แอบร่านในบ้านเจ้านาย 1: สาวใช้คนใหม่
เช้าวันแรกของปรางเต็มไปด้วยความตื่นเต้นผสมประหม่า บ้านหลังนี้ใหญ่โตโอ่อ่า เสียงรองเท้าของเธอกระทบพื้นหินอ่อนสะท้อนก้องในโถงรับแขกหรู ป้าแสง แม่บ้านรุ่นใหญ่ที่ทำงานมานานหลายปี เดินนำหน้าไปอย่างคล่องแคล่ว มือหนึ่งถือสมุดจดงาน อีกมือถือผ้าขี้ริ้วไว้เช็ดตามขอบเฟอร์นิเจอร์ระหว่างพูด
"นี่ห้องรับแขก ต้องปัดฝุ่นทุกเช้า พรมก็ต้องดูให้สะอาด" ป้าแสงหันมาบอกด้วยน้ำเสียงจริงจังแต่แฝงความเอ็นดู ก่อนจะพาเดินต่อไปยังห้องรับประทานอาหาร โต๊ะไม้สักยาวเหยียดวางอยู่กลางห้อง แววเงาวับจนเหมือนกระจก
ปรางพยักหน้าอย่างตั้งใจ ฟังป้าแสงแจกแจงไปเรื่อย จากห้องครัวที่มีอุปกรณ์ครบครัน กลิ่นหอมอ่อนๆ ของไม้สักและน้ำยาทำความสะอาดลอยคลุ้ง ไปจนถึงโซนด้านหลังบ้านที่เชื่อมต่อกับสวนกว้างและโรงเก็บของ
เมื่อเดินผ่านหน้าต่างบานใหญ่ ปรางก็เหลือบไปเห็นชายร่างสูงในชุดเชิ้ตสีขาว กำลังยืนคุยกับคนสวนอยู่ตรงสนาม เสี้ยววินาทีนั้นหัวใจเธอก็เต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว เหมือนแรงดึงดูดบางอย่างที่เธอไม่อาจอธิบายได้
"นั่นคุณภพ เจ้านายเรา...สุภาพ แต่ตาคมนะ ระวังจะถูกจับผิดได้ง่ายๆ"
ป้าแสงหันมาพร้อมรอยยิ้มบาง ปรางเพียงยิ้มรับ แต่ในอกกลับร้อนผ่าวขึ้นมาแปลกๆ ราวกับนี่ไม่ใช่เพียงการเริ่มงานธรรมดา แต่เป็นจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่อาจเปลี่ยนทั้งชีวิตเธอไป
หลังจากพาเดินทั่วบ้าน ป้าแสงก็พาปรางมาหยุดที่โถงทางเดินชั้นบน แสงแดดยามสายส่องลอดผ่านผ้าม่านบาง สีทองอบอุ่นตกกระทบผิวปรางจนดูนวลเนียนยิ่งขึ้น
"นี่ห้องเจ้านาย…ห้ามเข้าไปถ้าเขาไม่อนุญาต"
ป้าแสงบอกเสียงขรึม แต่ปรางกลับเผลอเหลือบมองลูกบิดประตูที่สะท้อนแสงเหมือนกำลังเชิญชวนให้หมุนเปิดเข้าไป
กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ลอยออกมาจากช่องว่างใต้ประตู กลิ่นนั้นไม่เหมือนใครผสมระหว่างความสดชื่นของไม้ซีดาร์กับไออุ่นของผู้ชาย มันติดอยู่ในปลายจมูกจนหัวใจปรางเต้นแผ่วแรงขึ้น
ขณะกำลังเดินลงบันได เสียงหัวเราะทุ้มต่ำก็ดังมาจากข้างล่าง คุณภพกำลังคุยกับน้าเด่นคนขับรถ สายตาคมของเขาเงยขึ้นมามองปรางพอดี ราวกับรู้ว่ามีใครกำลังสอดส่องเขาอยู่ ปรางรีบก้มหน้า แต่ใบหน้ากลับร้อนผ่าว และในอกเหมือนถูกกระตุกด้วยสายบางๆ ของความอยากรู้อยากลอง
ป้าแสงยังคงพูดเรื่องงาน แต่หูของปรางกลับไม่ได้ฟังทั้งหมด ทุกประสาทสัมผัสกำลังจดจ่ออยู่กับความรู้สึกประหลาดที่เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่ได้สบตาเจ้านายครั้งแรก
บ่ายวันนั้น หลังทำความสะอาดโถงรับแขกเสร็จ ป้าแสงก็ใช้ให้ปรางเอาผ้าปูโต๊ะชุดใหม่ไปเก็บไว้ในห้องเก็บของข้างสวน
ทางเดินแถบนั้นค่อนข้างแคบ พื้นไม้สักเก่าเอี๊ยดอ๊าด ทุกครั้งที่ก้าว สายลมพัดกลิ่นดินชื้นหลังรดน้ำต้นไม้เข้ามา แต่มีกลิ่นอีกอย่างปะปนกลิ่นน้ำหอมผู้ชายที่เธอจำได้แม่น พอเลี้ยวเข้ามุม ปรางก็เกือบชนกับร่างสูงใหญ่ของคุณภพที่ยืนอยู่ตรงชั้นวางของ
"ระวังหน่อยสิ"
เสียงทุ้มเอ่ย พร้อมกับมือใหญ่ที่ยื่นมารับน้ำหนักตัวเธอไว้
เพียงชั่วเสี้ยววินาทีที่มือเขาสัมผัสต้นแขน ปรางก็รู้สึกเหมือนแรงร้อนแล่นวาบไปทั่วร่าง
เธอรีบถอยออก แต่พื้นที่แคบทำให้หลังไปชนตู้ไม้ ขอบตู้ครูดเอวด้านข้างจนชุดยูนิฟอร์มเนื้อผ้าบางแนบเข้ากับผิว
สายตาคมของเขากวาดมองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยกยิ้มมุมปากเล็กๆ เหมือนกำลังรู้อะไรบางอย่าง
"ใหม่สินะ…ฝีมือทำงานคงต้องลองดูก่อนว่าจะดีแค่ไหน"
น้ำเสียงของภพไม่ดัง แต่หนักแน่นและมีแววท้าทาย
ปรางเม้มปาก ไม่รู้ว่าเขาหมายถึงงานบ้าน หรือกำลังสื่อถึงอะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้น หัวใจเธอเต้นถี่ขึ้นโดยไร้เหตุผล ขณะที่มือยังถือผ้าปูโต๊ะไว้แน่น รู้สึกถึงความอุ่นจากสัมผัสเมื่อครู่ยังติดอยู่บนผิว
คุณภพก้าวถอยเล็กน้อยแต่ยังยืนขวางทางออกอยู่ ปรางจึงจำใจต้องขยับเข้าชิดชั้นวางของด้านหลัง กลิ่นน้ำหอมผสมกลิ่นกายของเขาอบอวลจนหัวใจเธอเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ
"ผ้าปูโต๊ะ…เก็บตรงนี้หรือเปล่า"
เขาถาม แต่สายตากลับจับอยู่ที่ใบหน้าและลำคอของเธอมากกว่าของในมือ
ปรางพยักหน้า พยายามหลบสายตา แต่ยิ่งหลบเขากลับยิ่งโน้มตัวลงมาจนรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่รดข้างแก้ม
"ทำงานในบ้านนี้…" เสียงเขาทุ้มลง "…บางทีก็ต้องรู้จักทำมากกว่าที่สั่ง"
คำพูดนั้นคลุมเครือ แต่สายตากลับเหมือนกำลังทดสอบว่าเธอจะตอบสนองยังไง
ปรางกลืนน้ำลาย หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกว่าหน้าอกสั่นตาม มือเธอเผลอวางผ้าปูโต๊ะบนชั้นเสียงดังเบาๆ ก่อนจะก้าวออกข้างเพื่อเลี่ยงตัวเขา แต่คุณภพขยับตามอย่างจงใจ ปลายนิ้วแตะเบาๆ ที่ข้อศอกราวกับจะนำทาง
"ไปทำงานต่อเถอะ…แต่จำไว้นะ" เขากระซิบใกล้หู "ฉันสังเกตเธออยู่"
เมื่อหลุดออกจากห้องเก็บของ ปรางรู้สึกเหมือนร่างยังร้อนรุ่มไม่หาย ความรู้สึกปนเประหว่างเกร็งกลัวกับตื่นเต้นแปลกๆ กำลังเล่นงานเธอ และในหัวภาพดวงตาคมคู่นั้นยังวนเวียนไม่ยอมหาย
ปรางเดินออกจากห้องเก็บของด้วยใบหน้าที่พยายามเก็บซ่อนอารมณ์ให้เป็นปกติ แต่หัวใจยังเต้นแรงเหมือนเพิ่งผ่านเหตุการณ์ต้องห้ามมาเมื่อครู่ กลิ่นน้ำยาถูพื้นอ่อนๆ จากโถงทางเดินในบ้านลอยมาแตะจมูก ก่อนจะได้ยินเสียงป้าแสงเรียกจากในครัว
"ปราง! มานี่หน่อย มาช่วยป้าจัดโต๊ะให้คุณภพ เขาจะมากินข้าวเที่ยงแล้ว"
"ค่ะป้า"
ปรางรีบตอบรับเบาๆ แล้วเดินเข้าไปในบ้าน เสียงรองเท้ากระทบพื้นไม้ดังเบาๆ ในความเงียบของบรรยากาศ
แสงแดดจากหน้าต่างส่องลอดเข้ามากระทบผิวเธอจนเกิดเงารำไร ชุดทำงานที่แนบตัวเริ่มทำให้รู้สึกร้อนวูบแปลกๆ
ป้าแสงกำลังหยิบจานชามเรียงลงบนโต๊ะยาวสีเข้ม แล้วหันมามองปรางพร้อมยื่นผ้าขาวสำหรับเช็ดแก้วให้
สายตาของป้าแสงดูเรียบเฉย แต่แฝงความจับสังเกตเล็ก ๆ เหมือนจะรู้ว่าสาวใช้คนใหม่กำลังซ่อนอะไรบางอย่างอยู่ในใจ
ป้าแสงวางผ้าเช็ดแก้วลง แล้วหันมามองปรางพร้อมเอ่ยเสียงขรึม
"ปรางช่วยป้ายกกล่องที่อยู่หน้าบ้านไปเก็บในครัวหน่อยนะ กล่องมันหนัก ป้ายกไม่ไหว"
ปรางพยักหน้ารับ ก่อนเดินเลี่ยงออกไปหน้าบ้านตามคำสั่งของป้าแสง เธอก้มลงจับกล่องใหญ่ที่ป้าแสงให้ยกขึ้นด้วยมือทั้งสองข้าง รู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่มากกว่าที่คิดไว้ ใบหน้าของเธอเริ่มแดงระเรื่อจากความพยายามที่ต้องใช้แรงเต็มที่ ปรางขมวดคิ้วเล็กน้อย ยืดหลังขึ้นอย่างระมัดระวัง แล้วค่อยๆ หยัดตัวขึ้น พร้อมกับเสียงหอบเบาๆ ที่หลุดออกมาจากปาก
"อืม...หนักกว่าที่คิดนะเนี่ย"
เธอพูดกับตัวเองเบาๆ พร้อมกับมองไปรอบๆ เพื่อหาเส้นทางที่จะเดินอย่างปลอดภัย
ป้าแสงยืนดูอยู่ห่างๆ พร้อมกับส่งยิ้มให้กำลังใจ "ปรางสู้ๆ นะลูก เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว"
ปรางพยายามเดินไปอย่างช้าๆ และมั่นคง มือที่จับกล่องก็ไม่ให้สั่นไหวแม้แต่น้อย แต่กล้ามเนื้อที่แขนและหลังเริ่มส่งสัญญาณเตือนว่าเหนื่อยมากขึ้นเรื่อยๆ หยาดเหงื่อเม็ดเล็กๆ เริ่มผุดขึ้นบนหน้าผาก แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้
เมื่อไปถึงที่วางของ เธอค่อยๆ วางกล่องลงอย่างระมัดระวัง ก่อนจะยืดตัวตรงและถอนหายใจยาว
"เสร็จแล้ว!"
ปรางลูบกล้ามเนื้อที่แขนและหลังตัวเองอย่างเบาๆ ด้วยความรู้สึกภูมิใจเล็กๆ ที่เธอทำสำเร็จ แม้จะหนักและเหนื่อยแค่ไหนก็ตาม
ปรางยืนนิ่งพักหายใจสักครู่ มือที่ยังจับขอบกล่องไว้แน่นค่อยๆ คลายออก เธอรู้สึกถึงความปวดเมื่อยลึกๆ ที่ไหล่และแขน แต่ก็กลับรู้สึกถึงความแข็งแรงที่เพิ่มขึ้นในตัวเอง
"ดีมากนะปราง ยกของหนักแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย"
ป้าแสงเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับยิ้มแผ่วเป็นกำลังใจให้สาวใช้คนใหม่
"ขอบคุณค่ะป้า จะทำให้ดีที่สุดเลย"
ปรางส่งยิ้มตอบ แม้เหนื่อยแต่ก็รู้สึกอบอุ่นในใจ แต่แล้วจู่ๆ กล่องที่วางไว้บนพื้นนั้นก็เริ่มมีเสียงบางอย่างดังกึกก้องเบาๆ ปรางหันไปมองด้วยความสงสัย และพบว่ากล่องนั้นมีบางอย่างข้างในที่ยังไม่ได้ถูกจัดเก็บดีนัก เธอจึงต้องหยิบมันขึ้นมาอีกครั้ง
คราวนี้น้ำหนักของกล่องยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ปรางต้องใช้แรงมากขึ้นกว่าครั้งแรก เสียงลมหายใจของเธอเริ่มดังชัดขึ้น เส้นผมบางเส้นที่ติดหน้าผากเริ่มชื้นไปด้วยเหงื่อ
"อ๊ะ...หนักมากจริงๆ นะเนี่ย"
ปรางพูดพลางขมวดคิ้วอย่างตั้งใจ แต่ในใจกลับรู้สึกท้าทายกับความหนักหน่วงนี้
"ให้ป้าช่วยนะลูก จะได้ไม่เหนื่อยมากเกินไป"
ป้าแสงเดินมาช่วยจับกล่องอีกข้างหนึ่งแล้วบอกเสียงอ่อนโยน
ปรางยิ้มรับก่อนจะส่งกล่องไปให้ป้าแสงช่วยถือครึ่งหนึ่ง ทั้งสองเดินไปด้วยกันอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ของข้างในกล่องเสียหาย
เมื่อวางกล่องเรียบร้อย ปรางนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ หายใจเข้าลึกๆ แล้วปล่อยลมหายใจออกช้าๆ ความเหนื่อยล้าค่อยๆ จางหายไปในความรู้สึกพึงพอใจที่ได้ช่วยเหลือและทำงานสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่ง