เธอ คือ เมลบี ชนัญชิดา พิบูลวงศ์ษา
ชื่อที่มีความหมายสวยหรูเกินตัว
แปลว่า “ผู้ชนะเหนือผู้อื่น” หรือ “ผู้นำที่เปี่ยมด้วยความรู้และชัยชนะ”
และก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะชื่อมันแรงไป หรือโชคชะตาชอบแกล้ง สุดท้ายชื่อชื่อนี้…กลับพาเธอสอบติดคณะแพทย์แบบงง ๆ
ทำไมถึงงงน่ะเหรอ?…
ก็เพราะพ่อกับแม่ของเมลบีเป็นหมอกันทั้งบ้าน เรียกได้ว่าเลือดหมอไหลเวียนอยู่ในสายเลือดตั้งแต่เกิด
แต่ก็ใช่ว่าพวกท่านจะบังคับอะไร ไม่เคยมีคำว่า “ต้องเรียนหมอ” ออกจากปากพ่อแม่เลยด้วยซ้ำ
แค่พูดเสมอว่า
อยากให้ลูกเรียนในสิ่งที่ถนัด
แต่ปัญหาคือ…
เมลบีเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ตัวเองถนัดอะไร
ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เด็กมัธยมทั่วประเทศเริ่มวุ่นกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อน ๆ มีคณะในฝัน มีเป้าหมาย มีแผนการชีวิตกันหมด
ส่วนเมลบี…
มีแค่คำว่า ยังไม่รู้เลยว่ะ
แม่ของเธอเลยเอ่ยขึ้นมาลอย ๆ วันหนึ่ง
“ลองไปสอบแพทย์ดูไหม”
ไม่มีคำบังคับ ไม่มีแรงกดดัน เป็นแค่คำแนะนำธรรมดา ๆ จากแม่คนหนึ่ง
เมลบีก็พยักหน้ารับแบบไม่ได้คิดอะไร ทั้งที่ในความจริง เธอแทบไม่มีความรู้เกี่ยวกับแพทย์เลย
ไม่อ่านหนังสือ ไม่ติว ไม่เคยแม้แต่จะคิดว่าตัวเองจะสอบติด
ไปสอบก็ไปแบบ ลองดู
ไม่ได้คาดหวัง
ไม่ได้ลุ้น
ในหัวคิดแค่ว่า ยังไงก็คงไม่ผ่าน
จนวันประกาศผลมาถึง
เว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยเปิดให้ตรวจรายชื่อผู้สอบผ่าน เพื่อน ๆ พากันกดเข้าไปเช็กกันตั้งแต่เช้า
เมลบีกลับนั่งไถโทรศัพท์อยู่เฉย ๆ ไม่ได้รีบ ไม่ได้ตื่นเต้น เพราะในใจมั่นใจอยู่แล้วว่า ไม่มีชื่อเธอแน่
แต่สุดท้าย…
เธอก็ลองกดเข้าไปดู หน้าจอโหลดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกจะปรากฏขึ้น
สายตาของเมลบีเลื่อนผ่านไปแบบไม่ตั้งใจ จนกระทั่งไปสะดุดกับชื่อที่อยู่บนสุดของหน้าเว็บไซต์
ชนัญชิดา พิบูลวงศ์ษา
ชื่อของเธอ
ชื่อแรก
เมลบีชะงัก เลื่อนขึ้น เลื่อนลง อ่านซ้ำอยู่หลายรอบ หัวใจเต้นแรงแบบไม่ทันตั้งตัว
จากเด็กที่ไม่รู้ว่าตัวเองถนัดอะไร กลายเป็นนักศึกษาแพทย์แบบงง ๆ เพียงเพราะคำว่า “ลองดู” คำเดียว
และนั่นแหละ…
คือจุดเริ่มต้นของเส้นทางชีวิตที่เมลบีไม่เคยคิด ไม่เคยฝัน และไม่เคยอยากจะก้าวเท้าเข้ามาแม้แต่นิดเดียว
เธอเคยจินตนาการชีวิตมหาลัยแบบเรียบง่าย ๆ เรียนหนักหน่อยก็จริง แต่ก็ยังมีเวลาไปกินชานมไข่มุกกับเพื่อน ไปเดินเล่นตลาดนัดตอนดึก ๆ หรือไม่ก็แอบนอนดูซีรีส์จนตีสาม แล้วตื่นมาทำงานกลุ่มแบบง่วง ๆ แต่ชีวิตจริงมันไม่เคยเป็นอย่างที่ฝัน
เพราะเธอดัน “ฉลาดเกินไป” จนสอบติดแพทย์ได้จริง ๆ
แถมตอนนี้เธอก็เรียนมาจนขึ้นปีสองแล้วด้วย แต่ชีวิตมันไม่ง่ายเลย… ไม่ง่ายเลยจริง ๆ
แค่ปีหนึ่งก็แทบเอาชีวิตไม่รอด ผ่ากบ ผ่าจริง จับจริง จนสุดท้ายจากสิ่งมีชีวิตตรงหน้า ก็กลายเป็น บทเรียน ที่ฝังอยู่ในความทรงจำแบบไม่มีวันลืม
ถึงขั้นที่เมลบีเคยแซวตัวเองขำ ๆ ว่า นี่เรียนหมอหรือเรียนเป็นเชฟสายโหดกันแน่
แล้วพอขึ้นปีสอง…
แทนที่อะไรจะเบาลง ชีวิตกลับยิ่งจะบ้าเข้าไปใหญ่ เนื้อหาเรียนหนักขึ้น ความคาดหวังมากขึ้น เวลานอนน้อยลง สมองแทบไม่เคยได้พัก
จากเด็กที่สอบติดแพทย์แบบงง ๆ ตอนนี้กลายเป็นเด็กแพทย์ปีสองที่เริ่มตั้งคำถามกับชีวิตทุกเช้า
ว่า ตอนนั้นฉันฉลาดเกินไปทำไมกันนะ
ไม่มีเวลานอนก็แย่พออยู่แล้ว แต่นี่… ไม่มีเวลาแม้แต่จะหาแฟน นี่สิ มันแย่กว่าเยอะมากกก
ตอนนี้เมลบีเรียกได้เต็มปากว่า
โสดสนิท โสดแบบไม่มีอะไรให้ลุ้น โสดแบบไม่มีแม้แต่คนให้แอบคิด
ในกลุ่ม ชีสเค้ก น่ะเหรอ? คนอื่นเขาไปไกลกันหมดแล้ว
วีนัสก็ได้คบกับวิศวะหนุ่มหล่อสาขาวิศวะเครื่องกล
ครีมมี่ก็ได้แฟนเป็นหนุ่มสุดฮอตอย่างพี่มังกร
ส่วนยัยเจน… ไม่ต้องพูดถึง ไปคว้าพี่ฟินิกซ์ที่ใคร ๆ ก็หมายปองมาครอบครองได้เฉย
แล้วเมลบีล่ะ?
ยังคงนั่งอ่านหนังสือ
ผ่าศพ
สอบยับ
กลับหอ
นอนดึก
ตื่นเช้า
วนลูปชีวิตแบบไม่มีใครมาจับมือ ไม่มีใครส่งข้อความ ไม่มีใครให้บ่นใส่ บางทีก็อดแหงนหน้าถามสวรรค์ไม่ได้ ทำไมถึงยังปล่อยให้เมลบีโสดอยู่แบบนี้กันนะ
แถมตอนนี้เธอเองก็แทบจะบ้าเข้าไปทุกที เพราะสมองดันไม่ยอมปล่อยเหตุการณ์ในลิฟต์วันนั้นไปสักที
เหมือนพอจะลืมได้แป๊บเดียว ภาพก็ผุดขึ้นมาอีก วนซ้ำไปมาไม่รู้จบ
เมลบีนั่งกุมขมับตัวเองอยู่กลางห้องเรียน สายตาจ้องกระดาน แต่สมองกลับไม่รับรู้อะไรเลยสักอย่าง
อาจารย์กำลังสอนอะไรอยู่… เธอไม่รู้
สไลด์เปลี่ยนไปกี่หน้า… เธอไม่สน
เพราะในหัวมีแต่ความคิดฟุ้งซ่านที่ไม่ควรจะอยู่ตรงนั้นตั้งแต่แรก
หยุดคิดได้แล้วสิ!
เธอดุตัวเองในใจซ้ำ ๆ
แต่ยิ่งห้าม
ยิ่งเหมือนสมองจะดื้อ
และยิ่งทำให้เธอได้แต่นั่งถอนหายใจยาว ๆ อย่างคนใกล้เสียสติ
นี่สินะ…
ผลข้างเคียงของชีวิตเด็กแพทย์ที่นอนไม่พอ บวกกับเหตุการณ์ชวนปวดหัวเกินไปนิด
แต่อาการที่เมลบีกำลังเป็นอยู่ตอนนี้
ดูจะรุนแรงเกินกว่าจะเนียนได้อีกต่อไป
ถึงขั้นที่เพื่อนสนิทร่วมคณะอย่าง น้ำตาล ต้องหันมามอง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นกลางคาบเรียน
“อีเมล มึงเป็นไรเนี่ย”
น้ำตาล เพื่อนสนิทของเมลบี ชื่อหวานมาก แต่ปากกับหน้านี่… ไม่ได้หวานตามชื่อเลยสักนิด สายตาที่มองมานี่คือสายตาคนจับได้ว่าเพื่อนกำลังสติแตก
เมลบีถอนหายใจยาว ก่อนจะเอนหัวพิงโต๊ะ มือกุมขมับแน่น แล้วพึมพำตอบออกไปเสียงแผ่ว
“กูกำลังจะเป็นบ้า”
น้ำตาลเลิกคิ้วทันที
“บ้าเพราะเรียน… หรือบ้าเพราะเรื่องอื่น”
คำถามนั้นแทงใจดำเกินไปนิด จนเมลบีได้แต่นิ่งเงียบไปชั่วครู่ แล้วภาพก็ย้อนกลับไปที่ลิฟต์อีกครั้ง
เหตุการณ์เดิม
ความอึดอัดเดิม
ความใกล้ชิดที่ไม่ควรเกิดขึ้น
สมองของเธอดันทำงานเองโดยไม่ขออนุญาต
หยุดนะ… อย่าคิด…
เธอพยายามห้ามตัวเองในใจ
แต่ยิ่งห้าม ยิ่งเผลอคิดไปไกล เมลบีสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบกุมขมับแน่น โอ๊ย… คิดอะไรของฉันวะเนี่ย
แต่ยิ่งน้ำตาลถาม สมองเมลบีก็ยิ่งเตลิดไปไกลกว่าเดิม
เธอเผลอหลุดปากออกมาแบบไม่ผ่านสมอง
“มึงว่า…ขนาดหกสิบกับหกสิบสอง กูจะอมมิดป่ะ”
น้ำตาลชะงัก หันขวับมามองทันที
“ห๊ะ! มึงว่าไรนะ?”
เมลบีสะดุ้งเฮือก รู้ตัวทันทีว่าพูดอะไรออกไป
“ไม่มี! ไม่มีอะไร!” เธอโบกมือรัว ๆ “กูพูดไม่รู้เรื่องเอง ช่างมัน ๆ!”
น้ำตาลหรี่ตามองอย่างจับผิด
“อีเมล… มึงไปเจออะไรมา”
เมลบีเอาหน้าฟุบโต๊ะทันที
โอ๊ย… หยุดคิดได้แล้วสมองงงงง!