ผัวะ!!
หมัดหนัก ๆ ถูกปล่อยออกไปที่โหนกแก้มอย่างจัง เสียงกระแทกดังชัดจนคนรอบข้างสะดุ้ง ชายคนนั้นหันหน้าสะบัดไปตามแรงหมัด ก่อนที่ร่างจะเสียหลัก ล้มลงกระแทกพื้นนอนนิ่งอยู่ตรงนั้น
เมลบียืนค้าง ภาพตรงหน้าทำให้สมองเธอว่างเปล่าไปชั่วขณะ
เพราะหมัดนั้น… ไม่ใช่ของเธอ
แต่เป็นของเขา
ร่างสูงเข้ามายืนข้างเธออย่างเงียบเชียบ ราวกับโผล่มาจากอากาศ เขาสะบัดมือไปมาเบา ๆ เหมือนปัดสิ่งสกปรกออกจากผิว สีหน้านิ่งสนิท ไม่มีอารมณ์ ไม่มีความลังเล
เหมือนเรื่องทั้งหมดเป็นแค่เรื่องน่ารำคาญเรื่องหนึ่งเท่านั้น
“รำคาญ”
คำพูดสั้น ๆ หลุดออกมาจากปากเขา น้ำเสียงเรียบ เย็น และเด็ดขาด
เขาเดินกลับไปที่โต๊ะของตัวเองอย่างไม่รีบร้อน ก่อนจะนั่งลงและยกแก้วเหล้าขึ้นกระดกดื่มต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพื่อนของเขาลุกขึ้นมาจัดการต่อทันที ทั้งเรียกการ์ด ทั้งกันไม่ให้เรื่องลุกลาม ก่อนที่เพื่อนของชายคนนั้นจะรีบเข้ามาประคองร่างที่ยังมึนงงออกไปจากร้าน
ไม่นานนัก ทุกอย่างก็กลับเข้าสู่สภาพเดิม เสียงเพลงดังขึ้นอีกครั้ง เสียงหัวเราะเริ่มกลับมา โต๊ะอื่น ๆ ค่อย ๆ ผ่อนคลายราวกับเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น
มีเพียงเมลบีเท่านั้นที่ยังไม่ปกติ
เธอนั่งดื่มเหล้าไปเงียบ ๆ สายตาเผลอชำเลืองมองไปยังโต๊ะข้าง ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จะพยายามไม่สนใจ แต่ภาพของเขาในจังหวะที่ปล่อยหมัดนั้นก็ยังติดตาไม่หาย จนกระทั่งถึงเวลาที่พวกเธอแยกย้ายกลับกันในที่สุด
หน้าร้าน…
“อีเมล ให้กูไปส่งป่ะ” เจนนิสเอ่ยขึ้น ขณะกำลังจะเดินไปขึ้นรถของฟีนิกซ์
“ไม่อ่ะ มึงกลับไปก่อนเลย” เมลบีตอบ “กูขอไปเข้าห้องน้ำก่อน”
“อ้าว แล้วมึงจะกลับยังไง” วีนัสที่ยืนอยู่กับแฟนหันมาถาม
“กูเรียกรถไว้แล้ว อีกแป๊บก็มา”
วีนัสพยักหน้าเข้าใจ
“แล้วแต่เลย ถึงห้องแล้วไลน์มาบอกด้วย”
“เออ” เมลบีรับสั้น ๆ
“งั้นกูไปก่อนนะ” ครีมมี่พูดขึ้น ก่อนจะเดินไปหามังกรที่ยืนรออยู่ข้างรถ
เมลบียืนมองภาพตรงหน้าเงียบ ๆ เพื่อนทุกคนมีแฟนมารับกันพร้อมหน้า เหลือแค่เธอที่ยืนอยู่คนเดียวใต้แสงไฟหน้าร้าน
“เล่นมีผัวกันหมดเลย” เธอพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง “แล้วใครแม่งจะไปเป็นก้างขวางคอวะ”
คำบ่นหลุดออกมาเบา ๆ แต่ในใจกลับวุ่นวายกว่าที่คิด เพราะไม่รู้ทำไม สายตาของเธอถึงเผลอมองกลับไปยังโต๊ะในร้านอีกครั้ง ราวกับกำลังมองหาใครบางคนโดยไม่รู้ตัว
และจังหวะที่เธอเผลอมองเข้าไปในร้าน
ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่เขากำลังเดินออกมาพอดี
เมลบีสะดุ้งวาบ รีบหันหน้าหนีไปมองอย่างอื่นแทบจะทันที หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ เพราะกลัวว่าเพียงเสี้ยววินาทีเดียว สายตาของเธอจะไปสบเข้ากับเขาโดยไม่ตั้งใจ
เธอทำเป็นสนใจโทรศัพท์ในมือ ทั้งที่หน้าจอไม่ได้มีอะไรให้อ่านเลยสักนิด
แต่ไม่รู้ว่าอะไรดลใจ
หรืออาจเป็นเพียงความบังเอิญธรรมดา
ร่างสูงของเขากลับเดินตรงมาทางบริเวณที่เธอยืนอยู่
เมลบีเริ่มรู้สึกได้ว่าพื้นที่รอบตัวแคบลง ทั้งที่ตรงนั้นเป็นจุดที่ใคร ๆ ก็มักจะมายืนรอรถ กลุ่มคนเริ่มมากขึ้น เสียงรถ เสียงพูดคุยดังระงม แต่เธอกลับรับรู้ได้แค่การมีอยู่ของเขาเท่านั้น
และใช่
เขาคนนั้น
ก็กำลังเดินมาหยุดอยู่ในจุดเดียวกับที่เธอยืนอยู่พอดี
จนกระทั่ง…
“อ้าว น้องคนนั้นนี่”
เสียงผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านข้างของเมลบี พร้อมกับชี้มาทางเธอ เธอสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันไปตามเสียงนั้น
“คนที่มีเรื่องในร้านใช่ปะ”
“คะ… ค่ะ” เมลบีตอบเบา ๆ
ผู้ชายคนนั้นยิ้มให้เล็กน้อย
“พี่ชื่อเลย์นะครับ ส่วนคนนี้เพื่อนพี่” เขาหันไปพยักเพยิดทางร่างสูงข้าง ๆ “ชื่อสกาย คนที่ต่อยไอเหี้ยนั่นแทนน้องอ่ะ”
“อ่อ… ค่ะ” เมลบีรับคำอย่างยังตั้งสติไม่ค่อยทัน
เลย์หันไปตบไหล่เพื่อนตัวเองเบา ๆ
“ไอสกาย มึงรออยู่นี่ก่อนนะ กูไปเอารถก่อน” แล้วก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงกวน ๆ “อย่ากัดน้องล่ะไอสัส กูอุตส่าห์สร้างบรรยากาศ”
พูดจบก็เดินผละออกไปทันที ทิ้งความเงียบเอาไว้ตรงนั้น
เมลบีเม้มปากนิดหนึ่ง สายตากรอกไปมาอย่างคนไม่รู้จะวางไว้ตรงไหน จะเงยหน้ามองเขาตรง ๆ ก็ไม่กล้า จะก้มลงมองพื้นก็กลัวดูแปลกไปอีก
เธอสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะตัดสินใจเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน
“เอ่อ… ขอบคุณนะคะ เรื่องต่อย”
เมลบียกหมัดขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงอธิบาย ถึงหมัดของเขาที่ต่อยแทนเธอในร้าน
“อืม…”
เขาตอบกลับมาแค่นั้น
น้ำเสียงเรียบ สีหน้านิ่ง มือหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง ราวกับเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ไม่ควรพูดถึง
เมลบีรู้สึกว่าถ้าปล่อยให้บทสนทนาจบแค่นี้ บรรยากาศคงเงียบอึดอัดเกินไป เธอเลยรีบแนะนำตัวต่อทันที
“เมลบีนะคะ”
เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาเล็กน้อย “ชื่อเมลบี แต่เรียกเมลเฉย ๆ ก็ได้ค่ะ”
คำพูดจบลงพร้อมกับรอยยิ้มบาง ๆ ที่เธอพยายามส่งไปให้ ขณะที่หัวใจยังเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ
“สกาย”
เขาเอ่ยบอกสั้น ๆ น้ำเสียงเรียบ พร้อมกับมองหน้าเธอตรง ๆ ไม่หลบสายตา
“ค่ะ เมลบีรู้แล้วค่ะ” เธอรีบตอบทันที “เมื่อกี้เพื่อนพี่บอกแล้ว”
สกายพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเงียบไปชั่วครู่ ราวกับกำลังชั่งใจอะไรบางอย่าง แล้วจู่ ๆ เขาก็เอ่ยถามขึ้นมา
“เคยเจอกันไหม”
คำถามนั้นทำให้เมลบีชะงักไปทันที หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ เธอเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาหลบต่ำโดยอัตโนมัติ
ในหัวกลับเต็มไปด้วยความคิดวุ่นวาย
ถามแบบนี้หมายความว่ายังไงวะ…
จำกูได้เหรอ
หรือจะเอาเรื่องวันนั้นในลิฟต์…
ไม่มั้ง พี่เขาดูเหมือนไม่ได้จำอะไรได้เลย
เมลบีสูดหายใจเข้าลึก พยายามตั้งสติ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นแล้วยิ้มบาง ๆ ให้เขา
“ไม่มั้งคะ”
คำตอบหลุดออกไปเบา ๆ แต่ชัดเจน
สกายจ้องหน้าเธออยู่อีกครู่ ดวงตาภายใต้กรอบแว่นเหมือนกำลังพิจารณาอะไรบางอย่าง ก่อนที่มุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย
“เหรอ…”
เขาลากเสียงนิดเดียว
“หน้าคุ้น”
ประโยคนั้นทำให้หัวใจเมลบีเต้นกระตุกวูบ เธอฝืนยิ้มต่อ ทั้งที่ในใจเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า เขาจำไม่ได้จริง ๆ หรือแค่กำลังลองใจเธอกันแน่
จนกระทั่ง…
ปี๊น! ปี๊น!
เสียงแตรรถดังขึ้นจากริมฟุตบาท ก่อนที่รถคันหนึ่งจะขับเข้ามาจอดเทียบ กระจกรถฝั่งคนขับเลื่อนลง เผยให้เห็นหน้าเลย์ที่ยิ้มเจ้าเล่ห์อยู่หลังพวงมาลัย
“สกายเพื่อนรัก ได้เวลากลับแล้วครับ” เขาพูดแซว ๆ “พอใจแล้วเนอะ”
สกายไม่ได้ตอบอะไร เพียงหันไปมองรถแวบหนึ่ง ก่อนจะกลับมามองเมลบีอีกครั้ง
เมลบีรีบพูดขึ้นอย่างสุภาพ พร้อมขยับตัวหลบเล็กน้อย เพราะเธอกำลังยืนอยู่ตรงตำแหน่งประตูฝั่งคนขับพอดี
“ถ้างั้น… กลับกันดี ๆ นะคะ พี่สกาย พี่เลย์”
เธอยิ้มบาง ๆ ตั้งใจจะถอยออกมาให้ทาง
ทว่า…
“ขึ้นรถ”
คำสั้น ๆ หลุดออกมาจากปากสกาย น้ำเสียงเรียบ ไม่ดัง แต่ชัดเจน
เมลบีชะงักไปทันที เงยหน้ามองเขาอย่างไม่แน่ใจ
“คะ?”
สกายมองเธอนิ่ง ๆ ซ้ำอีกครั้ง
“เดี๋ยวไปส่ง”
เลย์ที่นั่งอยู่ในรถยิ้มกว้างขึ้นทันที แต่เลือกเงียบ ไม่แทรกอะไร
เมลบียืนค้างอยู่ตรงนั้น ใจเต้นแรงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ ไม่รู้ว่าควรปฏิเสธดี หรือควรพยักหน้ารับคำชวนที่มาแบบไม่เปิดโอกาสให้เลือก