"ข-ขอโทษค่ะ!" อัมพิกาอุทานเสียงหลง รีบหันหลังให้ด้วยความตกใจ ใบหน้าของเธอร้อนผ่าวราวกับเพิ่งถูกเปลวไฟแผดเผา ความรู้สึกอับอายและสับสนถาโถมเข้ามาจนแทบอยากจะหายตัวไปจากตรงนั้นทันที
ภูเมฆยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ปฏิกิริยาของเขาไม่ได้แสดงถึงความตกใจหรือความโกรธเกรี้ยวอย่างที่อัมพิกาคาดไว้ แต่กลับเป็นความสงสัยและประหลาดใจเล็กน้อย เขาก้าวเข้าไปใกล้เธออย่างช้าๆ พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย "ผมไม่คิดว่าจะมีคนมาทำงานในห้องผมตอนนี้..."
ความเงียบในห้องอบอวลไปด้วยความอึดอัดและเขินอาย อัมพิกาหายใจถี่ขึ้นเล็กน้อย ร่างกายของเธอสั่นระริก ความรู้สึกใหม่ที่เกิดขึ้นในใจทำให้เธอรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนคว้างไปในทิศทางที่ไม่คุ้นเคย
ในช่วงเวลาที่ทั้งคู่เงียบใส่กันนั้น อัมพิกาเริ่มรู้สึกถึงความตึงเครียดที่ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ภูเมฆก้าวเข้ามาใกล้เธอเรื่อยๆ สายตาของเขายังคงจับจ้องมาที่เธออย่างสงสัยใคร่รู้ อัมพิกาตกใจจนรีบหันหลังกลับมาเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้ง ปากก็พูดออกไปอย่างตะกุกตะกัก "ข-ขอโทษค่ะ! ฉันไม่รู้ว่าคุณ..."
"คุณเป็นแม่บ้านคนใหม่เหรอ" ภูเมฆถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยความสงสัย เขาเอื้อมมือไปหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กสีขาวสะอาดที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง มาเช็ดผมที่เปียกชื้นอย่างไม่ใส่ใจนัก
อัมพิกาพยายามรวบรวมสติและเก็บอาการให้สงบที่สุด แม้ว่าหัวใจของเธอยังคงเต้นระรัวอยู่ในอก "เปล่าค่ะ คือฉันแค่มารับหน้าที่แทนชั่วคราวค่ะ"
ภูเมฆเลิกคิ้วเล็กน้อย "มีเหตุผลอะไรที่ต้องเปลี่ยนคนทำงานเหรอ ปกติแล้วจะมีป้าแม่บ้านคนหนึ่งที่ดูแลห้องนี้ ผมเองก็ยังแปลกใจที่เห็นคุณเข้ามาทำงานในห้องผมโดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า" น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย
อัมพิกาเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อภูเมฆถามถึงเหตุผลที่เธอมาแทนแม่บ้านประจำในวันนี้ เธอรู้สึกถึงความกดดันที่เพิ่มขึ้น เพราะไม่สามารถตอบคำถามของเขาตามความเป็นจริงได้ เธอไม่สามารถบอกเขาได้ว่าเธออาสามาทำงานแทนเพราะเห็นป้าแม่บ้านปวดท้องกะทันหันจนต้องรีบไปเข้าห้องน้ำ เธอรู้ดีว่าหากบอกความจริงไป ป้าแม่บ้านอาจถูกตำหนิ หรือต้องรับผิดชอบในสิ่งที่อาจไม่เป็นธรรมกับเธอ
อัมพิกาเลือกที่จะเงียบไว้ก่อน ในขณะที่มองไปยังภูเมฆที่ยืนอยู่ไม่ห่างจากเธอ ท่าทางของเขาเหมือนกำลังรอฟังคำตอบจากเธออย่างอดทน และเมื่อเห็นเขายืนนิ่งอยู่เช่นนั้น อัมพิกาก็ยิ่งรู้สึกวิตกกังวลมากขึ้น
เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยมั่นใจนัก "ฉันได้รับมอบหมายให้มาทำแทนค่ะ" เธอตอบอย่างเรียบง่ายที่สุด แต่เสียงของเธอก็ยังคงแฝงไปด้วยความไม่มั่นใจ เธอไม่กล้าบอกเหตุผลที่แท้จริงให้เขาฟัง เพราะกลัวว่าเขาจะมองเธอในแง่ลบ หรืออาจทำให้ป้าแม่บ้านต้องเดือดร้อน
ภูเมฆมองเธออยู่เงียบๆ ดวงตาคมเข้มของเขาสังเกตเห็นบางสิ่งในแววตาของอัมพิกา แม้ว่าเขาจะยังคงไม่พอใจกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แต่เขาก็รับรู้ได้ว่ามีบางอย่างที่ทำให้เธอไม่กล้าเปิดเผยความจริงทั้งหมดให้เขารับรู้
อัมพิกากำลังพยายามประมวลผลสถานการณ์อย่างรวดเร็ว เธอรู้สึกอึดอัดและมึนงงไปหมดในขณะที่เผชิญหน้ากับเขา ยิ่งเห็นหยาดน้ำที่เกาะพราวอยู่บนร่างกายของเขา ความรู้สึกเขินอายก็ยิ่งผสมปนเปกับความตึงเครียด ทำให้เธอไม่สามารถหาทางออกที่เหมาะสมจากสถานการณ์นี้ได้โดยง่าย
ภูเมฆเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า เพื่อหยิบเสื้อผ้ามาสวมใส่ ทิ้งให้บรรยากาศในห้องนั้นเต็มไปด้วยความเงียบงันและความอึดอัด
ในขณะเดียวกัน อัมพิกาก็ยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ร่างกายของเธอยังสั่นเล็กน้อย เธอคิดอย่างรวดเร็วว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี งานที่รับอาสามาก็ยังไม่เสร็จ และเธอก็ไม่อยากละทิ้งหน้าที่ของตนเอง ด้วยความมุ่งมั่นที่จะได้ทำงานที่โรงแรมแห่งนี้ หากเธอแสดงปฏิกิริยาที่ทำให้แขกไม่พอใจ เธออาจพลาดโอกาสที่ต้องการไปได้ เธอจึงพยายามขจัดความประหม่า และตั้งใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ให้ดูเป็นมืออาชีพมากที่สุด
จู่ๆ ภูเมฆก็เดินตรงเข้ามาหาอัมพิกาอีกครั้งอย่างไม่รีบร้อน ท่าทางของเขาดูปกติ แต่สายตาของเขากลับแฝงไปด้วยความจริงจังและมั่นคง เขาเดินช้าๆ เข้ามาใกล้เธอ โดยที่อัมพิกายังไม่ทันตั้งตัว
"คุณ...!" อัมพิกาอุทานเสียงแผ่ว เมื่อเห็นภูเมฆเดินเข้ามาใกล้เธอจนเหลือระยะห่างเพียงไม่กี่ก้าว หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ เขาไม่พูดอะไรสักคำ เพียงแค่เดินตรงเข้ามายังที่ที่เธอยืนอยู่ แต่มันกลับทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก
อัมพิกาเผลอก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่ทันคิด "คุณจะทำอะไรคะ" เสียงของเธอดังขึ้นอย่างหวาดระแวงเล็กน้อย ขณะที่ยืนหลังตรงและกำผ้าปูที่นอนในมือไว้แน่น เธอรู้สึกเหมือนภูเมฆกำลังจะทำอะไรบางอย่างที่ไม่คาดคิด
แววตาของภูเมฆยังคงเฉยเมย และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดการเคลื่อนไหว เขายังคงเดินเข้ามาใกล้เธออย่างตั้งใจ ทำให้ระยะห่างระหว่างเขากับอัมพิกาลดลงจนแทบจะไม่มีช่องว่างเหลืออยู่
อัมพิกาไม่ทันคิดอะไรจึงเผลอยกมือขึ้นไปตบหน้าของเขาอย่างแรงโดยไม่ได้ตั้งใจ เสียงฝ่ามือปะทะกับใบหน้าดังขึ้นในห้องที่เงียบสงัด และตามมาด้วยความเงียบอันน่าอึดอัดที่ปกคลุมทุกสิ่ง ภูเมฆสะดุ้งไปเล็กน้อย เขามองมือของอัมพิกาที่เพิ่งตบหน้าเขาไป ดวงตาของเขาแฝงไปด้วยความไม่พอใจระคนกับความประหลาดใจ แต่ยังไม่ได้รุนแรงถึงขั้นที่จะแสดงออกมาอย่างชัดเจน อัมพิกาแทบจะขยับตัวไม่ได้ เธอรีบเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดและเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
"ข...ขอโทษค่ะ" เธอรีบกล่าวเสียงแผ่วเบา
ภูเมฆยืนนิ่งไปสักครู่ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามสงบสติอารมณ์ของตนเอง แล้วจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ "ผมแค่จะหยิบนาฬิกาข้อมือ" เขาเอื้อมมือไปหยิบนาฬิกาข้อมือที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งข้างเตียง ก่อนที่จะถอยห่างออกมาจากเธอเล็กน้อย
เขาสวมนาฬิกาข้อมืออย่างใจเย็น พลางเหลือบมองใบหน้าซีดเผือดของอัมพิกาที่ก้มหน้ายืนตัวแข็งทื่ออยู่
อัมพิกายืนนิ่งและแอบมองการกระทำของเขาอย่างระมัดระวัง พลางรู้สึกถึงความอึดอัดที่ทวีความรุนแรงขึ้น
ภูเมฆหันหลังกลับมาเผชิญหน้ากับเธออีกครั้ง และเดินไปนั่งลงบนโซฟาหรูตัวใหญ่ ท่าทางของเขาดูเหมือนกำลังรอให้อัมพิกาพูดอะไรเพิ่มเติม หรืออาจจะกำลังรอดูว่าคำขอโทษของเธอจะจริงใจมากพอหรือไม่
ภูเมฆนั่งนิ่งอยู่บนโซฟา สายตาของเขาจ้องมองไปยังอัมพิกาอย่างเงียบๆ ก่อนที่เขาจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ยังคงเย็นชาและแฝงไปด้วยความไม่พอใจ "คุณรู้ไหมว่ามาตรฐานของการเป็นพนักงานบริการที่นี่สูงแค่ไหน"
เสียงทุ้มต่ำของเขาดังขึ้น ทำให้บรรยากาศรอบตัวอัมพิกาเต็มไปด้วยความตึงเครียด ภูเมฆไม่รีบร้อนที่จะพูดจนจบ เขาเพียงแค่หยุดพักเล็กน้อย เพื่อให้คำพูดของเขาซึมซาบเข้าไปในความรู้สึกของเธอ
"ที่นี่...เราให้เกียรติแขกทุกคน ไม่ใช่แค่การให้บริการที่ดี แต่ต้องมีมารยาทและความสงบในทุกสถานการณ์" เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจัง "การที่คุณกล้าตบหน้าแขก...มันไม่ใช่แค่การกระทำที่ผิดพลาดธรรมดา แต่มันคือการทำให้ภาพลักษณ์ของที่นี่เสียหายไปด้วย"
อัมพิกาที่ยืนอยู่ตรงนั้นรู้สึกตัวแข็งทื่อกับคำพูดของเขา หัวใจของเธอตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ความรู้สึกผิดท่วมท้นเข้ามาจนเธอไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้แม้แต่คำเดียว
ภูเมฆหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย แต่ก็ยังคงแฝงไปด้วยความผิดหวัง "คุณต้องเข้าใจว่าคุณเป็นตัวแทนของสถานที่แห่งนี้... พฤติกรรมแบบนี้มันไม่สามารถยอมรับได้ ถึงแม้ว่าคุณจะเป็นเพียงคนอาสามาทำงานชั่วคราว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะทำอะไรตามอารมณ์ได้ตามใจชอบ"
เขาพูดไปเรื่อยๆ น้ำเสียงของเขาค่อนข้างเย็นชา แต่ก็แฝงไปด้วยการตักเตือนอย่างจริงจัง เขาไม่ได้แสดงความโกรธเกรี้ยวอย่างที่ใครๆ อาจคาดคิด แต่ในคำพูดนั้นกลับแฝงไปด้วยความผิดหวังและต้องการให้เธอตระหนักถึงความผิดของตนเอง
"มันไม่ใช่แค่เรื่องของคุณกับผม" เขาพูดจบแล้วมองไปที่เธออย่างตรงไปตรงมา "มันเกี่ยวกับความเชื่อใจที่คุณต้องสร้างให้กับทุกคนที่นี่ รวมถึงแขก คุณจะทำงานที่นี่ได้อย่างไร ถ้ายังไม่รู้ว่าอะไรควรทำ และอะไรไม่ควรทำ"
อัมพิกาก้มหน้าลงต่ำ รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบของเธอกำลังพังทลายลง เธอรู้ดีว่าเขาพูดถูกทุกประการ และในขณะเดียวกัน มันก็เป็นการตอกย้ำความรู้สึกผิดของเธอที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
"ฉัน...ขอโทษจริงๆ ค่ะ" อัมพิกาพูดเสียงแผ่วเบา เธอรู้ว่าคำขอโทษนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วได้ แต่เธอก็ยังต้องการให้เขารู้ว่าเธอไม่ได้ตั้งใจ และพร้อมที่จะเรียนรู้จากความผิดพลาดครั้งนี้ แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็ยังรู้สึกว่ามีบางอย่างที่ไม่ถูกต้องนัก
อัมพิกากลืนน้ำลายลงคออีกครั้ง ก่อนที่จะรวบรวมความกล้าพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อย แต่ชัดเจน "ฉันเข้าใจค่ะว่าอะไรคือมาตรฐานการบริการที่คุณคาดหวัง แต่...คุณต้องเข้าใจด้วยว่าฉันเป็นเพียงคนอาสาเข้ามาทำงานชั่วคราว และจู่ๆ ก็เกิดสถานการณ์ที่ทำให้ฉันตกใจจนทำอะไรไม่ถูก"
เธอกลั้นใจเงยหน้าขึ้นมองภูเมฆที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนโซฟา ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกขัดแย้ง "การที่คุณเดินเข้ามาใกล้ๆ แบบนั้น...มันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนถูกคุกคาม บอกตรงๆ ว่าฉันไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวอย่างไรในสถานการณ์แบบนั้น"
อัมพิกาพยายามควบคุมเสียงของตนเองให้ฟังดูสมเหตุสมผลและไม่สั่นเครือ "มันไม่ใช่ว่าฉันไม่เข้าใจมาตรฐานของการเป็นพนักงานที่ดี แต่การที่มีใครสักคนเดินเข้ามาใกล้แบบนั้น โดยที่ไม่ได้พูดอะไรสักคำ ทำให้ฉันตกใจจนตอบสนองออกไปโดยสัญชาตญาณ"
เธอพูดออกไปตามความรู้สึกที่แท้จริง โดยไม่กลัวว่ามันจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปกว่าเดิม เพราะบางครั้ง การพูดถึงความรู้สึกของตนเองอย่างตรงไปตรงมาก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน
ภูเมฆมองเธอเงียบๆ เขาไม่ได้คาดคิดว่าอัมพิกาจะพูดออกมาเช่นนี้ เขาคิดว่าเธอจะกล่าวขอโทษและยอมรับผิดแต่โดยดี "ผมไม่ได้คิดจะทำร้ายคุณ หรือทำให้คุณรู้สึกไม่ดี แต่ผมก็ไม่ได้คาดคิดว่าคุณจะตอบสนองออกมาเช่นนี้"
"ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นเลย" อัมพิกาเสียงสั่นเล็กน้อย
ภูเมฆยังคงเงียบ เขาหายใจเข้าลึกๆ และมองเธอด้วยสายตาที่ยังคงแสดงถึงความไม่พอใจเล็กน้อย เขายืดตัวขึ้นจากโซฟา และเดินกลับไปนั่งที่เดิม ท่าทางของเขาดูเหมือนจะต้องการจบการสนทนา
ขณะที่อัมพิกากำลังยืนนิ่งอยู่ในห้องด้วยความรู้สึกอึดอัดกับการเผชิญหน้ากับภูเมฆ จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ช่วยทำลายบรรยากาศที่เงียบงันและตึงเครียดลง
"ขอโทษนะคะ ขออนุญาตเข้าไปหน่อยนะคะ" ป้าแม่บ้านเดินเข้าไปในห้องพร้อมกับยิ้มแหยๆ และมองไปยังภูเมฆที่นั่งอยู่บนโซฟาด้วยสายตาที่แสดงถึงความไม่สบายใจอย่างเห็นได้ชัด
ภูเมฆมองไปยังป้าแม่บ้าน แต่ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ยกมือขึ้นเล็กน้อยและพยักหน้ารับรู้
"ผมจะไม่ถามหรอกนะครับว่าก่อนหน้านี้มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ช่วยจัดการห้องนี้ให้เรียบร้อยก่อนที่ผมจะกลับเข้ามาพักก็แล้วกัน" เสียงของเขานุ่มลงเล็กน้อย แม้ว่ายังคงมีความไม่พอใจแฝงอยู่ก็ตาม ก่อนที่จะเดินออกจากห้องไป
ป้าแม่บ้านหันกลับมามองอัมพิกาและยิ้มให้เธอแบบเจื่อนๆ เมื่อรู้สึกได้ถึงสถานการณ์ที่ไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่
"คุณหนู...คือป้าต้องขอโทษจริงๆ นะคะ ที่ทำให้คุณหนูต้องมาเจอเรื่องแบบนี้" ป้าแม่บ้านพูดเสียงสั่นเล็กน้อย
อัมพิกาส่ายหน้า "ไม่เป็นไรค่ะคุณป้า แต่ว่า...ทำไมคุณป้าถึงไม่บอกหนูตั้งแต่แรกคะว่ามีแขกพักอยู่ในห้อง"
ป้าแม่บ้านหน้าเสีย "โธ่...คุณหนู ตอนนั้นป้า...ป้าคิดถึงแต่เรื่องห้องน้ำจริงๆ ค่ะ ปวดท้องจนแทบยืนไม่อยู่แล้ว ป้าก็เลย..."
อัมพิกาถอนหายใจด้วยความเป็นกังวล เธอเข้าใจสถานการณ์ของป้าแม่บ้าน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกร้อนใจ กลัวว่าเรื่องนี้จะลุกลามใหญ่โต หากแขกคนนั้นไม่พอใจและไปร้องเรียนกับทางโรงแรม มันอาจส่งผลกระทบต่อการสมัครงานของเธอ
'เอาล่ะสิ' อัมพิกาคิดในใจ 'ฉันควรจะทำยังไงดี ถ้าเกิดเค้ารู้สึกแย่มากๆ แล้วไปโวยวายกับผู้จัดการ มีหวังฉันคงไม่ได้งานทำแน่ๆ'
ความเงียบเข้าปกคลุมระหว่างทั้งสองคน อัมพิกาจมอยู่กับความคิดของตัวเอง กังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับโอกาสในการทำงานของเธอ ในขณะที่ป้าแม่บ้านก็ดูรู้สึกผิดและกระวนกระวายไม่น้อย