เสียงซุบซิบ

1409 คำ
หลังจากที่ณิชชากลับลงไปทำงานแล้ว บรรดาทีมผู้ช่วยเลขาของอังกูรก็เกิดเสียงซุบซิบว่าอังกูรเรียกหญิงสาวขึ้นมาทำไมเป็นนานสองนาน “ทำงานกันได้แล้วจ้ะพวกเธอ ถ้าคุณย้งหรือบอสมาเจอระวังจะเป็นเรื่อง” สุพรรษาเดินมาปรามเมื่อมองมายังเห็นสาวๆ สามสี่คนจับกลุ่มคุยกันไม่เริ่มทำงานสักที “คุณสุคะ เมื่อกี้ณิชขึ้นมาทำอะไรเหรอคะ” เมลินดาเป็นตัวแทนหมู่บ้านถามเรื่องที่อยากรู้ สรรพนามที่หล่อนใช้เรียกณิชชาทำให้สุพรรษาชะงักมองหน้าเจ้าตัว “ทำไมเรียกคุณณิชชาเขาสั้นๆ แบบนั้น รู้จักกันเหรอจ๊ะ” “ใช่ค่ะ เมลกับณิชเคยเรียนโรงเรียนเดียวกัน ก็คนที่ตอนนั้นเมลบอกคุณสุว่ามีเพื่อนทำงานอยู่ที่ออฟฟิศข้างล่างไงคะ ที่ว่าจะชวนมาสมัครงานข้างบนแต่ว่าณิชเขาบอกว่าไม่ถนัด” “อ้อ คุณณิชเองหรอกเหรอที่เราบอกพี่ตอนนั้น” “ค่ะคนนี้ล่ะ เมลเลยไม่เซ้าซี้เพราะว่าณิชอาจจะมีวุฒิไม่ถึงก็ได้ เจ้าตัวเขาคงรู้เลยบอกว่าไม่ถนัด” เมลินดาพูดต่อ สุพรรษาขมวดคิ้ว “คุณณิชเนี่ยนะ วุฒิไม่ถึง” เท่าที่เธอรู้มาข้อมูลคือณิชชาจบการศึกษาระดับปริญญาโทด้านบริหารองค์กรจากต่างประเทศด้วยซ้ำแล้วจะเอาอะไรมาบอกว่าวุฒิไม่ถึง เธอคิดว่าตำแหน่งปัจจุบันที่ณิชชาทำอยู่ตอนนี้ต่างหากที่ไม่เหมาะสมวุฒิ “คุณณิชจบโทบริหารจากเมืองนอก เร็วๆ นี้น่าจะได้ย้ายมาทำตำแหน่งผู้บริหารอีกคนบนชั้นนี้ด้วยซ้ำ นี่เธอเป็นเพื่อนกับคุณณิชจริงรึเปล่าทำไมไม่รู้ล่ะ” เที่ยงวันนั้นณิชชาแจ้งลางานครึ่งวันบ่ายเรียบร้อยแล้ว จึงออกมาจากแผนกตรงไปยังลานจอดรถผู้บริหารด้านหลังอาคาร หญิงสาวนัดอังกูรไว้ว่าจะไปเจอกันที่นั่น โดยไม่ให้เขามารับที่แผนกให้เป็นที่เอิกเกริกและถูกจับตามอง “ทำไมต้องรีบล่ะคะ” หญิงสาวหงุดหงิดเล็กน้อย เพราะว่าวันนี้เป็นวันจันทร์ที่แน่นอนว่างานกองสุมเต็มโต๊ะ “อีกไม่กี่วันผมต้องไปจีน ถ้าเรื่องบ้านเรียบร้อยภายในหนึ่งอาทิตย์ก็คิดว่าช่วงนั้นจะให้น้องวินมาอยู่กับณิช ถ้าณิชดูแลลูกสองคนไหวเพราะว่าไปนานหลายวันไม่อยากทิ้งน้องวินไว้กับที่บ้าน” เหตุเพราะช่วงที่เขาจะไปจีน เสี่ยกวงและคุณนายอิสรีย์ผู้เป็นบิดามารดาหรือปู่ย่าของเด็กๆ ก็มีแพลนต้องเดินทางไปสิงคโปร์เช่นกัน ชายหนุ่มคิดว่าหากเป็นดังนั้นการให้น้องวินมาอยู่กับณิชชาก็เป็นการเปิดโอกาสให้เธอได้ใช้เวลากับลูกได้สมใจ ณิชชาเปลี่ยนท่าทีฉับพลันเมื่อได้ยินประโยคที่ว่า การได้อยู่กับลูกทั้งสองคนตามลำพังโดยไม่มีอังกูรอยู่ด้วย เธอย่อมสบายใจมากกว่าจึงรีบตอบรับ “ได้เลยค่ะ ณิชดูแลเด็กๆ ได้ไม่ต้องห่วงนะคะ” ทั้งสองแวะรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านประจำของอังกูรซึ่งอยู่ไกลจากห้างพอสมควร เพราะเขารู้ว่าหญิงสาวจะสบายใจมากกว่าหากไม่มีพนักงานของห้างมาพบว่าเขาและเธอมาด้วยกัน จากนั้นจึงเข้าไปที่บริษัทจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ชื่อดังที่เขาใช้บริการเป็นประจำ อังกูรให้สิทธิ์ณิชชาในการเลือกเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เข้าบ้านใหม่ทั้งห้องนอนของเธอและหวานหวาน จะมีในส่วนของห้องนอนลูกชายที่ชายหนุ่มช่วยออกความเห็นให้ในฐานะที่รู้ใจกันมากกว่า “ไม่เกินสามวันครับคุณอังกูร ทุกอย่างจัดส่งเรียบร้อยพร้อมติดตั้งและใช้งานได้เลย” “ขอเป็นงานด่วน รบกวนทางทีมงานด้วยนะครับ ถ้ามีค่าใช้จ่าย ค่าล่วงเวลาพนักงานเป็นพิเศษคิดรวมได้เลย” ชายหนุ่มยื่นบัตรเครดิตให้และสำทับอีกครั้ง ซึ่งฝ่ายนั้นก็ยิ้มกว้างโค้งให้อย่างสุดตัว “ทางเราจะบริการให้อย่างเต็มที่เพื่อความพอใจอย่างสูงสุดของลูกค้า ขอบคุณที่เลือกให้เราได้ดูแลนะครับ” ออกจากที่นั่นก็พอดีได้เวลาเด็กๆ เลิกเรียน อังกูรขับรถไปรับน้องวินก่อนเพราะเลิกเรียนเร็วกว่าเนื่องจากไม่ได้เรียนพิเศษ “ปกติใครไปรับน้องวินที่โรงเรียนเหรอคะ” หญิงสาวถามระหว่างอยู่บนรถ “ผมไปรับลูกเองทุกวัน ยกเว้นว่ามีงานที่ปลีกตัวไม่ได้หรือว่าไปเมืองนอก ไปต่างจังหวัด” อังกูรรู้ตัวว่าตนเองงานยุ่งหากไม่ตั้งใจจัดสรรเวลาให้ลูกเป็นตารางที่แน่นอน เขาจะไม่มีเวลาที่ว่างสำหรับเด็กชายเลย ณิชชามองเขาอย่างประหลาดใจปนทึ่ง “แล้วตอนเช้าล่ะคะ” “ตอนเช้าแบม น้องสาวผมน่ะ น้องสาวคนเล็กจะไปส่งน้องวินเพราะว่าเขาเข้าออฟฟิศก่อนผม จะออกจากบ้านก่อนเลยอาสาไปส่ง” นอกจากการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูก อังกูรเองก็ไม่ลืมว่าลูกควรต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ในครอบครัว เขาจึงยอมให้สมาชิกคนอื่นในบ้านมีส่วนร่วมในการดูแลลูก เพราะรู้ว่าเด็กที่ขาดแม่ย่อมต้องการความใส่ใจเป็นพิเศษไม่ว่าจะในช่วงเวลาใดของชีวิต เมื่อไปถึงชายหนุ่มจัดการแจ้งทางโรงเรียนเรื่องการขอเพิ่มชื่อผู้ปกครองที่สามารถรับส่งลูกได้คือณิชชาอีกคน จากที่เดิมจะมีแค่เขาและอันธิกาที่ลงทะเบียนไว้กับทางโรงเรียน “วันนี้แม่มาด้วย” เด็กชายวิ่งเข้ามาหาณิชชาอย่างดีใจที่เห็นแม่มารับพร้อมกับบิดา “เดี๋ยวเราไปรับน้องหวานที่โรงเรียนก่อน แล้วพ่อจะพาไปกินข้าวหิวหรือยังลูก” ชายหนุ่มลูบศีรษะเด็กชายที่กอดแขนแม่แจไม่ยอมปล่อย ส่วนณิชชาดึงเป้ที่น้องวินสะพายออกมาจะหิ้วเอง แต่เขาเอื้อมมือไปรับมาใส่ท้ายรถและเปิดประตูด้านหลังให้น้องวินขึ้นไปนั่ง “เมื่อไหร่วินกับน้องจะได้เรียนด้วยกันละฮะแม่... พ่อ” “เทอมหน้าครับลูก ว่าแต่วินจะย้ายไปเรียนกับน้องหรือให้น้องย้ายมาหาวินดี” “วินย้ายเองก็ได้พ่อ น้องจะได้ไม่ต้องหาเพื่อนใหม่ วินเป็นผู้ชายวินหาเพื่อนง่าย” เด็กชายแปดขวบอาสาทำให้พ่อแม่มองหน้ากัน ณิชชาเอี้ยวตัวไปมองลูกชายแล้วยิ้มอย่างภูมิใจ “ขอบใจนะลูก แต่เดี๋ยวรอถามน้องก่อนก็ได้นะคะ” เธอยอมรับว่าอังกูรเลี้ยงลูกได้ดีในระดับหนึ่งทีเดียว อย่างน้อยน้องวินก็มีทัศนคติที่ดีถ้าเทียบกับอายุของเขาที่ยังคงเป็นเด็กแปดขวบ หากแต่ในเย็นวันนั้นบนโต๊ะอาหารเย็นที่ชายหนุ่มพาแวะรับประทานก่อนจะไปส่งณิชชาและหวานหวานที่บ้าน คำตอบของเด็กหญิงก็ทำให้คนเป็นพ่อและแม่ถึงกับหัวเราะ “หนูย้ายไปเรียนกับพี่วินก็ได้ค่ะแม่ พี่วินบอกว่าโรงเรียนพี่เขาไม่มีเรียนพิเศษ การบ้านก็น้อย” “แล้วหนูจะไม่คิดถึงเพื่อนที่โรงเรียนเก่าใช่ไหมคะลูก” เด็กหญิงหยุดคิด “ก็คงคิดถึงสิคะแม่ แต่ถ้าคิดถึงมากๆ หนูขอให้แม่โทรหาเพื่อนให้ก็ได้” “เด็กๆ ครับ อาทิตย์หน้าเราคงได้ย้ายไปอยู่บ้านใหม่กันแล้วนะลูก” อังกูรบอกข่าวดีกับลูกฝาแฝด เด็กทั้งสองส่งเสียงเฮอย่างดีใจ “แบบนี้หนูจะได้ว่ายน้ำทุกวันเลยใช่ไหมคะพ่อ” “วินก็จะได้นอนกับแม่กับน้องแล้ว ดีใจจัง” “แต่ว่าพอย้ายแล้ว อีกวันสองวันหลังจากนั้นพ่อต้องไปทำงานที่เมืองจีน วินจะอยู่บ้านแม่ได้ไหมครับลูกสักเจ็ดวันถ้าพ่อไม่อยู่” เด็กชายพยักหน้าทันทีไม่ลังเล “ได้เลยฮะพ่อ วินจะดูแลแม่กับน้องเอง” อังกูรมองหน้าลูกชาย “ไม่คิดก่อนสักหน่อยเหรอครับก่อนตอบ” เด็กชายส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่ฮะวินอยู่กับแม่ได้ พ่อไปทำงานได้เลย สู้ๆ ครับพ่อ”
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม