ตอนที่1:ขมิ้น
"สวัสดีค่ะทุกคน! ขอบคุณที่เข้ามาดูไลฟ์ของขมิ้นนะคะ ใครเอฟเสื้อตัวนี้ไม่ทันไม่ต้องเสียใจนะค๊า เดี๋ยวพรุ่งนี้มีล็อตใหม่มาลงแน่นอน กดแชร์ให้ขมิ้นด้วยนะคะ เสื้อผ้าสวยๆ ลงในเพจแล้วติดตามได้เลยนะค๊าาา ขมิ้นไปก่อนน๊า บ๊ายบายค่ะ!"
ฉันคลี่ยิ้มหวานที่สุดให้กับกล้องสมาร์ทโฟน ก่อนจะกดปุ่มยุติการถ่ายทอดสด ลมหายใจเฮือกใหญ่ถูกพ่นออกมาพร้อมกับแผ่นหลังที่เอนพิงเก้าอี้ทำงานอย่างอ่อนแรง
ฉันชื่อ ‘ขมิ้น’ ค่ะ อายุ 25 ปีพอดิบพอดี ชีวิตตอนนี้ถือว่าอยู่ในช่วงขาขึ้นสุดๆ เพราะพึ่งเรียนจบหมาดๆ แทนที่จะไปสมัครงานออฟฟิศกินเงินเดือนเหมือนเพื่อนคนอื่น ฉันกลับเลือกเดินตามฝันด้วยการเปิดแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง ซึ่งตอนนี้มันกำลังไปได้สวยเลยทีเดียว
ความสำเร็จทั้งหมดนี้ ฉันยกเครดิตให้ผู้หญิงที่เก่งที่สุดในโลก... แม่ของฉันเอง แม่ทำงานธนาคาร กัดฟันสู้ส่งฉันเรียนจนจบ แถมยังเป็นกำลังใจสำคัญตอนฉันเริ่มหัดไลฟ์ขายของใหม่ๆ ตอนนั้นคนดูแค่หลักหน่วยเองนะ แต่ตอนนี้เหรอ? หึๆ หลักพันแล้วจ๊ะ! ส่วนพ่อ... ชื่อนี้เลือนรางในความทรงจำมาก เพราะเขาเดินออกจากชีวิตเราไปตั้งแต่ฉันยังจำความไม่ได้ แต่ไม่เป็นไรหรอก เพราะแม่คนเดียวก็เป็นทั้งพ่อและแม่ที่วิเศษที่สุดแล้ว
"เฮ้อ... หิวชะมัด"
ฉันบ่นพึมพำพลางบิดขี้เกียจ มองออกไปนอกหน้าต่างคอนโดหรูใจกลางเมืองที่แม่ซื้อไว้ให้ตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัย เพราะบ้านเราอยู่ไกลจากเขตเมืองพอสมควร แม่เลยอยากให้ฉันอยู่สบายๆ แต่พอเรียนจบ แม่ก็เริ่มบ่นเช้าบ่นเย็นเรื่องให้ย้ายกลับบ้าน
‘ขมิ้น... จบแล้วก็กลับมานอนบ้านเราสิลูก คอนโดปล่อยเช่าก็ได้’
เสียงแม่ลอยมาในหัว แต่ฉันก็ยังดื้อแพ่งอยู่ต่อ ก็มันชินนี่นา อยู่มาตั้งหลายปี สะดวกทุกอย่าง แถมร้านอาหารใต้คอนโดก็อร่อยถูกปากสุดๆ
ฉันเช็กยอดออเดอร์ในแท็บเล็ตอีกนิดหน่อย ก่อนจะคว้ากระเป๋าสะพายใบเก่ง เดินลงจากคอนโดมุ่งหน้าไปยังร้านอาหารตามสั่งเจ้าประจำ วันนี้ฉันเข้าสายกว่าปกติเพราะมัวแต่จัดเซตไลฟ์สด แต่ก็นั่นแหละ... ร้านนี้ไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับ ‘ข้าวหมูกรอบ’ ของโปรดของฉัน
"ป้าคะ หมูกรอบไข่ดาวไม่สุกจานนึงค่ะ!" ฉันตะโกนสั่งเสียงใส ก่อนจะหย่อนก้นลงนั่งที่โต๊ะตัวเดิมที่ว่างอยู่
ระหว่างรออาหาร ฉันก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กคอมเมนต์ในเพจ พลางไถหน้าจอดูเทรนด์แฟชั่นไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง...
"อะแฮ่ม!"
เสียงกระแอมไอที่ดูตั้งใจเกินเหตุทำเอาฉันสะดุ้งเล็กน้อย ตามด้วยประโยคที่ทำให้ฉันต้องเงยหน้าขึ้นจากจอ
"ชื่ออะไรครับ/เอ่อ.. น้อง"
สองเสียงประสานกันดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง ฉันเงยหน้าขึ้นมองอย่างตกใจ แล้วก็ต้องตาค้าง เมื่อพบกับผู้ชายสองคนยืนประกบหัวโต๊ะและท้ายโต๊ะของฉัน
คนแรก... มาในสไตล์ ‘เจ้าพ่อแบดบอย’ เสื้อเชิ้ตสีดำปลดกระดุมบนสองเม็ด เผยให้เห็นแผงอกรำไร ผมเซตทรงอย่างดี กลิ่นน้ำหอมราคาแพงฟุ้งกระจายจนฉันมึนหัว หน้าตาเขาจัดว่าหล่อเหลาเอาการ แต่สายตาแพรวพราวดูเจ้าชู้จนน่ากลัว
คนที่สอง... ต่างกันลิบลับ เขาดูเข้มขรึม ผิวเข้ม หน้าตาคมสันแต่ดุดันเหมือน ‘ทรงโจร’ ที่หล่อที่สุดในสามโลก ใส่เสื้อยืดสีเรียบๆ แต่กล้ามแขนที่โผล่พ้นแขนเสื้อออกมานั่นทำเอาฉันลอบกลืนน้ำลาย
"เอ่อออ... คือพวกพี่เป็นใครหรอคะ?" ฉันถามออกไปอย่างซื่อๆ (และหวาดระแวง)
"คือ... / คือ..." ทั้งคู่พยายามจะอธิบายพร้อมกันอีกครั้ง จนกระทั่งคนในชุดเชิ้ตเริ่มฟาดงวงฟาดงา
"เห๊ย! กูพูดก่อน มึงมาทีหลังกู ถอยไป!" เขาหันไปตะคอกใส่ชายร่างเข้ม พร้อมเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงท่าทางยี่หระ
"ทำไมต้องให้มึงพูดก่อน ในเมื่อกูมาก่อน?" ชายหน้าดุสวนกลับด้วยเสียงต่ำทรงพลัง สายตาทั้งคู่จ้องเขม็งใส่กันจนมีกระแสไฟฟ้าสปาร์คกลางอากาศ
บรรยากาศเริ่มไม่มาคุ... ไม่ใช่แค่นั้น แต่มันกำลังจะกลายเป็นสนามรบ!
"งะ...งั้นขอฉันขอตัวก่อนนะคะ พอดีว่า..." ฉันเริ่มเห็นท่าไม่ดี ข้าวหมูกรอบก็ยังไม่ได้ แต่ชีวิตสำคัญกว่า ฉันรีบลุกขึ้นกะจะชิ่งหนีไปจากตรงนี้ให้ไวที่สุด
"หยุด!! / เดี๋ยว!!"
ทั้งสองคนหันมาตะโกนใส่ฉันพร้อมกันอีกครั้ง ฉันสะดุ้งโหยงจนตัวโยน นี่มันอะไรกันเนี่ย! ฉันแค่มาสั่งข้าวหมูกรอบนะ ไม่ได้มาถ่ายละครรักสามเส้า!
"มะ...มีอะอะไรหรอคะ" ฉันถามเสียงสั่นพยายามทำใจดีสู้เสือ
"น้อง... / คือ..."
"ว้อยยยย! พูดพร้อมกันอีกแล้ว!" ฉันอยากจะตะโกนใส่หน้าพวกเขาทั้งคู่จริงๆ
"เห๊ย! มึงจะแทรกทำเxี้ยไรวะ" ไอ้พี่หนุ่มแบดบอยเริ่มฟาดพิงด้วยคำหยาบ
"ต่ำ... สำเนียงส่อภาษากริยาส่อสกุล" หนุ่มหน้านิ่งตอกกลับด้วยประโยคเจ็บจี๊ด
เพียงแค่นั้นแหละ ทั้งคู่ก็พุ่งเข้าหากันอย่างเอาเรื่อง ฉันที่อยู่ตรงกลางระหว่างสงครามประสาทและกำลังจะกลายเป็นสงครามหมัดมวย รีบยื่นมือไปดันหน้าอกคนตัวโตทั้งสองออกจากกันตามสัญชาตญาณ
"ใจยะเย็นๆ ค่ะ! โอ๊ยยย... นี่มันอะไรกันคะเนี่ย!"
ฉันโดนทั้งคู่เบียดจนตัวแทบแบน กลิ่นน้ำหอมปนกับกลิ่นเหงื่ออ่อนๆ ของลูกผู้ชายทำเอาฉันหายใจไม่ออก สถานการณ์ตอนนี้มันบ้าบอที่สุด ใครก็ได้ช่วยขมิ้นด้วยยยยย!