จุดเริ่มต้นของเรา

1902 คำ
จุดเริ่มต้นของเรา “ผมจะรับผิดชอบเด็ก ในช่วงที่คุณท้องคุณก็ย้ายมาอยู่ที่นี่ก่อน ผมจะดูแลเรื่องการกินอยู่เอง” “แล้วหลังจากนั้นล่ะคะ” “พอคุณคลอดแล้ว ยกเด็กให้ผมแล้วถ้าคุณอยากเรียนต่อ ผมจะให้เงินก้อนนึงเป็นค่าใช้จ่าย คุณอยากไปเรียนที่ไหนก็ได้ส่งรายละเอียดมาเดี๋ยวผมรับผิดชอบเอง” “คุณจะแย่งลูกไปจากหนูเหรอคะ” “คุณจะยังเป็นแม่ของเด็กเสมอ แต่ตอนนี้ถ้าไม่ยกลูกให้ผมคุณจะเอาอะไรเลี้ยงลูกล่ะ คิดเยอะๆ อย่าเอาแต่ใจตัวเอง” อังกูรพูดจบก็ลุกขึ้นเตรียมตัวกลับเพราะหมดธุระของเขาแล้ว “เก็บของให้พร้อม พรุ่งนี้ผมจะส่งคนมารับ” เจ็ดเดือนต่อมา ณิชชาก้มลงหอมแก้มลูกชาย เด็กชายรติวัชร์ในวัยแรกเกิดด้วยความรักและยากจะตัดใจอย่างยิ่ง แต่เธอก็ต้องตัดใจเพื่อให้ลูกได้มีอนาคตที่ดีหากได้อยู่กับพ่อของเขา “ผมทำเรื่องจดทะเบียนรับรองบุตรเรียบร้อยแล้ว คุณไม่ต้องเป็นห่วง ยังไงก็มีชื่อคุณเป็นแม่ของน้องวินแน่นอน” อังกูรพูดขณะที่รอรับร่างเล็กจ้อยในห่อผ้าจากหญิงสาว “หนูจะยังได้เจอลูกจริงๆ ใช่ไหมคะคุณ” เธอถามอีกครั้งขณะที่ปาดน้ำตาตัดใจส่งลูกให้เขา อังกูรรับเด็กชายมาอุ้มก่อนจะตอบเธอ “ถ้าในวันข้างหน้าที่คุณโตเป็นผู้ใหญ่กว่านี้ และไม่มีอะไรด่างพร้อยให้เสียหาย คุณจะได้เจอลูกในฐานะแม่ของเขา ผมสัญญา” หกปีต่อมา “คุณณิชชาแน่ใจนะครับ ว่าอยากทำงานที่ห้างสาขาสำนักงานใหญ่จริงๆ” ยงธนัทหรือย้ง ผู้ช่วยคนสนิทของอังกูรที่รู้เรื่องระหว่างณิชชากับเจ้านายของตนดี ว่าเธอเป็นแม่ของลูกชายคนเดียวของเขา เพราะเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่แรกที่อังกูรสั่งให้เขาดูแลเธอในช่วงตั้งครรภ์ รวมถึงการดูแลที่ทางที่ส่งให้เธอไปเรียนต่อหลังจากคลอดรวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ของหญิงสาว “ค่ะคุณย้ง ณิชอยากเจอลูก อยากเจอน้องวินคุณย้งก็รู้ว่าคุณต้นไม่เคยตอบกลับข้อความของณิช ไม่เคยส่งรูปตาหนูให้ณิชดูเลยสักครั้ง หรือเขาอาจจะบล็อกณิชไปแล้วด้วยซ้ำ” ในระหว่างเรียนณิชชาพยายามติดต่ออังกูรเพื่อขอพูดคุยและดูรูปลูกบ้าง แต่อังกูรไม่เคยรับสายเธอ และไม่เคยตอบกลับในทุกช่องทางการติดต่อ จนหญิงสาวเข้าใจได้ว่าที่เขาส่งเธอไปเรียนเมืองนอกก็เพราะไม่อยากให้เธอได้มีโอกาสกลับมาหาเด็กชายรติวัชร์นั่นเอง หญิงสาวไปเรียนต่อหกปีคือระดับปริญญาตรีสี่ปีและต่อโทอีกสองปี ในหกปีที่ผ่านมานั้นทุกวันเกิดของลูกเธอจะได้เพียงรูปของลูกชายผ่านยงธนัทเป็นผู้ส่งให้เท่านั้น แต่ไม่เคยได้พูดคุยและแน่นอนว่าเด็กชายไม่มีโอกาสได้เจอหน้าแม่เช่นกัน “แล้วคุณณิชไม่กลัวว่าคุณต้นจะรู้เรื่องคุณหนูหวานเหรอครับ” ยงธนัทถามเรื่องที่เขาอึดอัดใจมาตลอดหลายปี เขาไม่รู้ว่าทั้งอังกูรและณิชชาคิดอะไรกันอยู่ถึงไม่พูดกันตรงๆ ต้องให้คนกลางอย่างเขารับรู้เรื่องและก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเก็บมันไว้ในใจคนเดียว ณิชชานิ่งไปเมื่อได้ยินเช่นนั้น ทั้งสองคนยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อก็ต้องมองไปทางบันไดเมื่อได้ยินเสียงตึงตัง “ม่ามี้หายไปไหน ฮือ” เด็กหญิงวัยหกขวบเดินลงบันไดมา ผมเผ้ารุงรังเพราะเธอเพิ่งตื่นนอน ณิชชารีบลุกไปจูงลูกลงบันไดมาทันที “โอ๋ ม่ามี้คุยกับลุงย้งอยู่ค่ะลูก น้อง‍หวาน‍หวานสวัสดีคุณลุงหรือยังคะ” เด็กหญิงหยุดร้องไห้ เธอมองลุงย้งตาแป๋วก่อนที่มารดาจะปล่อยมือเธอและให้วิ่งไปหาชายหนุ่ม เด็กหญิงรติชาหรือน้อง‍หวาน‍หวานย่อตัวไหว้ชายหนุ่มตรงหน้าจนเขารับไหว้แทบไม่ทัน “สวัสดีค่ะคุณลุง” “สวัสดีครับคุณหนู ไม่ต้องไหว้ลุงก็ได้ครับ” เขาพูดอย่างลำบากใจ อย่างไรก็ลูกสาวเจ้านายถึงเจ้านายจะไม่รู้ก็เถอะ! และนี่คือสิ่งที่เขาลำบากใจมาตลอด ในตอนที่ณิชชาอัลตรา‍ซา‍วนด์พบว่าตนเองท้องลูกแฝด เธอได้ขอร้องไม่ให้เขาบอกอังกูรว่ามีลูกแฝดเพราะทนไม่ได้ที่จะถูกพรากลูกไปทั้งสองคน ยงธนัทยอมทำตามแต่มีข้อแม้ว่าเขาจะต้องรู้ความเป็นไปของสองแม่ลูก เธอต้องบอกเป็นระยะว่าเด็กหญิงรติชาปลอดภัยแข็งแรงดี และตัวณิชชาเองต้องยอมรับให้อังกูรส่งเสียค่าใช้จ่ายระหว่างเรียนเพื่อให้ตัวยงธนัทแน่ใจว่าลูกสาวของเจ้านายที่อยู่กับแม่จะไม่ลำบาก ต่อมาณิชชาได้เข้าไปทำงานที่สำนักงานใหญ่ของห้างเอ็มจี โดยที่ได้รับความร่วมมือจากยงธนัทในการหาตำแหน่งที่ไม่จำเป็นต้องเจอกับอังกูร และไม่ได้จำเป็นต้องเข้าพบผู้บริหารคนอื่นๆ มากนัก “แผนกลูกค้าสัมพันธ์เหรอคะ” “ครับ เป็นรองหัวหน้าแผนกฝ่ายลูกค้าต่างประเทศ ทำงานดูแลลูกค้าต่างชาติที่ติดต่อเข้ามา รับเรื่องร้องเรียนและประสานงานต่างๆ ปกติพนักงานในแผนกจะทำงานเป็นกะเช้ากับกลางวัน ไม่ต้องทำงานวันหยุดไม่มีโอที แต่รองหัวหน้ากับหัวหน้าแผนกเข้างานตามเวลาปกติได้” “ได้ค่ะได้ ไม่มีปัญหา” เธอรับปากไว้ก่อน เพียงแค่นี้ก็ถือว่ายงธนัทช่วยเต็มที่แล้ว ตอนแรกเธอคิดไว้ว่าหากต้องทำงานเข้ากะตามระบบของงานห้าง ที่ตั้งใจไว้คือว่าหากวันไหนที่เลิกดึกเธอจะจ้างพี่เลี้ยงให้อยู่ดูแลน้อง‍หวาน‍หวานเพิ่มเวลาไป และเพราะว่าคนอื่นทำได้เธอเองก็ต้องทำได้หญิงสาวจึงไม่อยากมีปัญหาให้ถูกเพ่งเล็ง “โอเคครับ วันจันทร์คุณณิชเข้าไปรายงานตัวได้เลย” การเริ่มต้นทำงานของณิชชาที่ห้างเอ็มจีผ่านไปอย่างราบรื่น จากวันแรกเวลาล่วงเลยมาอีกสามเดือนโดยที่เธอไม่เคยได้เจอทั้งน้องวิ‍นลูกชายและอังกูรเลย “น้องวิน เมื่อไหร่แม่จะได้เจอลูกนะ” หญิงสาวห่มผ้าให้ลูกสาวอีกคน ใจก็พลางคิดถึงลูกชายฝาแฝดที่ถูกแยกไปตั้งแต่แรกคลอดด้วยความคิดถึง แม้ว่าจะมีลูกสาวอีกคนอยู่ตรงนี้ การมีอยู่ของน้อง‍หวาน‍หวานอาจจะช่วยเยียวยาจิตใจเธอให้ดีขึ้นได้บ้าง แต่เธอก็ยังคิดถึงลูกชายอีกคนอยู่ดี ความคิดถึงไม่ได้ลดลงแม้สักนิด “หวานหวานขา แม่อยากบอกว่าหนูมีพี่ชายอีกคนนะลูก” แม้จะเข้าทำงานที่ห้างเอ็มจีแล้ว แต่เธอก็ยังเพียรพยายามในการส่งข้อความไปหาอังกูร เพื่อขอพบและขอคุยกับลูกบ้างแต่ก็เช่นเคยที่ไม่เคยมีข้อความใดตอบกลับมา อังกูรขมวดคิ้วเมื่อได้รับข้อความจากณิชชาเป็นเนื้อหาเดิมๆ ที่เขาแทบจะไม่ต้องเปิดอ่านก็รู้ว่าเธอส่งมาว่าอะไร เขาเคยคิดว่าตอนนั้นเธอยังเด็กมากหากณิชชาได้ไปสู่โลกกว้าง ไปพบชีวิตใหม่ เธอจะลืมลูกชายคนนี้ไปเอง แต่หลายปีที่ผ่านมาก็ดูเหมือนว่าเขาจะคิดผิด เพราะเธอยังเพียรพยายามขอร้องให้เขาอนุญาตให้เธอได้คุยกับลูกบ้าง ‘หรือว่าเธอไม่ยอมไปไหน เพราะหวังเรื่องเงิน’ ชายหนุ่มคาดเดา จากนั้นเขาจึงนึกได้ว่ารายงานค่าใช้จ่ายของเขาที่มีการโอนจ่ายให้ณิชชามาตลอดหกปีนั้น ในช่วงสองเดือนหลังไม่มีรายการโอนของณิชชาอีกแล้ว รองประธานหนุ่มของห้างสรรพสินค้าปลีกและส่งวัยสามสิบห้า กดอินเตอร์คอมถามเลขาหน้าห้องของเขาทันที “คุณสุ ย้งอยู่ไหม” “อยู่ค่ะบอส คุณย้งเพิ่งกลับเข้ามาสักครู่เองค่ะ” ได้ยินดังนั้น อังกูรจึงลุกออกจากห้องเขาเปิดประตูเดินผ่านเลขานุการสาวตรงไปยังห้องทำงานของยงธนัทที่อยู่ติดกันทันที “อุ๊ย ท่าทางจะเรื่องด่วน เจ้านายถึงเดินไปหาคุณย้งเองเลย” อังกูรผลักประตูห้องทำงานของผู้ช่วยคนสนิทโดยที่ไม่ได้ให้เสียงก่อน ทำให้อีกฝ่ายสะดุ้งรีบวางสายที่พูดค้างอยู่ “แค่นี้นะครับ สวัสดีครับเดี๋ยวผมติดต่อไปใหม่” “ตกใจอะไร นายก็คุยไปสิ” อังกูรตอนแรกที่ไม่คิดอะไร พอเห็นท่าทางแปลกๆ ของอีกฝ่ายก็เริ่มสงสัย “ตกใจอะไรเฮีย ผมเปล่าสักหน่อย แล้วเฮียมีอะไรเดินมาถึงนี่ เรียกผมไปหาที่ห้องก็ได้” “นายมีพิรุธมาก จะบอกดีๆ ไหมว่าปิดบังอะไรอยู่” อังกูรคาดคั้น “ไม่มี้... ไม่มีอะไรเลยเฮีย” ยงธนัทมองหน้าเจ้านายและรุ่นพี่ก่อนจะยอมรับ “เฮ้อ... ก็แค่ลูกค้าคอมเพลนมาเรื่องป้ายราคาไม่ตรงกับสินค้าน่ะพี่ แล้วซีเอสใหม่รับเข้ามายังทำงานได้ไม่ค่อยถูก” “ก็ส่งไปเทรน เทรนไม่ผ่านก็ไม่ต้องให้ผ่านโปร” “ก็คงแบบนั้นล่ะครับ ว่าแต่เฮียมีเรื่องอะไร” “บันทึกการเงินเดือนนี้ ทำไมไม่มีค่าใช้จ่ายของณิชชา” “คุณณิชบอกว่าเธอเรียนจบแล้วครับ ไม่อยากรบกวนเฮียแล้ว” ยงธนัทเริ่มเก็บไม้เก็บมือไม่อยู่ จนต้องรีบเปิดคอมมาดูงานไปด้วย คุยกับอังกูรไปด้วย “แล้วเขากลับมาแล้วเหรอ ทำไมไม่มีใครบอกฉัน” ‘ใคร’ ที่ว่าก็หมายถึงยงธนัทเต็มๆ เพราะชายหนุ่มเป็นคนเดียวที่รู้เรื่องของณิชชา เป็นคนที่อังกูรมอบหมายหน้าที่ให้ดูแลเรื่องของณิชชาเพียงคนเดียว “เอ่อ... คงงั้นมั้งครับ” จะให้เขาตอบว่าอย่างไรล่ะ จะให้บอกเลยไหมว่าณิชชาเพิ่งเข้าทำงานที่นี่เมื่อไม่กี่เดือนก่อน “นี่นายไม่รู้เหรอว่าณิชชาอยู่ไหน” อังกูรมองลูกน้องอย่างไม่ใคร่เชื่อถือนัก ไอ้หมอนี่ปกติมันรู้ทุกเรื่อง ทำเกินหน้าที่เสมอแล้วจะไม่รู้เรื่องของณิชชาได้อย่างไร “มะ... ไม่ครับ พอดีว่าช่วงนี้ผมประสานงานเรื่องการก่อสร้างสำนักงานใหม่ของเราที่จีนด้วย เลยไม่มีเวลาไปตามเรื่องของคุณณิชชาเท่าไหร่ แต่จริงๆ แล้วเธอไม่ติดต่อมาก็ดีแล้วนี่ครับ เฮียจะได้สบายใจเรื่องน้องวิน” “เขาเพิ่งส่งไลน์มาขอเจอน้องวินเมื่อสิบนาทีก่อน” อังกูรพูดเสียงเรียบ “แล้วทำไมเฮียไม่ให้น้องวินเจอแม่บ้างละ เฮียเคยรับปากกับคุณณิชเธอไม่ใช่เหรอว่าจะไม่กีดกันเธอกับลูก” เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยงธนัทไม่เคยเข้าใจว่าอังกูรคิดอะไรอยู่ แล้วถ้าอังกูรรู้ว่าตนเองมีลูกสาวอีกคนชายหนุ่มจะเป็นอย่างไร ยงธนัทแทบไม่กล้าคิดต่อ
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม