บทที่ 1 ลมหายใจสุดท้ายของดีไซเนอร์
ภายในเพนต์เฮาส์หรูใจกลางกรุงที่เงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงเดินของเข็มนาฬิกาเรือนทอง
‘กอหญ้า’ ดีไซเนอร์อัญมณีสาวผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการวัย 27 ปี กำลังนั่งหลังตรง ดวงตาเรียวสวยดุจเหยี่ยวแต่แฝงไปด้วยความอ่อนล้าจับจ้องอยู่ที่แบบร่างคอลเลกชัน ‘The Eternal Soul’ ซึ่งเธอกำลังจะใช้เปิดตัวในงานประมูลระดับโลกเดือนหน้า
“คุณกอหญ้าคะ... ดึกมากแล้ว พักผ่อนก่อนไหมคะ?”
แพรผู้ช่วยสาวคนสนิทเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เป็นห่วงอย่างยิ่ง ขณะประคองถ้วยน้ำชาคาโมมายล์มาวางไว้ใกล้ ๆ มือเรียวสวยของเจ้านายสาว
กอหญ้าละสายตาจากแผ่นกระดาษ เธอระบายรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่มักจะทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกทั้งชื่นชมและยำเกรงในเวลาเดียวกัน
“แพรก็รู้ว่างานชิ้นนี้สำคัญกับฉันแค่ไหน”
ดีไซเนอร์สาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่าทรงพลัง นัยน์ตาฉายแววมุ่งมั่นจนยากจะสั่นคลอน
“อัญมณีที่ไร้จิตวิญญาณของผู้สร้าง ก็ไม่ต่างอะไรกับกรวดหินธรรมดา ฉันยอมไม่ได้หรอกนะถ้างานชิ้นสุดท้ายของปีนี้จะออกมาไม่สมบูรณ์แบบ”
“แต่คุณกอหญ้าไม่ได้นอนเต็มอิ่มมาสามวันแล้วนะคะ หน้าตาดูซีดเซียวมากเลยค่ะ” แพรยังคงเซ้าซี้ด้วยความห่วงใย
“ความเหนื่อยล้าเป็นเรื่องชั่วคราว แต่ผลงานชิ้นเอกจะอยู่ไปชั่วนิรันดร์”
กอหญ้าตอบกลับพลางยกน้ำชาขึ้นจิบ นัยน์ตาคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงความร้อนที่แล่นผ่านลำคอ
“ขอบใจมากนะแพร เธอไปพักเถอะ ฉันขอเก็บรายละเอียดตรงยอดมงกุฎอีกนิดเดียว... แค่นิดเดียวจริง ๆ”
ผู้ช่วยสาวทอดถอนลมหายใจอย่างจำนน เพราะคำพูดของเจ้านายสาวคือประกาศิต ไม่มีใครเปลี่ยนใจผู้หญิงที่สร้างจักรวรรดิด้วยลำแข้งของตัวเองคนนี้ได้ แพรจึงทำได้เพียงก้มศีรษะลาและเดินออกไปจากห้องทำงาน
เมื่อความเงียบกลับมาเยือนอีกครั้ง กอหญ้าก็เริ่มตวัดปากกาปลายเข็มลงบนกระดาษอย่างวิจิตรบรรจง ทุกเส้นสายที่วาดคือกลั่นออกมาจากสมองและหัวใจ
ทว่าในความเพียบพร้อมนั้น เธอกลับรู้สึกถึงความว่างเปล่าอย่างประหลาด
ดวงตาเมื่อยล้ามองกระจกเงาบานใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง สะท้อนภาพหญิงสาวที่สวยสง่า สวมชุดผ้าไหมราคาแพง แต่แววตากลับหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด ผู้เป็นเจ้าของพึมพำกับเงาตัวเองด้วยน้ำเสียงเนือย ๆ
“เก่งแล้วไง รวยแล้วไงกอหญ้า สุดท้ายเธอก็แค่นั่งอยู่ตรงนี้คนเดียว!”
รอยยิ้มหยันผุดขึ้นบนใบหน้าสวยสมบูรณ์แบบ เธอมีทุกอย่างที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะปรารถนา ยกเว้น ‘เวลา’ และ ‘คนที่จะเคียงข้าง’ อย่างแท้จริง
ตึก ตึก ตึก
พลันจังหวะหัวใจที่เคยสม่ำเสมอกลับเต้นรัวแรงจนผิดปกติ
ความรู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบคั้นขั้วหัวใจอย่างรุนแรงทำให้กอหญ้าต้องทิ้งปากกาในมือ
นัยน์ตาที่เคยคมกล้าบัดนี้ขยายกว้างด้วยความเจ็บปวดพร่ามัว
“อึก!”
ยกมือเรียวบางขึ้นกุมหน้าอกข้างซ้ายแน่นจนเสื้อผ้าไหมยับยู่ยี่ ร่างกายเริ่มสั่นเทา ลมหายใจที่เคยสม่ำเสมอกลับกลายเป็นเสียงหอบกระชั้นที่ฟังดูน่ากลัวในความเงียบ
กอหญ้าพยายามจะพยุงตัวขึ้นเพื่อเรียกหาใครสักคน แต่เรี่ยวแรงที่มีกลับมลายหายไปราวกับถูกสูบออกไปจากร่าง
“ไม่! ยังไม่เสร็จ... งานของฉัน...”
น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นช่างแผ่วเบาและสั่นเครือ นัยน์ตาคู่สวยเริ่มมีน้ำตาคลอเบ้า ไม่ใช่เพราะกลัวความตาย แต่เพราะเธอยังมีสิ่งที่ ‘อยากทำ’ แต่ยังไม่ได้ทำอีกมากมาย
อยากลองรักใครสักคนจริง ๆ อยากลองใช้ชีวิตที่สโลว์ไลฟ์อย่างที่คนอื่นเขาทำกัน อยากเป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาที่ไม่ต้องแบกรับภาระของดีไซเนอร์ชื่อดัง
ร่างของกอหญ้าค่อย ๆ ทรุดลงจากเก้าอี้ไม้โอ๊ก สู่พรมหนานุ่มที่เย็บอย่างประณีต ความมืดมิดเริ่มคืบคลานเข้ามาบดบังวิสัยทัศน์ แสงไฟจากโคมไฟระย้าเริ่มริบหรี่ลงในความรู้สึก
ในวินาทีสุดท้ายที่หัวใจจะหยุดเต้น กอหญ้าหลับตาลงพร้อมกับภาพจำที่เลือนราง เห็นภาพความสำเร็จมากมายที่ผ่านมา แต่มันกลับไม่ทำให้เธอรู้สึกอิ่มเอมเท่ากับความคิดที่ว่า
‘หากได้มีโอกาสอีกครั้ง ฉันจะไม่ใช้ชีวิตเพื่อคนอื่น แต่จะใช้เพื่อตัวเอง’
...ลมหายใจสุดท้ายหลุดลอยไปพร้อมกับความเงียบ กอหญ้าเสียชีวิตลงอย่างโดดเดี่ยวในห้องนอนที่หรูหราที่สุด
ท่ามกลางความมืดมิดที่ดูเหมือนจะไร้จุดจบ
กอหญ้ารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังลอยเคว้งอยู่ในสุญญากาศ ไม่มีน้ำหนัก ไม่มีเสียง ไม่มีแม้แต่ความเจ็บปวดที่เคยรุมเร้า แต่แล้วแสงสว่างจ้าปานจะแผดเผานัยน์ตาก็วาบขึ้น พร้อมกับเสียงอื้ออึงที่ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นเป็นลำดับ
“ทอฝัน! ได้ยินผมไหม”
น้ำเสียงนั้น... ทุ้มลึก ทรงพลัง แต่กลับแฝงไปด้วยความสั่นเล็กน้อยและเย็นชาอย่างบอกไม่ถูก กอหญ้าพยายามลืมตาขึ้น แต่เปลือกตาของเธอมันช่างหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว
ความรู้สึกเจ็บแปลบที่ข้อมือซ้ายแล่นเข้าสู่โสตประสาทอย่างรุนแรงจนต้องนิ่วหน้า
เมื่อลืมตาขึ้นมาได้ในที่สุด สิ่งแรกที่เห็นไม่ใช่เพดานห้องนอนหรูของตัวเอง แต่เป็นฝ้าเพดานสีขาวสะอาดตาของโรงพยาบาล และกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่เตะจมูกอย่างแรง
“คุณฟื้นแล้วเหรอ?”
เสียงทุ้มนั้นดังขึ้นอีกครั้ง กอหญ้าค่อย ๆ ปรับโฟกัสสายตา จนกระทั่งสบเข้ากับดวงตาคมกริบสีนิลที่จ้องมองเธออยู่ก่อนแล้ว
เจ้าของดวงตาคู่นั้นคือชายหนุ่มรูปงามที่มีใบหน้าราวกับรูปสลัก จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากหยักลึกได้รูป และนัยน์ตาที่ดูเคร่งขรึม เย็นชาจนคนมองต้องรู้สึกหนาวสั่น
ชายคนนี้สูงสง่าในชุดสูทสีเข้ม ตัดเย็บอย่างประณีตที่ดูออกทันทีว่าเป็นของสั่งตัดระดับพรีเมียม กลิ่นน้ำหอมไม้จันทน์อ่อน ๆ จากตัวเขาทำให้กอหญ้ารู้สึกมึนงง
‘เขาเป็นใคร? แล้วฉันอยู่ที่ไหน?’
หญิงสาวพยายามจะอ้าปากถาม แต่เสียงที่เปล่งออกมากลับแหบแห้งจนแทบไม่ได้ยิน ชายตรงหน้าขยับเข้ามาใกล้
แววตาแข็งกระด้างที่เคยมองหญิงตรงหน้าอย่างไร้ความรู้สึก บัดนี้กลับฉายแวววูบไหวเพียงชั่วครู่ก่อนจะกลับมาแข็งกร้าวตามเดิม
“อย่าเพิ่งพูดอะไร”
ดีเซลเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น ใบหน้าไม่มีรอยยิ้มแม้เพียงนิด
“การที่ต้องเลื่อนไฟลต์บินเพราะเรื่องไร้สาระของคุณ มันทำให้ผมเสียงานแค่ไหนคุณรู้ไหมทอฝัน?”
‘ทอฝัน? ใครคือทอฝัน?’
กอหญ้าทวนคำในใจด้วยความสับสน
เธอมองลงไปที่ร่างกายของตัวเอง มือที่เคยจับปากกาดีไซเนอร์อย่างแม่นยำ บัดนี้กลับเรียวบางและดูอ่อนแอ
ข้อมือซ้ายมีผ้าพันแผลสีขาวบริสุทธิ์พันไว้หนาเตอะ พร้อมกับคราบเลือดที่ซึมออกมาเล็กน้อย
“ถ้าอยากตายนัก คราวหน้าก็ทำให้มันสำเร็จ อย่ามาใช้วิธีเรียกร้องความสนใจแบบนี้อีก เพราะมันน่ารำคาญ”
ดีเซลกล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเอือมระอา นัยน์ตาของเขาที่มองมายังเธอไม่มีความรักอยู่เลย มีเพียงความห่างเหินและชิงชังที่ปิดไม่มิด
กอหญ้าที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง สมองที่ชาญฉลาดเริ่มประมวลผลอย่างรวดเร็ว ความทรงจำที่แปลกแยกเริ่มไหลบ่าเข้ามาในหัวราวกับทำนบแตก
ภาพของหญิงสาวที่ชื่อ ‘ทอฝัน’ ลูกสาวเศรษฐีผู้เอาแต่ใจ วีรกรรมการอาละวาด และความรักที่บ้าคลั่งที่มีต่อสามีที่ชื่อ ดีเซลคนนี้...
มองดีเซลด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่สายตาที่เต็มไปด้วยความรักโหยหาอย่างที่ทอฝันคนเดิมเคยทำ แต่เป็นสายตาที่สงบนิ่ง เย็นชา และสำรวจตรวจสอบ ราวกับเธอกำลังประเมินอัญมณีชิ้นหนึ่ง
ดีเซลชะงักไปเมื่อเห็นสายตานั้น นัยน์ตาคู่สวยของภรรยาที่ปกติจะมองตนเองด้วยความเทิดทูนและร้องไห้ฟูมฟาย บัดนี้กลับดูว่างเปล่าและห่างเหินแบบที่ไม่เคยพานพบมาก่อน
“มองผมแบบนั้นหมายความว่ายังไง?” ดีเซลถาม เสียงของเขาดูจะเข้มขึ้นด้วยความสงสัย
กอหญ้าไม่ตอบ เธอเพียงแต่พยุงตัวลุกขึ้นนั่งช้า ๆ แม้จะยังเจ็บแผลที่ข้อมือ แต่ก็ไม่ได้แสดงอาการสำออยใด ๆ ออกมา
รอยยิ้มที่เคยหยันตัวเองในเพนต์เฮาส์ บัดนี้กลับปรากฏขึ้นบนใบหน้าของทอฝันคนใหม่ เป็นรอยยิ้มที่ดูสง่างามและทรงอำนาจ
“คุณดีเซลใช่ไหมคะ?” กอหญ้าถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่านิ่งลึก
ดีเซลขมวดคิ้วมุ่นด้วยความฉงนใจ
“คุณเรียกชื่อผมแบบนี้ประชดเหรอ? หรือสมองกระทบกระเทือนจนลืมชื่อสามีตัวเองไปแล้ว?”
กอหญ้าจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมเข้ม มุมปากโค้งขึ้นเล็กน้อยแต่ดวงตาไม่ได้ยิ้มตาม
“เปล่าค่ะ ฉันแค่กำลังปรับจูนอะไรบางอย่าง และขอบคุณนะคะที่เตือนเรื่อง ‘ความรำคาญ’ ของคุณ”
เธอขยับผ้าห่มออกอย่างช้า ๆ แล้วมองหน้าดีเซลตรง ๆ ด้วยสายตาที่ทำให้คนถูกมองรู้สึกเหมือนถูกเปลื้องผ้าด้วยปัญญา
“หลังจากนี้คุณจะไม่ต้องรำคาญฉันอีกต่อไป เพราะ ‘ทอฝัน’ คนเดิมที่คอยวิ่งตามคุณ เธอตายไปตั้งแต่วันที่กรีดข้อมือแล้วล่ะค่ะ”
คำพูดนั้นทำให้อากาศในห้องพักของโรงพยาบาลดูจะเย็นเยียบขึ้นมาทันที
ดีเซลจ้องมองผู้หญิงตรงหน้าอย่างไม่วางตา ค้นหาความจริงว่านี่คือแผนการใหม่ของเธอหรือเปล่า แต่สิ่งที่พบกลับมีเพียงความเด็ดเดี่ยวและมั่นใจที่เขาไม่เคยเห็นจากทอฝันมาก่อนในชีวิต
“ผมจะรอดูว่าคุณจะเก่งได้กี่น้ำ”
ดีเซลทิ้งคำพูดนั้นไว้พร้อมกับรอยยิ้มหยันที่มุมปาก ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไปอย่างไม่สนใจไยดี ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมจาง ๆ
และกอหญ้าในร่างทอฝันที่กำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่ ชีวิตที่เธอเป็นผู้กำหนดเส้นทางของตัวเอง!