ในวันที่อาจจะสายไป

1792 คำ
สามปีผ่านไป ปกปราชญ์กลับมาถึงแผ่นดินไทยอย่างเงียบ ๆ เขาไม่ได้บอกให้ใครมารับไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือคนที่ทำงาน ชายหนุ่มมีเวลาพักอีกหนึ่งสัปดาห์ก่อนจะต้องไปรายงานตัวที่บริษัท เขาจึงตั้งใจว่าอยากอยู่เงียบ ๆ ตามลำพังก่อน เขาเรียกรถแท็กซี่สนามบินมาส่งที่บ้านซึ่งเคยเป็นเรือนหอของเขากับพริมาด้วย ปกปราชญ์ยังหวังลึก ๆ ว่าเมื่อกลับมาเขายังอาจจะได้พบเธอรออยู่ที่บ้านหลังนี้ แต่ชายหนุ่มก็ต้องผิดหวังเมื่อบ้านทั้งหลังเงียบสนิทและว่างเปล่า จากสภาพของบ้านทำให้รู้ว่าที่นี่ไม่มีคนอยู่มานานมากและอาจจะนานเท่าเวลาที่เขาไปญี่ปุ่นคือสามปีก็ว่าได้ 'แนน... ไม่อยู่รอผมจริงๆ เหรอ' เขาคิดในใจ หนึ่งปีก่อนหน้าที่จะกลับไทยเขาพยายามติดต่อเธอผ่านทางโซเชียลทุกช่องทางรวมถึงทางโทรศัพท์แต่ไม่เคยมีการตอบกลับของพริมา แม้กระทั่งติดต่อไปทางบ้านของหญิงสาวก็ไม่เคยได้คำตอบว่าพริมาไปไหน ทำอะไรอยู่ ทุกคนในครอบครัวของเธอยังคุยกับเขาเช่นเดิมแต่เป็นเขาเองที่เป็นฝ่ายไม่สบายใจหรือรู้สึกผิดที่ทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้กับบิดามารดาของพริมาในวันแต่งงานไม่ได้ 'ตราบใดที่ยังรักกันก็อย่าปล่อยมือกันนะลูก คู่ชีวิตคือคนที่เดินไปด้วยกัน เป็นคู่คิด ถ้ามีปัญหาอะไรก็อย่าทิ้งไว้ข้ามวันรีบเคลียร์กันนะลูก' เขานึกถึงคำขอของคุณพริ้มมารดาของพริมา ในวันนั้นเขาตอบด้วยความมั่นใจมาก 'ผมจะดูแลแนนไปตลอด เราจะจับมือกันเดินไปด้วยกันแน่นอน คุณแม่ไม่ต้องกังวลนะครับ' แต่เขาไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งเขาจะเป็นฝ่ายผิดคำพูดเมื่อมีความก้าวหน้าทางการงานเข้ามาเป็นตัวแปร ปกปราชญ์ไม่สบายใจที่ผิดสัญญาด้วยการปล่อยให้ปัญหาล่วงเลยข้ามคืนมาจนเป็นเวลาสามปีที่เขาคิดว่าพร้อมที่จะเคลียร์ทุกอย่างกับพริมา แต่เขาไม่ได้รู้สึกผิดเพราะเขาแน่ใจว่าเขาทำเพื่อความมั่นคงในอนาคตและนั่นมันย่อมเป็นอนาคตของครอบครัวด้วย ปกปราชญ์มาที่ร้านอาหารของพริมาที่ทำกับเพื่อน ชายหนุ่มมองร้านอย่างไม่แน่ใจเมื่อมันเปลี่ยนไปจากที่เขาจำได้อย่างสิ้นเชิง ร้านอาหารนั้นไม่มีอีกแล้วและกลายเป็นร้านขายเครื่องใช้สำหรับเด็กขนาดใหญ่แทน “รับอะไรดีคะ” พนักงานขายต้อนรับเขาอย่างดี “เอ่อ... ผมจำได้ว่าตรงนี้เคยเป็นร้านอาหารไม่ทราบว่าเปลี่ยนมานานหรือยังครับ” พนักงานสาวทำท่าคิดก่อนจะตอบอย่างไม่แน่ใจ “เอ... ร้านนี้ก็มีมาสองปีแล้วนะคะเท่าที่หนูมาทำงานที่นี่ แต่ก่อนหน้านั้นไม่แน่ใจค่ะ” “ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมาก” ชายหนุ่มเดินออกจากร้านนั้นและตัดสินใจกลับขึ้นรถยนต์เพื่อไปที่บ้านของคุณพริ้มมารดาพริมาแทน “คุณผู้หญิงไม่อยู่ค่ะคุณโอม” สาวใช้ประจำบ้านของพริมาแจ้งเขาว่าคุณพริ้มมารดาของหญิงสาวไม่อยู่บ้าน เมื่อเขามาขอพบท่านในบ่ายวันนั้น “คุณแม่ไปไหน แล้วแนนล่ะอยู่ไหม” “คุณแม่ไปโรงพยาบาลค่ะ พี่แนนก็อยู่ที่นั่นด้วย” สร้อยสนตอบแทน เธอเป็นน้องสาวของพริมาหญิงสาวกำลังจะออกจากบ้านตามไปสมทบกับมารดาและพี่สาว มาได้ยินคำถามของอดีตพี่เขยพอดี “ใครเป็นอะไรครับน้องหนม” ปกปราชญ์มีลางสังหรณ์แปลก ๆ แต่เขาภาวนาว่าขอให้มันไม่เกี่ยวกับพริมา น้องสาวอดีตภรรยามองเขานิ่ง แววตามีแววขึ้งโกรธที่ ปกปราชญ์เข้าใจดีว่าเพราะอะไร แต่เธอก็ยอมตอบเสียงเรียบ “พี่แนนเป็นลมค่ะ พวกเราเลยพาส่งโรงพยาบาลแล้วก็ได้รู้จากคุณหมอประจำของพี่แนนว่าเขาเป็นเนื้องอกในมดลูก พี่โอมกลับมาจากญี่ปุ่นแล้วเหรอคะ ถ้ามีเวลาและอยากไปเยี่ยมคนไข้ก็เชิญไปด้วยกันก็ได้” ปกปราชญ์นิ่งขาแข็งเหมือนถูกสาป คำภาวนาของเขาไม่ส่งผลเมื่อทราบพริมาป่วยเป็นโรคร้าย “คนไข้ตรวจพบเนื้องอกตั้งแต่สามปีก่อนแล้วครับ แต่ก้อนไม่โตมาก หมอนัดติดตามอาการมาเรื่อย ๆ การโตของมันทำให้สบายใจได้ในระดับหนึ่งว่าไม่ใช่เนื้อร้าย” แพทย์เจ้าของไข้กล่าวกับญาติคนป่วยซึ่งปกปราชญ์ฟังอยู่ด้วย ชายหนุ่มคิดทบทวนคำพูดของหมอกลับไปกลับมา 'สามปีแล้ว' หมายถึงว่าพริมารู้ตัวว่าป่วยก่อนที่เขาจะไปญี่ปุ่น แล้วทำไมเธอไม่บอกเขา คำถามของเธอเมื่อสามปีก่อนกลับเข้ามาในความคิด 'แล้วความก้าวหน้ามันมีแค่ทางเดียวเหรอโอม ความก้าวหน้าหรือความสำเร็จที่เดินไปได้แค่คนเดียว โอมต้องการมันจริง ๆ ใช่ไหม' เขาเพิ่งเข้าใจคำพูดประโยคนั้นของเธอในวันนี้เอง “ผมกราบขอโทษครับแม่” ปกปราชญ์ก้มลงกราบคุณพริ้มที่ห้องพักผู้ป่วย ตอนนั้น พริมายังหลับอยู่เพราะฤทธิ์ยาแก้ปวดอย่างแรงที่หมอสั่งจ่ายระงับอาการปวดท้องของคนไข้ “ไม่เป็นไรลูก ชีวิตคู่เป็นเรื่องของคนสองคนรักได้ก็เลิกได้ เราไม่ผิดหรอกไม่ต้องคิดมาก” “ไม่ครับแม่ ผมรักแนนรักมาตลอด ผมแค่อยากไปทำงานไม่ได้คิดอยากเลิกกับแนนเลย” คุณพริ้มไม่ได้พูดอะไรเรื่องนี้อีก ลูกสาวนางโตแล้วและเด็กสองคนก็ตัดสินใจกันเองโดยที่ไม่ได้มาปรึกษาผู้ใหญ่ ท่านจึงไม่มีอะไรจะพูดหรือตำหนิไม่ว่าจะลูกสาวหรืออดีตลูกเขยก็ตาม “วันนี้แนนคงยังไม่ตื่นง่าย พยาบาลเพิ่งมาฉีดยาให้เมื่อกี้ โอมกลับไปก่อนก็ได้นะ วันหลังค่อยมาเยี่ยมใหม่” คุณพริ้มตัดบท “ไม่ครับแม่ ผมจะอยู่ดูแลแนนเอง แม่กลับไปพักผ่อนที่บ้านก็ได้นะครับตอนนี้ก็เย็นมากแล้ว” “ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ต้องรบกวนพี่โอมหรอก เรื่องของพี่แนนคนในครอบครัวเราดูแลกันเองได้” สร้อยสนที่นั่งฟังมานานอดไม่ไหวจนต้องขัดขึ้น “เอ่อ.. คุณ ผมว่าให้พี่เขยคุณช่วยดูพี่สาวหรือว่าจ้างพยาบาลพิเศษดีไหม ถ้าวันนี้คุณไม่กลับไปนอนบ้านเดี๋ยวพรุ่งนี้เราตกเครื่องนะ” เสียงชายคนหนึ่งที่อยู่มุมห้องพูดขึ้นมา ปกปราชญ์เพิ่งได้หันไปมองเขาว่านอกจากเขาและคุณพริ้ม สร้อยสนแล้วยังมีคนอื่นอยู่อีกในห้องนั้น “นั่นสิ หนมต้องไปทำงานพรุ่งนี้นี่ งั้นกลับไปเถอะลูกแม่อยู่กับพี่แนนเขาเอง” คุณพริ้มเห็นด้วยกับชายหนุ่มคนนั้น ท่านหันมาคุยกับเจ้าตัวโดยตรง “แม่ฝากยายหนมด้วยนะคะคุณธง ขอให้งานราบรื่นค่ะ” สร้อยสนลุกขึ้นด้วยอาการไม่เต็มใจนักแต่ก็ยอมลุกออกไปโดยดี โดยมีชายหนุ่มคนนั้นเดินไปด้วยกัน เมื่อคนทั้งสองออกไปแล้ว คุณพริ้มจึงพูดกับปกปราชญ์บ้าง “แม่ว่าโอมกลับไปก่อนเถอะ แนนตื่นมาแม่จะบอกเขาว่าโอมมาหา” ชายหนุ่มอยากดึงดัน แต่สถานะของเขาในวันนี้ที่หย่าขาดกับ พริมาแล้วทำให้เขาไม่มีสิทธิ์จะดื้อแพ่ง ชายหนุ่มนึกด่าตนเองว่าสามปีก่อนเขาไม่ควรยอมหย่ากับเธอง่าย ๆ แบบนั้นเลย “ครับแม่ พรุ่งนี้ผมจะมาแต่เช้า” ชายหนุ่มกลับมาถึงเรือนหอหลังเดิม เขานึกย้อนไปในตอนสามปีก่อนหลังจากที่หย่าขาดกับพริมาแล้วและเดินทางไปญี่ปุ่นตามแผนเดิม เขาพบพริมาที่ญี่ปุ่นหลังจากเดินทางไปถึงที่นั่นแค่สามสัปดาห์ “นี่แนนพูดไม่รู้เรื่องเหรอ ผมบอกแล้วว่าทางบริษัทไม่อยากให้ครอบครัวผมมาด้วย” เขาอดโมโหไม่ได้เมื่อเจอเธอในซูเปอร์มาร์เก็ตในวันจ่ายตลาดประจำสัปดาห์ พริมามองเขาแววตาเธอนิ่งขณะที่คุยกับเขา “จำได้ค่ะ แต่ตอนนี้เราไม่ได้เป็นครอบครัวเดียวกันนี่คะ บริษัทคุณไม่น่าว่าอะไร หากคุณบังเอิญเดินไปเจอคนรู้จักโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ” ปกปราชญ์ชะงัก เขาลืมไปว่าหย่ากับเธอแล้ว กว่าจะรู้ตัวพริมาก็เดินจากไปไกล ชายหนุ่มรีบวิ่งตามไปจนทันเขาจับมือเธอไว้ “แนน อย่าโกรธผมได้ไหม ผมขอโทษสำหรับทุกอย่างแต่ว่ารอผมนะ สามปีเท่านั้นนะแนน” พริมายืนนิ่งครู่หนึ่ง หญิงสาวเบี่ยงตัวออกจนข้อมือหลุดจากการเกาะกุม “อย่าขอให้แนนรอคุณเลยค่ะ เรื่องของเรามันจบตั้งแต่เราคิดไม่เหมือนกันแล้ว จะสามปีหรือพรุ่งนี้หรือว่า...ชาติหน้า บางทีเราก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรที่มาถึงก่อนกัน” เธอถอยห่างจากเขา “แนนแค่อยากมาเห็นว่าคุณสบายดีก็ดีใจแล้ว ที่เมืองไทยเราไม่ได้ลากัน งั้นเราลากันตรงนี้นะคะ ดูแลตัวเองดี ๆ นะ อย่าหักโหม อย่านอนดึก อย่าลืมกินข้าว” เธอหยุดเพื่อมองหน้าเขาอีกครั้ง “ลาก่อนนะคะ” ในวันนั้นเขาใจหายเมื่อเธอเดินจากไปจนลับตา ใจหนึ่งอยากวิ่งตามพริมาไปแต่อีกใจบอกตัวเองว่าสักวันเธอคงเข้าใจ คนทุกคนย่อมต้องเติบโตไปคู่กับมีความรักที่โตขึ้น ถึงวันนี้เขารู้แล้วว่าคนที่ไม่เข้าใจอะไร ๆ คนที่ยังไม่โตในวันนั้นไม่ใช่พริมาแต่คือตัวเขาเองต่างหาก “แนนตื่นแล้วเหรอลูก” เสียงมารดาที่ดังแว่วมาทำให้หญิงสาวที่เริ่มขยับตัวพยายามลืมตามอง “คะแม่” เธอตกใจกับเสียงของตัวเองที่แหบแห้งพอ ๆ กับลำคอที่แห้งผาก นี่เธอหลับไปนานแค่ไหนกันนะ “วันนี้แนนหลับไปนานเชียว ตาโอมมาแน่ะ” คุณพริ้มบอกบุตรสาวพลางส่งแก้วน้ำให้เธอจิบ พริมาชะงักเธอเงยหน้ามองมารดา “เขามาเหรอคะ” “จ้ะ เขาจะขอเฝ้าแนนแต่แม่บอกให้กลับไป เห็นว่าเพิ่งกลับจากญี่ปุ่น”
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม