผึ้งกับดอกไม้หนึ่งช่อ เอาเป็นทิวลิปสีขาวก็ได้ แต่ต้องห่อกระดาษที่ผลิตภายในประเทศเท่านั้น” คำสั่งยาวเหยียดกลั่นกรองจากสมองที่มีสติสัมปชัญญะครบถ้วน ทว่าสองแฝดก็อดไม่ได้ที่จะทัดทานคำสั่งนั้น
“ผมไปคนเดียวดีกว่าครับ ให้วินซ์อยู่เป็นเพื่อนนายหญิง” วิคเตอร์เอ่ยปากออกมาด้วยความเป็นห่วง แต่มาเฟียสาวที่มีอารมณ์คุกรุ่นจากการถูกลูกน้องย้อนเกล็ดเมื่อเช้าและยังไม่หายโกรธจึงจ้องเขม็งไปยังร่างสูงตรงหน้าอีกครั้ง
“ถ้ามีครั้งที่สาม ฉันจะส่งนายกลับไทยคนแรก”
ทั้งคู่จึงจำต้องทำตามคำสั่งอย่างเสียไม่ได้ ถึงอย่างนั้นวินซ์ก็ยังกำชับเธอให้รออยู่ที่ร้านเท่านั้น ในขณะน้องชายที่เพิ่งถูกดุยืนเงียบ
ไข่หวานดูออกว่าวิคเตอร์กำลังน้อยใจ ทั้งสามรู้จักกันมาตั้งแต่ก่อนเข้ามหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ เนื่องจากทั้งคู่เป็นบอดีการ์ดฝึกหัดของครอบครัวมาตั้งแต่ยังเด็ก และการที่เธอเลือกสองแฝดมาเป็นคนสนิททำให้ทั้งวินซ์และวิคเตอร์ได้รับโอกาสในการเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันกับเธอ
แต่ตอนนี้เธอคือเจ้านายไม่ใช่เพื่อนเล่น หากไม่เด็ดขาดตอนนี้ วันข้างหน้าจะดูแลวีกรุปได้อย่างไร
คล้อยหลังลูกน้องแฝดเดินจากไป เจ้าของร้านจึงนำชุดยูกาตะมาให้เลือกอีกหลายแบบ จนแล้วจดรอดของที่มีในร้านนี้ก็ยังไม่ใช่ที่ต้องการ มาเฟียสาวจึงตัดสินใจเลือกผ้าและสีคุณภาพใกล้เคียงกันแทน
เธอขอเจ้าของร้านนั่งรอลูกน้องผ่านการใช้ภาษามือ และแอปพลิเคชันแปลภาษาที่ไม่รู้ว่าถูกหลักไวยากรณ์หรือเปล่า แต่การที่เจ้าของร้านพยักหน้าตกลงแปลว่าอนุญาต
คนตัวเล็กไถโทรศัพท์อ่านข่าวเศรษฐกิจฆ่าเวลา ตามด้วยการส่งข้อความคุยเล่นกับซิดนีย์ น้องสาวของออสโล ซึ่งเธอเอ็นดูเด็กคนนี้ไม่ต่างจากน้องสาวแท้ๆ อย่างมิริน กระทั่งรับรู้ความผิดปกติบางอย่างรอบกายจึงเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าสะพาย
ลูกค้าในร้านพากันทยอยเดินออกจากร้าน ตามด้วยการที่เจ้าของร้านเดินหลบเข้าไปยังหลังร้านอย่างมีพิรุธ จากนั้นไม่นานนักผู้ชายสามถึงสี่คนสวมชุดหนังสีดำทั้งตัวจึงได้เดินเข้ามาหยุดต่อหน้า
มองจากความก้าวร้าวของสายตาก็รู้ ว่าไม่ใช่คนของโอนิซึกะ
“หัวหน้าแก๊งของเราอยากพบคุณเป็นการส่วนตัวครับ” หนึ่งในสี่พูดออกมาด้วยน้ำเสียงสุภาพผิดท่าทางที่ค่อนไปทางข่มขู่
“รู้จักฉันเหรอ?”
“คุณไข่หวาน ทายาทวีกรุปครับ”
ชัดเจนว่าพวกนี้ตั้งใจมาหาเธอ แต่ถึงอย่างนั้นไข่หวานก็ไม่มั่นใจว่าหัวหน้าแก๊งที่ว่าเป็นใคร
“หัวหน้าของพวกนายคือใคร”
“นายท่านฮอนโจ โยสุเกะครับ”
อ้อ... พวกแก๊งกินคน
เจ้าของร่างบางหยัดกายลุกขึ้นด้วยท่าทีไร้ซึ่งความกลัว เธอถือถุงกระดาษของทางร้านพร้อมกับกระชับกระเป๋าสะพายในมือแน่น
“รีบหรือเปล่า ฉันมีอีกร้านที่ต้องไป”
“...” ทั้งสี่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ดูออกทันทีว่าอยู่ในระดับชั้นเดียวกันจึงไม่มีคนตัดสินใจในสิ่งที่เหนือความคาดหมาย
“จะตามมาก็ได้นะ ฉันอยากได้คนช่วยถือของพอดี” มาเฟียสาวไม่รอคำตอบจากอีกฝ่าย เดินนำไปด้านนอกร้านโดยมีเป้าหมายคือห้าแยกซึ่งมีผู้คนพลุกพล่านรอข้ามถนนพร้อมกันหลายฝั่ง
หางตางามมองลูกน้องยากูซ่าเดินตามมาห่างๆ กระทั่งเห็นว่า มาเฟียสาวยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง และไม่ได้ขยับเท้าข้ามถนนไปกับฝูงชนที่กำลังเร่งรีบข้ามตามสัญญาณไฟจราจร
กระทั่งตัวเลขนับถอยหลัง เตรียมให้รถวิ่งผ่านเข้าสู่สามวินาทีสุดท้าย
3... 2... 1...
ความปราดเปรียวทำให้เธอพุ่งตัวไปข้างหน้าด้วยความเร็วสุดชีวิต ทิ้งให้ลูกน้องยากูซ่ายืนงงที่ฝั่งเดิม ไม่สนใจแม้กระทั่งการถูกบีบแตรเตือนจากรถที่ขับเข้ามาใกล้จนข้ามไปอีกฝั่งสำเร็จ
ทางหลักไม่ใช่คำตอบ...
คนตัวเล็กเดินซิกแซกไปตามตรอกซอยเล็กเพื่อให้ยากแก่การติดตาม หันไปมองด้านหลังจึงเห็นว่าคนพวกนั้นข้ามถนนและกำลังวิ่งตรงมาเส้นทางเดียวกันกับที่ตนเองยืนอยู่ตอนนี้
ไข่หวานวิ่งตรงไปข้างหน้าสุดชีวิต ก่อนที่ร่างบางจะลอยหวือเข้าไปปะทะกำแพงในตรอกเล็กๆ ด้วยน้ำมือของใครบางคน
“เรย์ซัง!!”
ดวงตากลมโตเบิกกว้างประหลาดใจกับการปรากฏตัวของอีกฝ่าย ไม่ทันได้ถามแจ็กเกตหนังสีแดงที่สวมติดตัวมาก็ถูกเข้าจับถอดจนเหลือเพียงเสื้อหนังสายเดี่ยวอวดไหล่ขาว
มือแกร่งโยนแจ็กเกตในมือลงถังขยะใกล้ๆ อย่างรวดเร็ว ไม่ถามสุขภาพเธอสักคำ?
“ตัวละแสน!!” คนตัวเล็กอุทานด้วยความตกใจกับการกระทำนั้น
ไม่ทันจะได้อ้าปากด่า ยากูซ่าหนุ่มก็จัดการบีบคางเล็กประกบริมฝีปากมอบจูบดูดดื่ม นั่นทำเอาสติของเธอกระเจิดกระเจิงในพริบตา
รสสัมผัสคุ้นเคยปลุกเร้าอะไรบางอย่างของมาเฟียสาวปะทุขึ้น เธอไม่ได้ดีดดิ้นปฏิเสธสัมผัสรุกล้ำ กลับยกสองแขนโอบรัดลำคอแกร่งรั้งเข้าบดริมฝีปากกันอย่างไม่ยอมแพ้ ทั้งคู่แลกเปลี่ยนลมหายใจให้แก่กันราวกับคู่รักไร้ยางอายที่ขาดความอดทนอดกลั้น แอบมาทำตัวลามกในซอกตึก
ฝ่ามือหนาข้างที่มีรอยสักบีบเข้ากับก้นเด้งใต้กางเกงหนัง เขาซุกไซ้ซอกคอให้เธอเอียงหน้าไปอีกฝั่ง บดบังใบหน้าหวานจากการถูกสังเกต พร้อมกับกัดเม้มซอกคออุ่นไล่ลงมาถึงเนินอกโดดเด่นตามแบบฉบับคนเอาแต่ใจ
“อื้อ~ จะ เจ็บ” เธอเจ็บแปล๊บไปทั้งต้นคอ
ถึงกระนั้นก็ยังกอดเกี่ยวร่างกำยำให้อีกฝ่ายฟัดเนินอกตนเองเต็มที่
เสียงฝีเท้าหลายข้างวิ่งฝ่ายทั้งคู่ไปยังทิศทางที่ไข่หวานตั้งใจจะหนีไปในตอนแรก ริมฝีปากหนาจูบปากอิ่มซ้ำ กระทั่งเสียงฝีเท้าของลูกน้องยากูซ่าห่างออกไปไกลจึงผละออก
“ลูกน้องของคุณไปไหน” เขาถามทั้งที่ยังหอบ ลมหายใจร้อนเป่ารดใบหน้าเล็กจนแดงซ่าน
“ฉันใช้ให้ไปทำธุระ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงหอบเหนื่อยอย่างเดียวกัน
กำลังจะหยิบโทรศัพท์มากดโทรตามพวกแฝด แต่กลับถูกเรย์คว้ามันไปใส่กระเป๋ากางเกงหนังโอเวอร์ไซซ์ตนเอง จากนั้นมือหนาจึงคว้าข้อมือของเธอให้เดินตามไปยังทางออกอีกฟากของตรอกแคบ กระทั่งถึงจุดที่มีรถมอเตอร์ไซค์จอดเรียงรายหลายสิบคัน
ยากูซ่าหนุ่มหยุดอยู่ที่หน้ารถฮาร์ลีย์สีดำขนาดหนึ่งพันสองร้อยซีซี หยิบหมวกกันน็อกยัดใส่มือเล็กเชิงให้เธอสวมมันด้วยตนเอง
“ปะ ไปไหน ไข่หวานไม่ซ้อนมอเตอร์ไซค์นะ”
เธอออกอาการงอแงเมื่อเขาทำท่าจะพาเธอไปด้วย ดวงตาคมกดสายตามองใบหน้างอแงเหมือนเด็กเพียงเล็กน้อย ตัดสินใจถอดแจ็กเกตหนังของตนเองสวมทับให้กับร่างเล็กกะทัดรัด พร้อมกับดึงหมวกมาจากมือเธอมาสวมศีรษะให้
“ที่นี่คือถิ่นฮอนโจ ผมปล่อยคุณไว้ไม่ได้” คำพูดของเขาทำให้คนตัวเล็กชั่งใจ แต่ยังไม่คล้อยตาม ริมฝีปากหยักจึงขู่สำทับอีกประโยค ทำเอาเธอขนลุกไปทั้งร่าง “ตามใจนะ แต่ผมจะกลับชิบูย่า ถ้าถูกพวกมันลากไปถ่ายหนังก็บอกมันด้วยละกันว่าอย่าแตกใน”
โอนิซึกะ เรย์หยิบหมวกอีกใบขึ้นมาสวม เขาคร่อมรถและสตาร์ตฮาร์ลีย์ บิดปลอกแฮนด์ส่งเสียงดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ
พรึ่บ!
ขาเรียวก้าวขึ้นซ้อนอย่างว่าง่าย กอดเอวแกร่งเอาศีรษะแนบแผ่นหลังอีกฝ่ายโดยไม่ต้องมีใครบอก
“จะไปไหน?” เจ้าของแผ่นหลังกว้างเอี้ยวตัวมาถามคนที่งอแง ทำเสียเวลาในตอนแรก
“ไปด้วย”
“ก็แค่เนี้ยะ!”