ตอนที่14เก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์

1666 คำ
ทันทีที่หญิงสาวลงจากเกวียน เธอเดินไปสำรวจจุดเดิมที่เคยวางของขาย เมื่อเห็นว่ายังว่างอยู่จึงคลี่ผ้าที่เตรียมมาออกแล้วปูลงบนพื้น จากนั้นจึงเดินเข้าไปยังซอกตึกเพื่อเตรียมสินค้าของวันนี้มาวางขาย เนื่องจากตั้งใจจะปล่อยสินค้าจำนวนมากขึ้น จึงต้องเดินขนของหลายรอบหน่อยกว่าจะได้ของครบ เพียงไม่นานแอปเปิ้ลผลใหญ่น่าทานจำนวนสี่ลังก็วางลงบนข้างผืนผ้าเรียบร้อย ข้างกันยังมีสาลี่และองุ่นที่วางอยู่ในลังเช่นกันอีกอย่างละสองลัง เธอยังคงขายเนื้อแพ็คอย่างดีเช่นเดิม โดยไม่ลืมของแห้งอย่างหมูแผ่น หมูฝอย และหมูหยองอย่างละสามสิบแพ็ควางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ หลังจากเรียงสินค้าชิ้นสุดท้ายเสร็จก็พอดีกับที่ลูกค้ารายแรกมาติดต่อซื้อพอดี จางซิ่วอิงพอจำได้ว่าหญิงชราที่แต่งตัวดูดีตรงหน้าเป็นลูกค้าประจำของร้านเธอ คุณยายท่านนี้มักมาซื้อเนื้อแพ็คของเธอไปคราวละห้าถึงสิบแพ็คทุกครั้ง คาดว่าคนที่บ้านคงเยอะน่าดู แต่คราวนี้หลังจากหยิบเนื้อเช่นทุกวันแล้ว แทนที่จะจ่ายเงินและจากไปอย่างทุกครั้ง กลับหันมาสนใจอาหารแปรรูปลักษณะแปลกตา “คืออะไรเหรอแม่ค้า?”หญิงชราท่าทางใจดีถามแม่ค้าด้วยน้ำเสียงแปลกใจไม่น้อย ตั้งแต่เกิดมาจนแก่ป่านนี้เธอเองก็พึ่งเคยเห็นสิ่งเหล่านี้เช่นกัน เมื่อสบโอกาสแม่ค้าสาวจึงยิ้มตอบกลับไป พร้อมกับแกะเนื้อหมูแปรรูปทีละแพ็คเพื่อให้ลูกค้าได้ชิมก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งบทสนทนาที่ไม่เบานักเรียกความสนใจจากคนี่อยู่โดยรอบให้เดินมาชิมอีกหลายคน ระหว่างนั้นจางซิ่วอิงสังเกตเห็นสีหน้าพึงพอใจของหลายคนจึงเริ่มอธิบายข้อมูลของสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่ามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะหมูหวานที่ใช้น้ำตาลค่อนข้างมาก ทั้งยังใช้เวลาปรุงและเคี่ยวค่อนวันกว่าจะได้หมูหวานที่รสชาติอร่อยเช่นนี้ จากนั้นจึงตบท้ายด้วยประโยคที่มัดใจลูกค้าได้อยู่หมัด “เนื้อแปรรูปเหล่านี้สามารถทานกับข้าวต้มก็เข้ากันได้ดี กับข้าวขาวหุงร้อน ๆ ยิ่งเจริญอาหาร ทั้งยังสามารถเก็บได้นานถึงสองเดือนโดยที่คุณภาพยังคงเดิมหากยังอยู่ในแพ็คเหมาะสำหรับกักตุนไว้ในช่วงฤดูหนาวนี้มากทีเดียวค่ะ” พูดเสร็จไม่ลืมส่งยิ้มการค้าออกมาอย่างที่ชอบทำ เมื่อฤดูหนาวมาถึงอาหารทุกอย่างล้วนหาได้ยาก และถึงแม้จะหาได้ราคาแต่ละอย่างก็สูงลิบจนบางบ้านไม่อาจจับต้องได้ เช่นนั้นมีบ้านไหนบ้างล่ะอยากอยู่อย่างอดอยาก อีกอย่างจากที่ขายสินค้าที่นี่เธอสังเกตไว้แล้วว่าลูกค้าในตลาดมืดค่อนข้างกระเป๋าหนัก ดูได้จากการควักเงินซื้อเนื้อจากเธอทีละหลายแพ็คโดยไม่กระพริบตานั่นสิ ไหนจะผลไม้ที่สามารถจับจ่ายได้โดยไม่ต่อรองราคาสักคำ นี่ไม่เรียกว่าร่ำรวยแล้วจะเรียกว่าอย่างไรได้อีก “ราคาเท่าไหร่เหรอแม่ค้า?”เสียงของชายหนุ่มที่อยู่ด้านหลังดังแหวกอากาศเข้ากระทบกับใบหูของแม่ค้าสาวอย่างพอดิบพอดี เมื่อเห็นว่าลูกค้าคนอื่นยังรอฟังอยู่ด้วยเช่นกันจึงยกยิ้มกว้าง ก่อนตอบออกไปด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าอย่างไรก็ขายได้ “ฉันขายเพียงแพ็คละ 25 หยวนเท่านั้นค่ะ สินค้ามีจำนวนจำกัด ไม่แน่ว่าหลังจากนี้อาจจะไม่มีอีกแล้วก็ได้นะคะ” ทันทีที่แม่ค้าพูดจบลูกค้าหลายรายมีสีหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย แต่ก็เลือกซื้อกลับไปคนละหลายแพ็คทีเดียว เมื่อมีสินค้าที่ดึงดูดลูกค้าได้มากพอสินค้าอย่างอื่นก็พลอยขายได้ไปด้วย จางซิ่วอิงทั้งหยิบสินค้าใส่ถุง ตอบคำถามลูกค้า ทั้งทอนเงินจนมือเป็นระวิง ผ่านไปราวชั่วโมงเศษตรงหน้าเธอก็เหลือเพียงผ้าปูรองที่ว่างเปล่า และลูกค้ารายสุดท้ายที่กำลังเดินจากไป มือเรียวหยิบผ้าปูผืนยาวขึ้นมาพับเก็บอย่างอารมณ์ดี ยังเหลือเวลาอีกมากกว่าเกวียนกลับหมู่บ้านจะออกเดินทาง วันนี้เธอคิดว่าจะเดินไปดูเมล็ดพันธุ์ที่หว่านไว้สักหน่อยว่าเป็นอย่างไรบ้าง “สวัสดีค่ะคุณป้าหลี่”หญิงสาวเดินเข้ามาในร้านขายอาหารแห้งตระกูลเฉิง พอดีกับหญิงวัยกลางคนที่เธออยากพบก็เดินออกมาพอดี ใบหน้าเล็กเผยรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะกล่าวทักทายเถ้าแก่เนี๊ยของร้านอย่างมีมารยาท “ซิ่วอิง ป้ากำลังจะออกไปหาเธอที่ตลาดมืดอยู่พอดี”หลี่ฟางอิงคว้ามือเล็กของหญิงสาวรุ่นลูกให้เดินตามเข้ามาในร้าน ใบหน้าที่เริ่มมีริ้วรอยแสดงความดีใจออกมาอย่างไม่ปิดบัง “ไปหาฉัน? มีอะไรเหรอคะ? หรือสินค้าที่ให้ไปมีปัญหา”ถึงจะถามไปอย่างนั้น ทว่าในใจของเธอกลับรู้ดีอยู่แล้วว่าเรื่องอะไร อีกอย่างเมื่อนึกถึงเม็ดเงินที่กำลังหลั่งไหลเข้ากระเป๋าจากหลายทาง ในใจก็รู้สึกลิงโลดไม่น้อย “ฮ้ายยย!! ปัญหาอะไรกันล่ะ ดีมากเลยต่างหาก”หลี่ฟางอิงยิ้มกว้าง พลางโบกมือไปมา ก่อนจะเล่าเรื่องที่ลูกสาวและลูกเขยได้บอกเอาไว้ก่อนไป ซึ่งในวันที่ลูกสาวมาเยี่ยมบ้านเธอทำอาหารจานเนื้อและอย่างอื่นอีกหลายอย่างขึ้นโต๊ะเพื่อต้อนรับลูกเขยที่เธอแสนภาคภูมิใจ โดยบนโต๊ะนั้นมีของแถมที่เด็กสาวคนนี้แถมให้ครั้งก่อนด้วย ซึ่งทันทีที่ทั้งคู่ได้ทานก็รู้สึกถูกใจอย่างมาก ถึงกับถามที่มาและราคา เธอจึงบอกไปว่าเป็นของแถมได้มาไม่เสียเงิน และด้วยเป็นอาหารแปรรูปที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ลูกสาวจึงเสนอให้เธอติดต่อนำมาขายที่ร้าน ส่วนลูกสาวเองนั้นก็อยากแบ่งไปขายที่ร้านต่างอำเภอของเธออีกด้วย วันนี้หลี่ฟางอิงจึงตั้งใจว่าจะติดต่อกับแม่ค้าอย่างจางซิ่วอิง เพื่อรับของเหล่านี้มาขายที่ร้านของตนเองและลูกสาว จางซิ่วอิงที่ตั้งใจฟังทุกอย่างเงียบ ๆ ก็เข้าใจได้ในทันที เพราะนี่คือเมล็ดพันธุ์ที่เธอจงใจหว่านเอาไว้ตั้งแต่แรก และเช่นเดิมเธอไม่ลืมสาธยายกรรมวิธีแสนยุ่งยากของอาหารเหล่านี้เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับมัน “อันที่จริงฉันขายอยู่ในตลาดมืดแพ็คละ 25 หยวนค่ะ แต่ฉันจะให้คุณป้าในราคาส่งคือแพ็คละ 20 หยวน คุณป้าตกลงไหมคะ?” หลี่ฟางอิงคิดคำนวณในใจเพียงเงียบ ๆ ครู่หนึ่งจึงตอบออกมา “ราคานี้ไม่มีปัญหาเลย แต่ฉันอยากจะขออะไรสักอย่าง” แม้จะพอเดาได้อยู่บ้าง แต่สำหรับการคุยเรื่องการค้าจางซิ่วอิงไม่รีบร้อนที่จะพูดทุกสิ่งออกไป หญิงสาวเลือกที่จะฟังและเก็บข้อมูลจากอีกฝ่ายมากกว่าและพูดคุยแค่ที่จำเป็นก็เพียงพอแล้ว “อะไรหรือคะ?” “ฉันอยากทำเป็นสัญญาระยะยาว อีกอย่างในสัญญาจะต้องระบุว่าเธอจะขายให้ป้าเพียงเจ้าเดียว”หญิงวัยกลางคนตอบออกไปอย่างที่ได้คิดไว้ พลางสังเกตุสีหน้าของเด็กสาวเป็นระยะ “ตกลงค่ะ ฉันจะให้ลูกค้าของฉันมาซื้อที่ร้านป้านะคะ”จางซิ่วอิงยิ้มกว้างก่อนจะตอบตกลงออกมาเมื่อสิ่งที่คาดการณ์ไว้เข้าล็อคพอดีราวกับจับวาง “เดี๋ยวป้าร่างสัญญาเลยแล้วกัน” จางซิ่วอิงพยักหนารับรู้ด้วยรอยยิ้มใสซื่อ หลังจากนั้นไม่นานสัญญาการค้าฉบับที่สองของชีวิตนี้ก็วางอยู่ตรงหน้าเธอ ดวงตาคู่เรียวกวาดมองรายละเอียดแต่ละข้อ ก่อนจะจรดปลายปากกาลงลายมือชื่อของตนเองลงไป ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความแปลกใจให้กับหลี่ฟางอิงอีกครั้ง เด็กคนนี้นอกจากเรื่องการเจรจาการค้าที่ดูเก่งกาจแล้ว เธอยังอ่านออกและเขียนได้คล่องแคล่วโดยไม่ต้องมีคนอธิบายแต่อย่างใด ดูแล้วแม่ค้าจากชนบทคนนี้เธอไม่อาจดูเบาได้จริง ๆ ในครั้งแรกป้าหลี่ต้องการสินค้าอย่างละ 50 แพ็คก่อน หญิงสาวจึงแสร้งบอกว่าจะเดินไปเอาของ ก่อนจะหายเข้าไปในมุมลับตาคนหอบหิ้วสินค้ารอบแรกจำนวน 150 ชิ้นใส่ถุงใบใหญ่เข้ามาส่งในร้าน ความขยันขันแข็งของเด็กสาวและการทำการค้าที่ค่อนข้างชาญฉลาดนับว่าถูกใจหลี่ฟางอิงมากทีเดียว เถ้าแก่เนี๊ยร้านตระกูลเฉิงควักเงินจ่ายค่าสินค้าไป 3,000 หยวน ก่อนบอกให้เด็กสาวมาส่งอีกครั้งในอีกสามวันข้างหน้า จางซิ่วอิงตอบรับในทันที ก่อนจะกำถุงเงินในมือแน่น แล้วจากมาด้วยรอยยิ้ม เห็นทีคงได้ซื้อบ้านเร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน อันที่จริงเธอมีเงินมากพอที่จะซื้อบ้าน แต่ห้างสรรพสินค้าที่มีเธอไม่รู้ว่ามันจะหายไปตอนไหน ช่วงนี้จึงขอกอบโกยเงินให้มากหน่อย อีกอย่างเธอยังอยากมีหน้าร้านเป็นของตัวเองโดยไม่ต้องไปขายที่ตลาดมืดอีก จึงต้องสะสมเงินเอาไว้ให้มาก หากอนาคตเจอร้านที่ถูกใจกำลังปิดกิจการก็จะได้ควักเงินไปเซ้งต่อได้เลย
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม