ชายหนุ่มสำรวจห้องนอนของคู่หมั้นสาวพบว่าการตกแต่งทำให้เขาทึ่งพอสมควร เพราะมันค่อนข้างเรียบและมีเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นไม่ว่าจะเป็นเตียงขนาดห้าฟุต โต๊ะทำงานที่ตั้งในห้องมีตู้หนังสือใบใหญ่วางอยู่ข้างกัน อัดแน่นไปด้วยตำราทางธุรกิจและหนังสือทั่วไป เฟอร์นิเจอร์เน้นสีขาวเทาเรียบหรูผิดจากบุคลิกของจารวีที่เธอแสดงให้สังคมเห็น
ภารัณตรงเข้าไปในห้องแต่งตัวที่เชื่อมกับห้องน้ำ เขาเปิดตู้เสื้อผ้าของจารวีเลือกเสื้อผ้าออกมาให้เธอหนึ่งชุดเป็นเดรสทางการสีดำ มีเสื้อคลุมสวมทับอีกหนึ่งชิ้น หญิงสาวตามเข้ามาเธอมองเสื้อตนเองในมือเขาแล้วเบ้หน้า
“ผมไม่ได้ถือวิสาสะคิดแทน แต่ไจ๋ช้าผมเลยต้องเลือกให้แล้วปกติผมก็เห็นไจ๋แต่งตัวแบบนี้อยู่แล้ว” เขาพูดหลังจากที่เดาได้ว่าเธอคิดอะไร
จารวีนิ่งคิดก่อนจะยอมรับว่าต่อให้เขาไม่เลือกให้เธอก็คงเลือกแนวนี้อยู่ดี
“ขอบคุณค่ะ ออกไปก่อนสิไจ๋จะแต่งตัว”
เธอเปิดลิ้นชักเก็บชุดชั้นในออกมาเลือก ภารัณชำเลืองมองก่อนจะตอบว่า
“ขอโทษที ผมลืมคิดถึงชุดชั้นใน เอาไว้รอบหน้าจะเตรียมให้พร้อม”
“ไม่ต้องพูด”
เธอเสียงสูงก่อนจะหันมาดันตัวเขาออกไปจากห้อง ปิดประตูห้องแต่งตัวเสียงดังจนชายหนุ่มอดหัวเราะเบาๆ ไม่ได้
สายวันนั้นทั้งสองไปถึงที่ทำงานของภารัณก่อนเวลานัดประมาณครึ่งชั่วโมง
“เห็นไหมบอกแล้วว่ามาทัน จะให้มาเร็วๆ ทำไมคะ” จารวีบ่นขณะที่เดินตามคู่หมั้นตรงมาที่ห้องทำงานของเขา
“เรื่องที่อาเจตน์บอกว่าอยากให้คุณมาทำงานที่นี่กับผม ไจ๋คิดหรือยังว่าจะมาตอนไหน” เขาถามถึงเรื่องที่บิดาเคยบอกเธอเมื่อนานมาแล้ว
“ถ้ามาทำงานที่นี่แล้วงานฉันล่ะ มาไม่ได้หรอกค่ะคุณก็บอกพ่อไปสิว่าไม่ได้อยากได้ผู้ช่วย” หญิงสาวหน้าตื่น
“ตอนแรกผมก็ไม่ได้อยากได้ผู้ช่วยนะ แต่มาคิดอีกทีก็ดีเหมือนกัน การทำงานคงมีสีสันไปอีกแบบ”
เขาตอบเห็นสีหน้าของจารวีแล้วรู้สึกชอบเหลือเกินเวลาหญิงสาวทำหน้ากระอักกระอ่วนใจแบบนี้
“ไม่ได้สิ ฉันมาจะทำให้ออฟฟิศคุณปั่นป่วนเปล่าๆ นะ”
“ไม่เป็นไร ถ้าเรื่องนั้นผมจัดการคุณให้เรียบร้อยได้”
ก๊อกๆๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้น เลขานุการของภารัณเข้ามาพร้อมกับถาดเครื่องดื่ม
“กาแฟค่ะบอส ส่วนของคุณไจ๋เป็นน้ำเปล่านะคะ เห็นว่าคุณไม่ทานอะไรหวานๆ”
วิไลเรขาพูดด้วยน้ำเสียงเนิบนาบที่จารวีไม่เคยชอบ และเธอคิดว่าแม่คนนี้ต้องมีปัญหาอะไรสักอย่างกับเธอ
“ฉันเคยบอกคุณตอนไหนเหรอคะว่าไม่ชอบของหวาน”
“เอ่อ ก็เห็นคุณไจ๋ดูแลรูปร่างดี วิไลเลยคิดว่า..” เลขาสาวเสียงตะกุกตะกัก
“เสิร์ฟอะไรให้ผมก็ต้องจัดให้คุณไจ๋แบบนั้น เธอจะทานหรือเปล่าไม่ใช่เรื่องของคุณต้องคิดแทน”
เสียงของภารัณทำให้คำพูดของจารวีเงียบลง เธอพอใจในระดับหนึ่งที่คู่หมั้นหนุ่มช่วยออกตัวแทน วิไลเรขารีบพึมพำขอโทษก่อนจะขอตัวไปจัดของว่างมาให้ใหม่ เลขาสาวคิดในใจว่าเหตุใดเธอจึงเคยได้ยินมาว่าเจ้านายไม่ชอบคู่หมั้นจนทำให้ตนเองมีอคติไปด้วย
ทั้งสองมองเลขานุการที่รีบออกไปหลังจากที่ประตูห้องปิดลง ชายหนุ่มจึงพูดเรื่องที่คุยค้างไว้เมื่อครู่
“คุณวิไลเรขาเพิ่งมาทำหน้าที่เป็นเลขาผมไม่นาน เขาอาจจะยังไม่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร”
จารวีมองหน้าเขา เธอยิ้มขณะที่ตอบไปว่า
“งั้นฉันจะมาช่วยงานคุณชั่วคราวก็ได้ ถ้าคุณให้สิทธิ์กำกับดูแลการทำงานของเลขาคุณว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ”
แต่ถึงจะตั้งใจไว้ว่าจะไปคลินิกนิรนามหลังจากทำธุระเช้าแล้ว แต่จารวีกลับหัวหมุนกับเรื่องยุ่งยากหลังจากที่เมธัสผู้ช่วยของเธอรายงานเรื่องที่บริษัท
“เดี๋ยวฉันเข้าไป”
หญิงสาวตอบสั้นๆ และหันมาบอกภารัณ “ต้องเข้าบริษัทค่ะ นายเมษโทรมาบอกว่ามีปัญหา”
“ปัญหาอะไร” ชายหนุ่มถามกลับ
“ก็เรื่องคุณอาๆ ทั้งหลายค่ะ ตามปกติ” หญิงสาวพูดถึงบรรดาอาหรือน้องสาวของเจตน์ที่มีทั้งหมดสามคน และทุกคนมักจะก่อความวุ่นวายเสมอในยามที่บิดาของเธอไม่อยู่
“จะให้ผมไปด้วยไหม”
อีกเรื่องหนึ่งที่เขาไม่ชอบใจนักคือบรรดาญาติผู้ใหญ่ของคู่หมั้นสาว คุณอาสามคนของจารวีมักจะสอดรู้และยื่นมือเข้ามาวุ่นวายเรื่องในครอบครัวของเจตน์ และมักจะลามปามมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องส่วนตัวของเขากับจารวีด้วย
“ไม่เป็นไรค่ะ ไจ๋จัดการได้”
ขืนเธอยอมให้ภารัณไปด้วยเรื่องคงวุ่นวายกว่าเดิมอย่างไม่ต้องเดา หญิงสาวคิดในใจ
“งั้นผมไปส่ง” ชายหนุ่มพูดเมื่อเห็นเธอรวบช้อน พวกเขากำลังรับประทานอาหารกลางวันใกล้อิ่มแล้วพอดีตอนที่เธอรับสายเมธัส
จารวีขมวดคิ้วเมื่อกลับมาถึงห้องทำงานของตนเองในอีกยี่สิบนาทีต่อมา ความที่สำนักงานของเธอและภารัณอยู่ในตึกเดียวกันแต่คนละชั้นทำให้การมาส่งที่ภารัณพูด จึงเป็นเพียงการแวะมาที่ชั้นสิบสอง เดินมาส่งเธอที่หน้าบริษัทและกลับไปขึ้นลิฟต์ต่อไปยังชั้นที่สิบแปดอันเป็นสำนักงานของเขา
“นี่เกิดอะไรขึ้น”
เธอกวาดตามองไปรอบห้องที่จำได้ว่ามันเคยมีโต๊ะทำงานของเธอเพียงตัวเดียว แต่ตอนนี้ในห้องกลับมีโต๊ะมาตั้งเพิ่มอีกสองชุด
“คุณปรียาภรณ์สั่งให้เอาโต๊ะมาตั้งในห้องคุณไจ๋ เธอบอกว่าพรุ่งนี้คุณแป๋มจะมาทำงานกับคุณไจ๋ครับ” คำตอบของเมธัสทำให้จารวีคิ้วกระตุก นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน
“แล้วอีกตัวล่ะ” เธอชี้ไปยังโต๊ะทำงานอีกชุดที่วางคนละมุมห้อง เวรกรรมถ้ามีอีกตัวจะกลายเป็นสี่ทิศเลยนะนี่ แล้วอะไรคือความสงบของเธอ
“นั้นคุณวรรณิกาสั่งมาเหมือนกันครับ เธอบอกว่าพรุ่งนี้คุณอ้ายจะมาช่วยงานคุณไจ๋ที่นี่เหมือนกับคุณแป๋ม”
เมธัสเหงื่อตก เขาเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกหรือว่าเขาก้าวเท้าออกจากบ้านผิดข้างหรือเปล่า ทำไมวันนี้มีแต่เรื่องน่าปวดหัว
“ยกออกไปให้หมด” จารวีชี้นิ้วสั่ง “เดี๋ยวนี้...เมธัสไม่งั้นฉันจะหักเงินเดือนเธอ”
“ครับ”
เมธัสรีบยกหูโทรศัพท์ภายในสั่งให้เรียกแม่บ้านและพนักงานชายมาช่วยกันจัดการตามคำสั่งของเจ้านาย
ชายหนุ่มอ่อนวัยกว่าเจ้านายสาวเพียงหนึ่งปีรีบตอบรับ เขาเองอยากได้คำสั่งชัดเจนแบบนี้มาตั้งแต่ชั่วโมงที่แล้ว ได้แต่รอจารวีมาจัดการเองเพราะเขาขัดปรียาภรณ์และวรรณิกาไม่ได้
เมธัสเป็นหลานของนางละเอียด แม่ครัวและอดีตพี่เลี้ยงของจารวี เขาและจารวีโตมาด้วยกันและวัยที่ห่างกันเพียงหนึ่งปีทำให้คนทั้งสองสนิทสนมกันอย่างยิ่ง จารวีกล้าบอกได้เต็มปากเลยว่าเธอไว้ใจเมธัสและนางละเอียดป้าของเขายิ่งกว่าญาติแท้ๆ เสียอีก
และเป็นไปตามที่เมธัสคาด หลังจากที่โต๊ะทำงานสองชุดนั้นถูกยกออกจากห้องทำงานของเจ้านายสาวไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ปรียาภรณ์และวรรณิการีบมาที่ห้องทำงานของจารวีทันที ทั้งสองมาโวยวายขอเข้าพบเจ้าของห้อง
“ไจ๋ทำแบบนี้ไม่เห็นหัวอาเลยหรือยังไง ถึงให้คนมายกโต๊ะยายแป๋มออกจากห้องของเรา”
“ใช่ โต๊ะของยายอ้ายก็เหมือนกัน ไจ๋รังเกียจน้องเหรอถึงไม่ให้ใช้ห้องด้วยกัน”
“ไม่ได้รังเกียจค่ะแต่ไจ๋ไม่สะดวก ว่าแต่ใครอนุมัติให้อ้ายกับแป๋มมาทำงานที่ห้องไจ๋เหรอคะ”
“ในรายงานการประชุมครั้งที่แล้วมีบอกว่าบอร์ดอนุมัติให้น้องมาทำงานกับไจ๋ ถ้าเราไม่เคยอ่านอาก็ไม่แปลกใจหรอก เพราะอาเป็นห่วงบริษัทหรอกนะถึงเสนอตัวให้น้องมาช่วยเรา” ปรียาภรณ์ตอบเป็นเชิงเหน็บ
“รายงานการประชุมกรรมการครั้งล่าสุด มติที่ประชุมหัวข้อที่แปดหน้าที่สามสิบห้า บอกไว้แค่ให้แป๋มกับอ้ายมาทำงานกับไจ๋แต่ไม่ได้มีตรงไหนบอกว่าไจ๋จะให้สองคนนั้นมานั่งทำงานในห้องเดียวกัน หรือถ้าคุณอาอ่านรายงานแล้วเข้าใจแบบนั้น ไจ๋คิดว่าคุณอาทั้งสองน่าจะมีปัญหาเรื่องการใช้ภาษาและการตีความนะคะ”
เมธัสที่กำลังเปิดรายงานการประชุมแบบออนไลน์อยู่รีบหาหน้าสามสิบห้าทันที
'ว้าว คุณไจ๋เจ๋งมากสงสัยฟลุกเดาถูก' เมธัสยกนิ้วให้เจ้านายสาวอยู่ด้านหลังของปรียาภรณ์และวรรณิกา