ตอนที่ 1 แตกหัก
ตอนที่ 1 แตกหัก
เสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงปร้างดังสนั่นหวั่นไหว แข่งกับเสียงสายฝนที่ตกลงมากระทบกระจกหน้าต่างคอนโดหรูใจกลางเมือง ราวกับว่าท้องฟ้ากำลังร่ำไห้ให้กับโชคชะตาที่บิดเบี้ยวของหญิงสาวผู้หนึ่ง
ภายในห้องนอนที่เคยอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความรัก บัดนี้กลับคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวโลกีย์และกลิ่นน้ำหอมฉุนกึกของผู้หญิงแปลกหน้า
“พราว! ฟังไทม์ก่อน!”
เสียงทุ้มที่เคยพร่ำบอกรักตะโกนไล่หลังมาอย่างร้อนรน
แต่ทว่าเจ้าของชื่อนั้นไม่ได้หยุดฟัง พราว หรือ พรนภัส เลิศวรินทร์ สาวสวยวัย 24 ปี
ในชุดเอื้อมยีนทะมัดทะแมง ดวงหน้าเปียกปอนไปด้วยหยาดน้ำตา
ยืนตัวสั่นเทาอยู่หน้าประตูห้องนอน ดวงตากลมโตคู่สวยที่เคยทอประกายสดใส แดงก่ำและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างแสนสาหัส
ภาพเบื้องหน้าคือ ไทม์ หรือ ธนกฤต แฟนหนุ่มที่เธอคบหามาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย
ลูกชายเจ้าของไร่องุ่นชื่อดัง กำลังรีบคว้าผ้าขนหนูมาพันกายท่อนล่างอย่างลวก ๆ บนเตียงกว้างที่ยับยู่ยี่นั้น มีหญิงสาวอีกคนนั่งชันเข่ามองมาด้วยสายตาเย้ยหยันและท้าทาย
“ฟังเหรอ? จะให้ฟังอะไรอีก ไทม์!”
พราวตวาดกลับเสียงสั่นเครือ ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่อกจนแทบหายใจไม่ออก
“ภาพมันฟ้องขนาดนี้ นายยังจะแก้ตัวอะไรอีก!”
“มันไม่ได้เป็นอย่างที่เธอคิดนะพราว ฉันกับวิ... เราแค่...”
ไทม์พยายามเดินเข้ามาจับมือเธอ แต่พราวสะบัดออกอย่างรังเกียจ
“อย่ามาแตะตัวพราว!” เธอตะโกนลั่น ฝ่ามือบางฟาดลงบนใบหน้าหล่อเหลาของแฟนหนุ่มฉาดใหญ่
เพี้ยะ!
ใบหน้าของไทม์หันไปตามแรงตบ รอยนิ้วมือห้าแถบปรากฏเด่นชัดขึ้นบนแก้มสาก
เขาหันกลับมามองพราวด้วยสายตาที่ไม่เชื่อว่าผู้หญิงที่แสนเรียบร้อยและอ่อนหวานอย่างเธอจะกล้าทำร้ายเขา
“เธอตบฉันเหรอพราว?”
ไทม์ถามเสียงต่ำ แววตาเริ่มแข็งกร้าวขึ้น
“แค่เรื่องสนุก ๆ ของผู้ชาย จะจริงจังอะไรนักหนา ไทม์ก็ยังเลือกพราวเป็นตัวจริงอยู่ดีไม่ใช่รึไง!”
คำพูดที่เห็นแก่ตัวนั้นเปรียบเสมือนมีดกรีดลงกลางใจ พราวมองหน้าผู้ชายที่เธอเคยวาดฝันว่าจะสร้างครอบครัวด้วยความผิดหวังถึงขีดสุด
“เรื่องสนุกงั้นเหรอ... ความซื่อสัตย์ของพราว ความรักของพราว มันเป็นแค่เรื่องตลกสำหรับไทม์สินะ”
พราวแค่นยิ้มทั้งน้ำตา รอยยิ้มนั้นขมขื่นจนน่าใจหาย
“พอสักทีเถอะไทม์ เราจบกันแค่นี้!”
“พราว! อย่ามางี่เง่านะ กลับมาคุยกันให้รู้เรื่อง”
ไทม์พยายามจะคว้าตัวเธอไว้ แต่พราวรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายผลักอกเขาเต็มแรง ก่อนจะวิ่งหนีออกจากห้องนรกแห่งนั้น ทิ้งเสียงตะโกนด่าทอของไทม์ไว้เบื้องหลัง
ด้านนอกสายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่งราวกับพายุเข้า
พราววิ่งลงมาที่ลานจอดรถด้วยหัวใจที่แหลกสลาย เธอพาตัวเองเข้าไปในรถคันเก่ง
สตาร์ทเครื่องยนต์แล้วเหยียบคันเร่งพุ่งทะยานออกไปสู่ถนนใหญ่โดยไม่คิดชีวิต
น้ำตามากมายไหลพรากลงมาอาบแก้มจนภาพตรงหน้าพร่ามัว เสียงสะอื้นไห้ดังระงมแข่งกับเสียงเครื่องยนต์
‘ทำไม... ทำไมต้องเป็นแบบนี้ ฉันทำอะไรผิด ฉันรักนายไม่พอเหรอไทม์’
คำถามมากมายวนเวียนอยู่ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความเสียใจแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นและความน้อยเนื้อต่ำใจ
พราวปาดน้ำตาออกจากใบหน้าอย่างลวก ๆ พยายามเพ่งมองถนน แต่ม่านน้ำตากลับบดบังทัศนวิสัยจนแทบมองไม่เห็นทาง
แสงไฟหน้ารถสาดส่องไปบนถนนเปียกลื่น ทันใดนั้น... แสงไฟจ้าจากรถบรรทุกที่สวนเลนมาก็สาดเข้าตาทันที
ปี้นนน...
เสียงแตรดังลากยาวก้องกังวานไปทั่วโสตประสาท พราวเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
เท้าเล็กเหยียบเบรกจนมิด แต่ด้วยความเร็วของรถบวกกับถนนที่ลื่นทำให้รถเสียหลักหมุนคว้างกลางถนน
“กรี๊ดดด...”
โครม!
เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหว แรงกระแทกมหาศาลทำให้ร่างกายของพราวถูกเหวี่ยงไปมาอย่างรุนแรง
ความเจ็บปวดร้าวรานแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งในโพรงจมูก
สติของพราวเริ่มเลือนราง ภาพสุดท้ายที่เธอเห็นคือเศษกระจกที่แตกกระจายและแสงไฟที่ค่อย ๆ ดับวูบลง พร้อมกับความหนาวเหน็บที่เริ่มกัดกินหัวใจ
‘ถ้าชาติหน้ามีจริง... ฉันจะไม่ขอรักคนใจร้ายอย่างนายอีกเลย...’
.
.
.
“ถึงสถานีปากช่องแล้วครับ ผู้โดยสารโปรดตรวจสอบสัมภาระ...”
เสียงประกาศตามสายที่ดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท ปลุกให้พราวสะดุ้งตื่นขึ้นจากภวังค์อันดำมืด
เฮือก!
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ ร่างกายกระตุกเกร็งด้วยความตกใจ ดวงตากลมโตเบิกโพลงขึ้นท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง
“แฮ่ก... แฮ่ก...”
พราวยกมือขึ้นทาบอก หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับกลองเพล
เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายตามไรผม เธอหันมองไปรอบ ๆ ด้วยความตื่นตระหนกและมึนงง
ที่นี่ไม่ใช่ซากรถที่พังยับเยิน ไม่ใช่โรงพยาบาลและไม่ใช่โลกหลังความตาย
แต่เป็น...
บนรถไฟ?
เสียงของล้อเหล็กที่บดเบียดไปกับรางดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
ลมร้อนอบอ้าวพัดผ่านหน้าต่างบานเลื่อนเข้ามาปะทะใบหน้า
กลิ่นสนิมเหล็กจาง ๆ ผสมกับกลิ่นฝุ่นและกลิ่นไก่ย่างที่แม่ค้าหาบเร่เดินขาย เป็นกลิ่นที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด
“นี่ฉัน... ยังไม่ตายเหรอ?”
พราวพึมพำกับตัวเองเสียงเบาหวิว ยกสองมือขึ้นมาดู พลิกซ้ายพลิกขวา ไม่มีรอยแผล ไม่มีเลือด ร่างกายครบ 32 ทุกประการ
เธอรีบคลำไปตามใบหน้าและลำตัว ทุกอย่างดูปกติ... ปกติจนน่ากลัว
“หนูจ๊ะ เป็นอะไรรึเปล่า หน้าซีดเชียว”
เสียงทักทายอย่างใจดีดังขึ้นจากหญิงวัยกลางคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ป้าคนนั้นมองพราวด้วยสายตาเป็นห่วง
“เมารถไฟหรือเปล่า เอายาดมไหม?”
พราวส่ายหน้าช้า ๆ พยายามรวบรวมสติ
“มะ... ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณค่ะป้า”
เธอรีบควานหาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าสะพายข้างใบเก่ง นิ้วเรียวสั่นระริกขณะกดปุ่มเปิดหน้าจอ สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาลมหายใจของเธอสะดุดกึก
วันศุกร์ที่ 15 มีนาคม 2xxx
ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างแทบถลน ตัวเลขปีพุทธศักราชที่ปรากฏบนหน้าจอคือปีเมื่อ...
2 ปีก่อน!
“เป็นไปไม่ได้...” พราวอุทานออกมาเบา ๆ มือไม้เริ่มเย็นเฉียบ
ความทรงจำมากมายหลั่งไหลเข้ามาในหัวราวกับน้ำป่าไหลหลาก
วันนี้... วันที่ 15 มีนาคมเมื่อ 2 ปีก่อน คือวันที่เธอนั่งรถไฟจากกรุงเทพฯ เพื่อเดินทางมาฝึกงานที่... ไร่ภักดีบดินทร์
ใช่... มันคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
เธอจำได้แม่นยำ วันนี้เธอจะเดินทางไปถึงสถานีปากช่อง แล้วไทม์แฟนหนุ่มที่เพิ่งคบกันได้ไม่นานจะมารับเธอที่สถานี
เขาพาเธอไปที่ไร่ แนะนำให้รู้จักกับพ่อของเขา แล้วเรื่องราวความรักอันแสนหวานชื่น (จอมปลอม) ก็จะเริ่มต้นขึ้นที่นั่น
พราวหลับตาลงแน่น พยายามลำดับเหตุการณ์ ความเจ็บปวดจากการถูกหักหลัง
ความรู้สึกตอนที่รถหมุนคว้าง และความตายที่เยือกเย็น ทุกอย่างมันชัดเจนเกินกว่าจะเป็นแค่ความฝัน
“ฉันย้อนเวลากลับมาจริง ๆ เหรอเนี้ย”
ริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อพึมพำออกมาแผ่วเบา
รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก ไม่ใช่เย้ยหยันใคร แต่เย้ยหยันโชคชะตาที่เล่นตลกกับเธอ
ให้โอกาสได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ในช่วงเวลาที่เธอกำลังจะก้าวเท้าเข้าไปสู่ขุมนรกแห่งความรักจอมปลอม
พราวหันหน้าออกไปมองวิวนอกหน้าต่าง ทิวทัศน์ของภูเขาหินปูนสลับซับซ้อนและทุ่งหญ้าเขียวขจีที่เคลื่อนผ่านสายตาไปอย่างรวดเร็ว
ช่างดูสวยงามและสงบนิ่ง ต่างจากพายุอารมณ์ที่โหมกระหน่ำอยู่ภายในใจของเธอ
ในชาติที่แล้ว เธอคือผู้หญิงหัวอ่อนที่บูชาความรัก ทุ่มเททุกอย่างเพื่อไทม์ ยอมให้เขาบงการชีวิต ยอมปิดหูปิดตาเรื่องความเจ้าชู้
เพียงเพราะคำว่ารักคำเดียว จนสุดท้ายต้องจบชีวิตลงอย่างน่าสมเพช
แต่วันนี้... ตอนนี้... เธอคือพราวคนใหม่
แววตาที่เคยสับสนและตื่นตระหนกค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวและมุ่งมั่น ดวงตาสีเทาอ่อนทอประกายวาวโรจน์
“ขอบคุณสวรรค์ที่ให้โอกาสฉันอีกครั้ง”
พราวกำโทรศัพท์ในมือแน่น ก้มลงมองหน้าจออีกครั้ง
ข้อความไลน์เด้งขึ้นมา ชื่อผู้ส่งคือ...
Time: ถึงไหนแล้วครับคนดี ไทม์มารอรับที่สถานีแล้วนะ คิดถึงจังเลย
หากเป็นเมื่อก่อน เธอคงรีบตอบกลับไปด้วยความดีใจจนเนื้อเต้น
พิมพ์คำหวานเลี่ยนส่งกลับไปพร้อมสติ๊กเกอร์รูปหัวใจรัว ๆ แต่ตอนนี้ เมื่อได้เห็นข้อความนั้น ความรู้สึกเดียวที่เกิดขึ้นคือความขยะแขยงและคลื่นไส้
“คิดถึงเหรอ หึ! โกหกทั้งเพ”
พราวแสยะยิ้มเย็นชา นิ้วเรียวสวยกดปิดหน้าจอโดยไม่คิดจะอ่านหรือตอบกลับ
เธอเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า แล้วหยิบตลับแป้งขึ้นมาส่องกระจก
ใบหน้าในกระจกคือพราวในวัย 22 ปีที่ยังสดใส แก้มป่องนิด ๆ ผิวพรรณเปล่งปลั่งไร้ริ้วรอยความเครียด
ดวงตากลมโตคู่สวยที่ใคร ๆ ต่างก็หลงรัก จ้องมองกลับมา
“จำความเจ็บปวดนั้นไว้ให้ดี” เธอบอกกับตัวเองในกระจก น้ำเสียงหนักแน่น “การไปที่ไร่ภักดีบดินทร์ครั้งนี้ จะต้องไม่เหมือนเดิม”
เธอไม่ได้กลับไปเพื่อเป็นเหยื่อให้เสือผู้หญิงอย่างไทม์ขย้ำเล่นอีกแล้ว แต่เธอจะกลับไปในฐานะผู้ล่า
และเป้าหมายของเธอในครั้งนี้ ไม่ใช่ลูกชายเจ้าของไร่ที่ไร้วุฒิภาวะคนนั้น
ภาพของหนุ่มใหญ่อีกคนผุดขึ้นมาในความทรงจำ...
คนที่เธอเคยกลัวและเกรงใจในชาติที่แล้ว
ผู้ชายที่มีใบหน้าคมเข้ม ดุดัน แต่แฝงไปด้วยความอบอุ่นที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ ผู้ที่เป็นพ่อแท้ ๆ ของไทม์
สิงห์ หรือ สิงหราช ภักดีบดินทร์
ครั้งนั้นเธอเคยมองข้ามเขาไป เพราะมัวแต่หลงใหลในความฉาบฉวยของลูกชาย
เมื่อมองย้อนกลับไป ช่วงเวลาที่เธอฝึกงาน คนที่คอยช่วยเหลือ แนะนำ และตักเตือนเธอด้วยความหวังดีเสมอมา กลับไม่ใช่แฟนหนุ่ม
แต่เป็น คุณอาสิงห์ เจ้าของไร่จอมดุคนนั้นต่างหาก
พราวสูดลมหายใจเข้าลึก รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปาก แต่งแต้มให้ใบหน้าหวานหยดนั้นดูเซ็กซี่และอันตรายขึ้นมาทันตาเห็น
“รอหน่อยนะคะ คุณอาสิงห์”
เธอยกมือขึ้นสางผมลอนยาวสลวยสีคาราเมลให้เข้าทรง จัดเสื้อนักศึกษาพอดีตัวให้เรียบร้อย
เตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ต่อจากนี้
เสียงหวูดรถไฟดังขึ้นยาวเหยียด เป็นสัญญาณว่าใกล้ถึงจุดหมายปลายทางแล้ว
ล้อเหล็กชะลอความเร็วลง ภาพสถานีรถไฟปากช่องค่อย ๆ ปรากฏชัดขึ้นในครรลองสายตา
พราวลุกขึ้นยืนหยิบกระเป๋าเดินทางใบเล็ก ก้าวเดินไปที่ประตูทางออกด้วยท่วงท่ามั่นใจ
ละครฉากใหม่กำลังจะเริ่มขึ้น และครั้งนี้เธอจะเป็นคนกำหนดเส้นทางใหม่เอง
“ลาก่อนนะความรักโง่ ๆ และสวัสดีชีวิตใหม่”
หญิงสาวก้าวลงจากรถไฟ ท่ามกลางแสงแดดที่สาดส่องลงมา ราวกับสปอตไลต์ที่ส่องนำทางให้เธอก้าวเดินไปสู่เกมแก้แค้นที่เดิมพันด้วยหัวใจ...
และเป้าหมายใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม