เสียงเข้มตวาดก้องทรงอำนาจจนนาวถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง รังสีคุกคามที่แผ่ออกมาทำให้บรรยากาศภายในห้องเย็นเฉียบจนน่าขนลุก แต่ความมึนเมาบวกกับนิสัยส่วนตัวที่ไม่เคยยอมใคร ทำให้เธอพยายามจะโผเข้าแย่งโทรศัพท์คืนจากมือหนาอย่างไม่ลดละ
“เอาคืนมานะตุลย์! แกไม่มีสิทธิ์! เมฆรอฉันอยู่ข้างล่าง” นาวเอ่ยออกมาอย่างเหลืออด เธอพร้อมจะฟาดฟันกับเขาให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยในตอนนี้
“ไม่มีสิทธิ์งั้นเหรอ?” ตุลย์แค่นยิ้มเย็น “แกลืมไปแล้วหรือไงว่าตอนนี้แกอยู่ในสถานะอะไรนาว!”
“แกนั่นแหละที่ลืม! ที่นี่ไม่ใช่บริษัท และเมฆก็คือคนสำคัญของฉัน เอาคืนมา!”
ประโยคที่นาวลั่นออกมาเหมือนเชื้อเพลิงที่ไปปะทุกองไฟ ตุลย์บดกรามเข้าหากันแน่น เขาโยนโทรศัพท์ราคาแพงไปที่โซฟาอย่างไม่ใยดี ก่อนบดเบียดร่างกายเข้าหานาวจนแทบจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน
หลังของนาวแนบชิดไปกับพนักโซฟา ตุลย์ใช้มือแกร่งเพียงข้างเดียวรวบข้อมือทั้งสองข้างของนาวไว้แล้วกดลงกับเบาะหนังอย่างแรง จนร่างบางแทบจมหายไปกับพนักพิง
“คนสำคัญงั้นเหรอ?” ตุลย์โน้มใบหน้าลงมาจนหน้าผากแทบจะชนกัน แววตาของเขามืดหม่นและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความโกรธ “ไอ้คนที่พรากแกไปจากฉันตั้งหลายปีนั่นน่ะเหรอที่สำคัญ? งั้นคืนนี้! ฉันจะทำให้แกรู้เองว่าใครกันแน่ที่มีสิทธิ์ในตัวแกมากที่สุด!”
“ตุลย์! แกจะทำอะ…อื้อ!”
คำประท้วงถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อริมฝีปากร้อนจัดของตุลย์บดเบียดลงมาอย่างหนักหน่วงและป่าเถื่อน จูบนี้ไม่มีความอ่อนโยนปนเปอยู่เลยแม้แต่นิด แต่มันอัดแน่นไปด้วยความโกรธ ความโหยหา และความต้องการที่จะกักขังเธอไว้ไม่ให้หนีไปไหนได้อีกเป็นครั้งที่สอง!
แรงบดจูบที่หนักหน่วงเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเร่าร้อนที่เผาไหม้คนทั้งคู่จากภายใน นาวที่ควรจะขัดขืนกลับเผลอไผลไปกับสัมผัสที่โหยหา กลิ่นอายความเป็นชายและรสชาติของวิสกี้ราคาแพงที่ผสมปนเปกัน กระตุ้นสัญชาตญาณลึกๆ ที่เธอพยายามซ่อนมันไว้ภายใต้ความอดทนมาตลอด
ความโหยหาที่ซุกซ่อนอยู่หลังคำว่า ‘เพื่อน’ ระเบิดออกอย่างรุนแรง นาวเลิกต่อต้าน แขนเรียวที่เคยพยายามผลักไสเปลี่ยนเป็นโอบรัดรอบลำคอแกร่ง พร้อมกับเบียดกายเข้าหาไออุ่นจากร่างสูงอย่างลืมตัว ลิ้นเรียวเกี่ยวกระหวัดตอบโต้รสจูบของตุลย์อย่างเร่าร้อน ราวกับจะบอกให้เขารู้ว่าเธอก็ต้องการเขาไม่แพ้กัน
“อืมม...” เสียงครางอื้ออึงในลำคอของตุลย์ดังขึ้นอย่างพึงใจ เมื่อเห็นว่าเพื่อนตัวแสบเริ่มโอนอ่อนตามใจเขา มือแกร่งที่เคยตรึงข้อมือเธอไว้เปลี่ยนเป็นลูบไล้ไปตามส่วนเว้าโค้งของร่างกายที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดราตรีสีน้ำเงินเนวี่ สัมผัสร้อนผ่าวที่ลากผ่านแผ่นหลังเนียนละเอียดทำให้นาวบิดกายเร่าด้วยความกระสันรัญจวน
“นาว แกรู้ไหมว่าฉันแทบคลั่งตายตอนแกไม่อยู่” ตุลย์พึมพำชิดริมฝีปากที่บวมเจ่อ แววตาคมกริบที่เคยมืดหม่นทว่าบัดนี้พร่าเลือนไปด้วยแรงอารมณ์ “อย่าไปไหนอีก อย่าให้ใครมาแตะต้องแกอีก”
“ถ้าแกอยากรั้งฉันไว้ แกก็ทำสิ ทำให้ฉันหนีไปไหนไม่ได้อีก” นาวหอบหายใจถี่ ใบหน้าสวยขึ้นสีระเรื่อ แววตาฉ่ำปรือที่มองสบเขาเต็มไปด้วยความโหยหา และคำท้านั้นเป็นดั่งคำอนุญาต ตุลย์ไม่รอช้า เขาซุกไซ้ใบหน้าลงบนซอกคอขาวหอมกรุ่น สูดดมความหอมอย่างหิวกระหาย ขณะที่มือหนาเริ่มทำหน้าที่ลุกล้ำเรือนร่างที่เขาโหยหาและอยากครอบครองอย่างถือวิสาสะ
ฤทธิ์แอลกอฮอล์และมวลความรู้สึกที่อัดอั้นผลักดันให้คนทั้งคู่เตลิดไปไกลเกินกว่าจะหันหลังกลับ ภายในห้องVIPคลับ กลายเป็นสมรภูมิรักที่ร้อนระอุ เสียงโทรศัพท์ที่ยังคงดังสลับกับข้อความที่แจ้งเตือนจากเมฆกลายเป็นเพียงเสียงที่น่ารำคาญใจที่ถูกละเลยไปโดยสิ้นเชิง
ตุลย์ผละออกจากริมฝีปากบางเพียงชั่วครู่เพื่อจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาว เขาขบกรามแน่นก่อนจะตัดสินใจบางอย่าง
“ที่นี่มันไม่เหมาะ” เสียงของเขาสั่นพร่าและเต็มไปด้วยความต้องการ “ไปต่อที่เพนเฮ้าส์กัน! และไม่ต้องบอกให้ฉันรั้งแก เพราะฉันไม่คิดจะปล่อยแกตั้งแต่แรกอยู่แล้ว!”
ตุลย์ไม่รอคำตอบ ฝ่ามือแกร่งช้อนหลังบางขึ้น ก่อนจะพาเธอไปที่รถ มุ่งหน้าไปยังเพนท์เฮาส์ส่วนตัวด้วยความเร็วที่พอๆ กับอัตราการเต้นของหัวใจในตอนนี้ ทว่านาวไม่ลืมที่จะส่งข้อความบอกเมฆด้วยความรู้สึกผิดที่ปล่อยให้เขารอ
และไม่นานรถซูเปอร์คาร์คันหรูเบรกสนิทหน้าโถงลิฟต์ส่วนตัวใต้เพนท์เฮาส์หรูในเครือเลิศวิริยะ ตุลย์ไม่รอให้พนักงานต้อนรับเดินมาเปิดประตูให้เสียด้วยซ้ำ เขาดับเครื่องแล้วอ้อมมาฉุดร่างบางของนาวให้ออกมาจากรถทันที แรงอารมณ์ที่พุ่งพล่านประกอบกับความหึงหวงที่ยังตกค้างทำให้เขาแทบควบคุมตัวเองไม่ได้
นาวที่กึ่มได้ที่เดินเซเล็กน้อย แต่แขนแกร่งก็ตวัดโอบเอวคอดกิ่วไว้แน่นจนแผ่นหลังของเธอแนบชิดกับอกกว้าง ตุลย์กดรหัสผ่านลิฟต์ส่วนตัวอย่างรวดเร็ว แต่ทว่าในจังหวะนั้นนาวเหลือบไปเห็น ว่ารหัสนั้นเป็นวันเดือนปีเกิดของเธอ ใบหน้าสวยชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่มีช่องให้เอ่ยถาม เพราะวินาทีที่บานประตูโลหะสีทองอร่ามปิดสนิทลง โลกทั้งใบก็เหลือเพียงแค่เขากับเธอในพื้นที่สี่เหลี่ยมที่ตัดขาดจากโลกภายนอก
“ตุลย์ ใจเย็นสิ แกจะรีบไปไหน” นาวเอ่ยเสียงพร่ากระเส่า ตุลย์จับร่างบางหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเขา แผ่นหลังเนียนพิงเข้ากับผนังลิฟต์ที่เย็นเฉียบตัดกับอุณหภูมิในร่างกายที่ร้อนรุ่ม
“ฉันเย็นมานานพอแล้วนาว นานจนจะบ้าตายอยู่แล้ว!”
ตุลย์คำรามชิดใบหูขาวสะอาด ก่อนที่เขาจะขบลงที่ติ่งหูบางแผ่วเบา เขาแทรกตัวเข้าหาจนไม่มีที่ว่างให้แม้อากาศรอดผ่าน มือหนาทั้งสองข้างยันผนังลิฟต์กักขังเธอไว้ในอ้อมแขน สายตาที่จ้องมองมานั้นดุดันและเต็มไปด้วยความกระหาย ราวกับจะกลืนกินเธอเข้าไปทั้งตัว
“ตอนออกไปจากงาน แกไปไหนนาว” ตุลย์ถามพลางซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่นอย่างหนักหน่วง แต่ทว่าความหึงหวงและสงสัยในใจก็ผุดขึ้นมา “มันทำอะไรแกไปบ้าง บอกฉันมา!”
“อื้อ ตุลย์”
นาวเชิดหน้าขึ้นรับสัมผัสจากริมฝีปากร้อนที่กำลังตีตราจองไปทั่วผิวเนียน เธอใช้มือขยุ้มเส้นผมดกดำของเขาเพื่อระบายความเสียวซ่าน “มันไม่มีอะไร ฉันแค่อยากออกไปให้พ้นหน้าคนบ้าอย่างแกก็เท่านั้น”
“เออ! แล้วตอนนี้ฉันก็บ้าแล้วจริงๆ สมใจแกหรือยัง!”
ตุลย์ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาบดจูบนาวอย่างบ้าคลั่ง มือหนาเลื่อนลงไปรวบชุดราตรีขึ้นช้าๆ จนสัมผัสได้ถึงผิวต้นขาเนียนละเอียด ความเย็นของผนังลิฟต์ที่นาวพิงอยู่ยิ่งทำให้อารมณ์ของทั้งคู่กระเจิดกระเจิง
นาวครางกระเส่าพลางเบียดสะโพกเข้าหาเขาอย่างโหยหาเช่นกัน แรงอารมณ์ที่พุ่งพล่านทำลายความยับยั้งชั่งใจจนหมดสิ้น ความโหยหาที่สั่งสมมาหลายปีระเบิดออกในพื้นที่ปิดตายแห่งนี้