บทที่ 10 โมจิครับมาง้อครับ

1975 คำ
🍡🍡🍡 เมื่อวันเสาร์จะเหงาได้ไงแต่ดันโคตรเศร้า วันอาทิตย์หมกตัวอยู่ในห้องค่อนวันก็ได้เวลาออกไปหาอะไรกิน เพราะรู้สึกว่าท้องเริ่มประท้วงแม้ว่าจะไม่ค่อยหิวก็ตามทีเถอะ และจุดหมายปลายทางคือห้างดังย่านใจกลางเมืองที่นั่งรถไฟฟ้าไปไม่กี่สถานีก็ถึงแล้ว วันนี้ฉันเลือกแต่งตัวสบาย ๆ แต่ดันกลายเป็นว่ามันดูเซ็กซี่จนสายตาคนรอบข้างแทบไม่ละไปไหน เสื้อกล้ามสายเดี่ยวสีขาวที่รัดรูปพอดีตัว มันแนบไปกับผิวจนเห็นส่วนเว้าส่วนโค้งชัดเจน เวลาเงยหน้าหรือเอียงตัวแต่ละที ร่องอกก็โผล่ให้เห็นวับ ๆ แวม ๆ แบบไม่ต้องพยายามมากนัก แถมสายเสื้อที่เล็กและบางก็ทำให้บราแทบไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะมันช่างเผยให้เห็นว่าฉันไม่ได้ปิดบังตรงไหนในร่างกายมากนัก หรือเรียกง่าย ๆ ก็คืออยากโชว์ของดี กระโปรงสั้นสีน้ำตาลอ่อนที่ฉันใส่ มันบานออกเล็กน้อยเหมือนพลีท แต่สั้นจนลมพัดก็แทบจะเห็นเรียวขาทั้งหมด ยิ่งตรงเอวที่เป็นยางยืด ทำให้เห็นช่วงเอวฉันชัดเจนอยู่แล้ว แต่ฉันยังเพิ่มเข็มขัดหนังเส้นใหญ่ประดับหมุดเหล็กเก๋ ๆ รัดไว้ มันยิ่งเน้นให้เอวเล็กกับสะโพกผายชัดเจนขึ้นไปอีก ฉันพาดกระเป๋าหนังสีน้ำตาลเข้ากับไหล่ด้านหนึ่ง ตัวกระเป๋ากระทบเข้ากับสีข้างทุกครั้งที่ฉันขยับแขน จนเหมือนจะบังอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่สามารถกลบความโค้งชัดของอกที่เบียดเสียดกับเสื้อกล้ามรัดรูปได้อยู่ดี ผมยาวสีดำสนิทปล่อยตรงลงมา สลับพาดไปกับแผ่นหลังขาว ๆ ที่โผล่พ้นเสื้อเล็กน้อย แถมฉันยังสวมแว่นกรอบกลมสีดำที่ช่วยให้ลุคคูล แต่ยิ่งทำให้ตัดกับความยั่วเย้าที่ร่างกายฉันมันเผลอส่งออกไปเองโดยไม่ได้ตั้งใจ ขณะยืนพิงราวเหล็กอยู่ริมทางเดิน ฉันเอนร่างโค้งเล็กน้อย ส่งผลให้เอวคอดยิ่งเด่นจนใครผ่านมาก็ต้องเหลียวมอง หรือบางคนก็คงแอบคิดในใจว่า…หุ่นแบบนี้ ใครได้ครอบครองคงไม่มีวันปล่อยไปแน่ ๆ และใช่แหละฉันตั้งใจแต่งมาแก้เครียด เวลาคนมองฉันแล้วรู้สึกว่าตัวเองก็ดูน่าสนใจ ดับความเฟลว่าตัวเองไม่ดีตรงไหนพี่สกายถึงไม่เคยมอง เมื่อทางม้าลายถึงช่วงคนเดินข้ามแล้วฉันก็เดินตามกลุ่มคนที่ยืนรออยู่ด้วยกัน เพื่อข้ามฝั่งไปยังอีกห้างหนึ่ง เนื่องจากฉันลงจากสกายวอล์คลงมาดูร้านเสื้อผ้าเจ้าประจำว่ามีแบบใหม่หรือเปล่า ซึ่งมันอยู่อีกฝั่งแต่เมื่อคิดว่าจะต้องเดินขึ้นบันไดเพื่อไปสกายวอล์คอีกรอบก็คิดว่าเดินข้ามทางม้าลายดีกว่า แน่นอนว่าวันอาทิตย์คือวันที่ทุกคนมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ห้างที่คึกคักอยู่แล้วยิ่งคึกคักเข้าไปอีก ผู้คนเดินผ่านกันไปมามากมายเสียจนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ฉันเดินไปหาร้านอาหารที่อยากกินสักร้าน แต่ทุกร้านก็เต็มไปด้วยคน และคนที่รอไม่เป็นอย่างโมจิเลือกสั่งมัจฉะน้ำมะพร้าวที่กำลังฮิตอยู่ตอนนี้ แล้วเดินไปหาที่นั่งในห้าง “ของคุณลูกค้าร้อยยี่สิบบาทค่ะ ไม่ทราบว่าจะรับขนมทานเพิ่มไหมคะ” “ไม่ค่ะ” “สแกนจ่ายหรือใช้บัตรเครดิตดีคะ” ฉันที่กำลังจะยื่นโทรศัพท์ไปแสกนแต่ทว่ามีคนยื่นบัตรตัดหน้าฉันไป “บัตรเครดิตครับ” ฉันหันมองหน้าว่าใครกันที่ยื่นมาจ่ายเงินให้ฉัน แต่เมื่อเห็นว่าเป็นใครฉันก็เดินออกจากร้านทันที เพราะไม่อยากเห็นหน้า แต่เมื่อคิดว่ากำลังจะเดินไปไหนอีกคนก็วิ่งตามมาอีก “นี่...น้ำ” ฉันมองเมิน ๆ แล้วกอดอกด้วยไม่คิดจะรับน้ำของคนที่ทำให้แผลที่มันกำลังจะหายดีแล้วอักเสบขึ้นมาอีกหรอกนะ “ยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เมื่อวานไม่ใช่เหรอ กินสักหน่อยสิ” ฉันที่เบื่อไม่อยากคุยด้วยจึงเดินหนี...แต่อีกคนก็เดินตามไม่หยุดทั้งพยายามจะคุยกับฉันให้ได้ “เดี๋ยวโมจิ...ใจคอจะไม่คุยกับพี่เลยหรือไง อยากขอโทษเข้าใจไหมเนี่ย พี่ไม่เคยเดินตามผู้หญิงคนไหนเลยนะเนี่ย ยอมสุด ๆ แล้วคุยกันหน่อยได้ไหม พี่ผิดเองก็ยอมรับผิดแล้วนี่ไง” ฉันยู่ปากโดยไม่หันไปมองอีกฝ่าย ยอมรับผิดแล้วฉันจะหายโกรธง่าย ๆ หรือไงเล่า ขนาดพี่ชายฉันยังไม่กล้าแตะเรื่องนี้ด้วยซ้ำ แล้วเขาเป็นใครถึงกล้า “โมจิ...หยุดคุยกันก่อน” เงียบ... “จะโกรธตีพี่ก็ได้แต่อย่าประชดตัวเองด้วยการอดข้าว อดน้ำเลยนะขอร้องล่ะ” เงียบ... “โมจิครับ...พี่ปุณณ์ขอโทษครับ” ฉันยังคงไม่ตอบ “โมจิครับมาง้อครับ ดีกันนะ” เสียงค่อย ๆ อ่อนลงแล้วก็นุ่มขึ้นจนทำให้ฉันรู้สึกขนลุกไปหมด คนอย่างไอ้พี่ปุณณ์เนี่ยนะจะยอมง้อสาว ฉันได้ข่าวว่าเขาได้แล้วทิ้ง เป็นเพลย์บอยอันดับหนึ่งแห่งวิศวฯด้วยซ้ำ แล้วทำไมวันนี้ถึงได้มาง้องอนฉัน ไม่ผีเข้าก็ต้องมีแผนแน่ ๆ “น้องโมจิครับ” ยังอีกยังไม่เลิกเรียกอีก ยิ่งฟังหล่อนเหมือนฟังเรื่องเล่าในเดอะโกสเรดิโออย่างไรอย่างนั้นเลยให้ตายเหอะแต่เมื่อหันกลับไปอีกฝั่งทำให้ฉันต้องอึ้งซ้ำอีกรอบ นอกจากอีพี่ปุณณ์ที่ดูสุภาพจนไม่อยากจะเชื่อแล้ว ก็ไม่คิดว่าโลกจะกลมขนาดนี้ ฉันที่ภาวนาว่าไม่ให้เขาเห็นแต่ทว่ากลับไม่เป็นผล เมื่อร่างนั้นที่จะเดินไปอีกทางในตอนแรก กลับวกกลับมาพลันยิ้มละมุนละไมมาทางที่ฉันยืนดวงตาของฉันก็ค่อย ๆ เบิกกว้าง ชีพจรของฉันเต้นถี่เร็วเหมือนมีใครกำลังรัวกลองในจังหวะหนัก ๆ พร้อมกับเบสเสียงทุ้มอยู่กลางอก ฉันเห็นเขาชะงักงันไปเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าฉันไม่ได้ยืนอยู่คนเดียว ใจจริงอยากรีบแก้ตัวว่าตัวเองไม่ได้รู้จักอะไรกับไอ้รุ่นพี่ผีบ้าข้าง ๆ เลยสักนิด แต่ก็ไม่รู้จะอ้าปากเริ่มจากตรงไหน จนกระทั่งพี่สกายที่กำลังจะอ้าปากทักฉันก็มีเสียงผู้หญิงคนหนึ่งที่ฉันอธิษฐานทุกวันว่าให้เขาอกหักเอ่ยขึ้น แต่แล้วไงยิ่งฉันอยากให้เขาเลิกกันเท่าไหร่ เคราะห์กรรมมันก็วนกลับมาหาฉันที่อกหักรายเดือน “ที่รักคะ...นึกว่าเดินไปไหนนอร่าเดินตามแทบไม่ทันเลย” ไม่ว่าเปล่าคนมาใหม่เดินมาถึงก็ควงแขนพี่สกาย อย่างหวนแหน ฉันรู้ดีว่าผู้หญิงคนนี้ทำเพื่ออะไร แต่ไม่คิดว่าเรื่องเข้าใจผิดครั้งนั้นหล่อนยังเจ้าคิดเจ้าแค้น และยังไม่เลิกเหน็บแนมด้วยสายตาอีก “เจอโมจิน้องไอ้เทมน่ะ เลยเข้ามาทักทายสักหน่อย” พี่สกายก็ยังแสนดีเหมือนเดิม เขาจริงใจเสมอและวางสถานะของฉันเอาไว้อย่างชัดเจนจนฉันไม่อาจจะฝืนความรู้สึกของเขาไปได้ ฉันที่ยืนเงียบอยู่ครู่หนึ่งก็ค่อย ๆ ยิ้มให้เขานิด ๆ ไม่รู้จะพูดอะไรเหมือนกัน มันแน่นไปทั้งอกรู้สึกปวดแปลบอยู่นิด ๆ แต่ก็ไม่มากแล้ว คงเพราะเวลามันผ่านมาพอสมควร หากเป็นช่วงใหม่ ๆ ที่เจอกันฉันเอาแต่ร้องไห้แน่ ๆ หากเจอเขาอยู่ด้วยกันสองคน และเพื่อนตัวดีทั้งสองของฉันที่ไม่ค่อยชอบแฟนของพี่สกายยังตั้งฉายาพี่นอร่าว่านอแรดอีกด้วย แน่นอนเพื่อนรักฉันมาก “เป็นอะไรไป ทำไมไม่พูดอะไรเลย นี่ลืมพี่คนนี้แล้วเหรอ” ดูเถอะทำหน้าน้อยใจแบบนั้น แล้วคนที่หลงรักเขาหัวปักหัวปำแบบนี้มีสิทธิ์ให้ง้อหรือไง ฉันส่ายหน้านิด ๆ แต่ยังคงยิ้มให้จนกระทั่งพี่เขาถามถึงคนที่ยืนข้าง ๆ “นี่ใครเหรอ ไม่เห็นแนะนำให้พี่รู้จัก” เดาว่าพี่สกายคงไม่แน่ใจว่าพี่ปุณณ์เป็นใคร คงเพราะรู้จักแค่พี่ยูตะไม่ได้รู้จักกับพี่เทมอีกอย่างคนละชั้นปี ดังนั้นฉันเลยต้องแนะนำให้เขารู้จักเสียหน่อย แต่ทว่าช้ากว่าคนข้าง ๆ “ผมปุณณ์ครับเป็นแฟนของโมจิ” คำว่าแฟนหลุดจากปากคนที่ตามตอแย จากนั้นมือหนาก็ดึงฉันเข้าไปกอดเอาไว้ ก่อนจะไล้ท้องนิ้วเบา ๆ ที่เอวของฉันให้รู้ว่าเล่นตามน้ำไปก่อน แต่ฉันรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เวลามาอำเล่นกัน จึงหันไปกัดฟันกระซิบข้างหูเขา “ใครเป็นแฟนพี่ไม่ทราบ” “ไม่เห็นผู้หญิงคนนั้นหรือไง...มองเยาะเย้ยเธออยู่นะ แต่เธออยากแพ้เหรอ” เขากระซิบเบา ๆ ให้ได้ยินกันสองคนเช่นกัน ทำให้ฉันหันไปมองพี่สกายยิ้ม ๆ ก่อนจะเห็นว่าอีกคนยืนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันใส่ฉันอยู่ นอกจากหึงพี่สกายแล้วยังมาทำตา ลีตาเหลือกอะไรใส่ไม่ทราบ “ค่ะ...นี่แฟนโมจิเอง” เมื่อตกกระไดพลอยโจน สิ่งที่ทำได้ก็ไหลไปก่อน เพราะไม่รู้ว่าพี่สกายจะเชื่อไหม เรียวคิวของพี่เขาขมวดจนฉันเห็นได้ชัดเจนว่าไม่น่าจะเชื่อคำพูดของฉัน จนฉันต้องกระทุ้งให้คนที่สร้างบทละครเรื่องนี้ขึ้นเล่นต่อ แต่ใครจะคิดว่าบทต่อไปที่เขาเล่นจะเป็นแบบนี้ ฟอด! ฉันตะลึงค้างเมื่ออีกคนกดจมูกลงมาที่แก้มนิ่ม ๆ ของฉัน ต่อหน้าต่อตาพี่สกายเลยด้วย แล้วนั่นพี่สกายก็ตาค้างไม่ต่างจากฉันนัก แน่นอนว่าเรื่องนี้ถึงหูพี่เทมแน่ ไม่อยากจะคิดเลยว่าตอนนั้นจะโดนซักฟอกจนขาวแค่ไหน แต่ฉันเห็นสายตาพี่สกายมองอย่างประเมินพี่ปุณณ์คล้ายกับว่าคนคนนี้น่ะเหรอที่จะมาเป็นแฟนฉัน แล้วคำพูดถัดมาทำให้ฉันต้องอึ้งหนัก “อื้ม...ดีเลย ไปกินข้าวกันหน่อยไหม พี่เลี้ยงไม่ได้เจอกันตั้งนาน” บอกเลยว่าซวยแน่ หากหลุดโป๊ะต่อหน้าพี่สกายกับแฟนสาวขี้หึงจอมทับถมฉัน ฉันโดนยัยนอแรดนั่นประจานอายแทบแทรกแผ่นดินหนีชัวร์ แต่เรื่องนี้ฉันควรจะสู้ดีไหมนะ...ในเมื่อหนีมานานพอแล้วสมควรที่จะเผชิญหน้าหน่อยดีไหม ฉันควรแชตปรึกษาเพื่อนก่อนหรือว่าจะเล่นต่อไปเลยดี แต่คงจะไม่ทันแล้วเมื่อฉันถูกอีกคนกึ่งลากกึ่งจูงไปยังร้านอาหารที่พี่สกายจะเลี้ยง พร้อมกับยายนอแรดที่ดูเหมือนจะมองมาที่พี่ปุณณ์แปลก ๆ คล้ายสายตาตกเหยื่อ แต่เขามีแฟนแล้วนี่ ไม่ควรจะมองผู้ชายคนอื่นไหมล่ะ จนฉันยกมือขึ้นกอดเอวพี่ปุณณ์ตอบแสดงความเป็นเจ้าของพร้อมส่งสายตามองแรงกลับ ให้รู้ว่าของหล่อนอยู่ข้างหน้า จนหล่อนสะบัดหน้ากลับ
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม