“คะน้าเก่ง เป็นเด็กดี ไม่ว่าเรียนอะไรหรือเรียนที่ไหน พี่เชื่อว่าคะน้าจะต้องประสบความสำเร็จแน่นอนจ้ะ” มะปรางยิ้มให้กำลังใจเด็กสาว ตั้งแต่เธอแต่งงานและย้ายเข้ามาอยู่กับสามี พอได้รู้จักกับเด็กสาว เธอก็เอ็นดูและถูกชะตา เพราะแม้จะแก่นเซี้ยวไม่เรียบร้อยเท่าไรนัก แต่คะน้าก็เป็นเด็กดีรู้ความ
หลังจากแต่งงานกันเมื่อสองปีที่แล้วในตอนที่เธอเพิ่งเรียนจบใหม่ มะปรางไม่ได้อึดอัดใจกับการต้องย้ายมาอยู่บ้านสามี เพราะทุกคนในบ้านใส่ใจและเอ็นดูเธอราวกับลูกหลานคนหนึ่ง ทั้งผู้คนในไร่ก็ให้เกียรติและยำเกรงเธอในฐานะภรรยาของเจ้าของไร่ จะมีก็แต่คนเอาแต่ใจที่เธอหนีเขาออกมาจากห้องนั่นแหละที่ไม่น่าคบ พอนึกถึงคนไม่น่าคบ ใบหน้าสวยหวานในกรอบเส้นผมที่ถูกรวบตึงมัดหางม้าไว้ก็บึ้งตึงลงเล็กน้อย
อาจเป็นเพราะการแต่งงานระหว่างเธอกับเขาไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความรัก เขาจึงไม่ค่อยถนอมเธอนัก ไม่ว่าจะทางกายหรือทางวาจา ความสัมพันธ์ทางกายที่เกิดขึ้นก็เป็นเพียงความต้องการทางเพศของผู้ชายคนหนึ่ง และเธอมีหน้าที่ตอบสนองในฐานะเมีย เมียที่เขายอมแต่งงานด้วยเพราะต้องการที่ดินสี่สิบไร่ของพ่อเธอที่อยู่ติดกับที่ดินผืนใหญ่ของเขา เธอก็แค่ของแถมที่เขาได้มาพร้อมกับที่ดินเท่านั้นเอง
“คุณปรางเป็นอะไรคะ” คะน้าถามด้วยความเป็นห่วง เพราะนั่งคุยกันอยู่ดี ๆ จู่ ๆ คุณปรางของเธอก็หน้าบึ้ง
“เปล่าจ้ะ พี่แค่คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยน่ะ”
“คุณปรางหิวน้ำไหม เดี๋ยวคะน้าไปเอามาให้ค่ะ”
“ก็ดีเหมือนกันจ้ะ”
คะน้าขยับตัวจะลุกขึ้น แต่ก้นยังไม่ทันพ้นเก้าอี้ ป้าจุ๋มแม่ครัวประจำโรงอาหารของไร่ก็ถือกระติกน้ำสีชมพูบานเย็นมาวางบนโต๊ะ แล้วเปิดฝากระติกน้ำออก
“อะไรหรือจ๊ะป้าจุ๋ม” คะน้าถามพลางลุกขึ้นยืน เด็กสาวชะโงกหน้ามองของที่อยู่ในกระติก
“น้ำตะไคร้ ป้าต้มไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ทำไว้ให้คนงานกิน ใส่ขวดปิดฝาแช่เย็นเจี๊ยบ กินแล้วสดชื่นสดใส พอดีไอ้เปี๊ยกมันบอกว่าคุณปรางเข้ามาในไร่ ป้าเลยบอกมันลัดคิวพาขี่มอไซค์มาที่เรือนเพาะชำก่อนเลย ป้าอยากให้คุณปรางชิม” ป้าจุ๋มพูดพลางหยิบขวดน้ำตะไคร้ออกมาจากกระติกสองขวด ขวดหนึ่งยื่นให้คะน้า ส่วนอีกขวด ป้าแกเปิดให้อย่างระมัดระวังก่อนจะยื่นให้มะปราง “นี่ค่ะคุณปราง”
“ขอบคุณค่ะป้าจุ๋ม” มะปรางรับขวดน้ำตะไคร้มาถือไว้ หญิงสาวก้มดมกลิ่นของมัน “หอมจังเลยค่ะ”
พอได้รับคำชม คนทำน้ำตะไคร้ก็ยิ้มแฉ่ง “รสชาติก็อร่อยนะคะ คุณปรางลองชิมดูสิคะ”
มะปรางยกขวดน้ำตะไคร้ขึ้นดื่มจนหมดไปครึ่งขวด หญิงสาวหลับตาพริ้ม ยิ้มเต็มใบหน้า ก่อนจะลืมตาขึ้นสบตาแม่ครัวที่มองเธอด้วยสายตาลุ้นระทึก
“เป็นไงบ้างคะ ถูกปากไหมคะ”
“หอม หวานพอดี อร่อย สดชื่นมากค่ะ” มะปรางชมจากใจจริง
“อร่อยมากจ้ะป้า คะน้าขออีกหนึ่งขวดได้ไหมจ๊ะ คะน้าจะเอาไปฝากป้าสมร” คะน้ารีบชม แล้วขอเพิ่ม เด็กสาวยิ้มและกะพริบตาปริบ ๆ ออดอ้อน
“ได้สิ อะ...เอาไปสองขวดเลย”
“ขอบคุณจ้ะป้า” คะน้ารีบยกมือไหว้ ก่อนจะรับน้ำตะไคร้สองขวดมาวางไว้ตรงหน้า
“คุณปรางจะเอาไปฝากคุณติไหมคะ” ป้าจุ๋มหันมาถามคนที่กำลังดื่มน้ำตะไคร้อีกครึ่งหนึ่งที่เหลือ
มะปรางดื่มน้ำตะไคร้จนหมดขวด เธอลดขวดลงจากปาก หญิงสาวยิ้มหวานพลางส่ายหน้า
“คุณติไม่ชอบผักที่มีกลิ่นฉุนค่ะ กระเทียม ขิง ข่า ตะไคร้ ไม่เอาสักอย่าง”
“จริงด้วยสิ ป้าก็ลืมไปเลย งั้นป้าไปต่อนะคะ ต้องเอาไปแจกคนงานอีกหลายที่” ป้าจุ๋มว่าพลางปิดกระติกน้ำ แล้วหิ้วมันเดินเร็วตรงยังมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างที่จอดอยู่หน้าเรือนเพาะชำ โดยมีหลานชายนายเปี๊ยกสตาร์ตเครื่องรออยู่
“ขอบคุณนะคะป้าจุ๋ม” มะปรางกล่าวคำขอบคุณไล่หลังไปอีกครั้ง
ป้าจุ๋มเหลียวหลังมาตอบ “จ้า” คำเดียวแล้วก็ขึ้นนั่งพ่วงข้างมอเตอร์ไซค์ ป้าจุ๋มนั่งยังไม่ทันดีเท่าไร นายเปี๊ยกจอมซิ่งก็เบิ้ลเครื่อง บิดมอเตอร์ไซค์พาป้าจุ๋มทะยานเข้าไปในไร่ที่กว้างสุดลูกหูลูกตา ทุกคนแถวนั้นจึงได้ยินเสียงป้าจุ๋มด่าหลานชายคลอเคล้าเสียงเครื่องมอเตอร์ไซค์ก่อนจะค่อย ๆ เงียบเสียงลงเพราะทั้งสองห่างออกไปเรื่อย ๆ
“คุณปรางจะกลับก่อนไหมคะ” คะน้าถามด้วยความเกรงใจ เพราะสายมากแล้ว เธอพาคุณปรางออกมาตั้งแต่เช้า บางทีคุณปรางอาจจะอยากกลับบ้านแล้วก็ได้ ส่วนเธอคงต้องรอคนชอบสั่งอยู่ที่นี่ก่อน เผื่อเขามีอะไรจะสั่งเพิ่ม ถ้าเธอกลับบ้านไปก่อนตอนนี้ แล้วเขามาไม่เจอเธอที่นี่ เดี๋ยวก็เป็นเรื่อง
“ไม่เป็นไรจ้ะ เดี๋ยวค่อยกลับพร้อมคะน้าก็ได้”
“งั้นก็ดีเลยค่ะ คะน้าจะได้มีเพื่อนคอยรับมือคุณหมอขี้เก๊ก”
“ไปว่าหมอนัทแบบนั้น ระวังเจ้าตัวเขามาได้ยินแล้วจะโดนดี” มะปรางเตือนยิ้ม ๆ
“คะน้าพูดเรื่องจริงนี่คะ หมอนัทน่ะขี้เก๊กจะตาย ชอบเก๊กหน้านิ่ง ๆ ทำตาดุ พูดก็ไม่ค่อยพูด จะพูดจะจาแต่ละทีอย่างกับกลัวว่าดอกพิกุลจะร่วงจากปาก”
“คะน้า…” มะปรางยิ้มแหย หญิงสาวมองคนที่เดินเข้ามายืนกอดอกอยู่เบื้องหลังเด็กสาวด้วยสายตาเลิ่กลั่ก
“คุณปรางก็คิดเหมือนคะน้าใช่ไหมคะ”
“ของที่สั่งเตรียมครบหรือยัง” เสียงทุ้มคุ้นเคยที่ดังขึ้นเบื้องหลังทำให้คะน้าอ้าปากค้าง เด็กสาวหันขวับไปมองเจ้าของเสียงด้วยสายตาตกตะลึง
“หมอนัท…เอ่อ…”