ตอนที่ 5 เข้ากองวันแรก

1761 คำ
5 เข้ากองวันแรก วันรุ่งขึ้น ซึ่งเป็นวันแรกของการถ่ายทำมาถึง แต่แทนที่ฉันจะได้สวมบทแม่ยังสาวและร้องห่มร้องไห้ในฉากแสนสะเทือนใจ กลับกลายเป็นว่าต้องมานั่ง รอ...รอ...และก็รอ เฮ้อ... สาเหตุไม่ใช่ใครที่ไหน ดีนี่ ดาราผู้รับบทช่วงวัยรุ่น ซึ่งเป็นช่วงวัยที่มีบทมากที่สุด มาสายกว่าชั่วโมง สีหน้าเธอดูเหนื่อยล้า และซีดเผือดเหมือนยังไม่ได้นอน ผู้จัดการของเธอก็เอาแต่พ่นคำหยาบออกมา แม้แต่ฉันที่ได้ยินยังรำคาญหู โวยวายเรื่องสคริปต์ เรื่องฉาก เรื่องตารางถ่ายทำที่แน่นเกินไป ฉันที่นั่งฟังเงียบ ๆ พานนึกในใจว่าไม่ใช่ที่ดีนี่ไม่พร้อมหรอก น่าจะเป็นผู้จัดการของเธอต่างหากที่ไม่พร้อมจะทำหน้าที่นี้ ฉันยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้เพื่อรอคิวถ่าย แต่...ดีนี่แสดงได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก ผ่านไปเทคแล้วเทคเล่าเกือบยี่สิบรอบ ผู้กำกับเริ่มถอนหายใจแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทีมไฟ ทีมกล้องเริ่มเบือนสายตาจากจอมอนิเตอร์ หันมามองหน้ากันแทน และคิวของฉันก็ถูกเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ แต่ที่น่าหนักใจกว่า คือดีนี่เริ่มร้องไห้หนัก เธอนั่งขดตัวอยู่มุมห้องจนไม่มีใครกล้าเข้าไปหา แต่ว่านะ...ฉันรู้ถึงความรู้สึกนั้นดี ความรู้สึกที่ต้องอยู่ในแสงไฟ ทั้งที่ใจเต็มไปด้วยความกลัวและเสียงวิจารณ์ดังก้องอยู่ในหัวไม่หยุด ราวกับกำลังเห็นตัวเองเมื่อในอดีตที่ขมขื่น ฉันทนดูภาพแบบนี้ไม่ได้หรอก จึงเดินเข้าไปหาเธอช้า ๆ “ดีนี่ พี่ขอนั่งด้วยได้ไหม” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงบางเบา เธอเงยหน้ามองฉันช้า ๆ น้ำตาเอ่อล้นไปทั้งนัยน์ตา “ขอโทษค่ะพี่มิ้น หนูแสดงไม่ได้เลย...หนูควรถอนตัวดีไหมคะ” “พี่รู้...ว่ามันยาก” ฉันพูดอย่างอ่อนโยนด้วยความเข้าใจ “จริงเหรอคะ?” ดีนี่เงยหน้ามองฉัน “จริงสิ ตอนพี่เข้าวงการใหม่ ๆ พี่จำได้เลยว่า ต้องเข้าซีนร้องไห้เพราะโดนแม่ตบต่อหน้าคนทั้งตลาด พี่ถ่ายเทกไปยี่สิบกว่าเทกแน่ะ ร้องไห้ไม่ออกดูปลอมมาก คนในกองก็เริ่มมองแรง ใจพี่แทบอยากจะวิ่งออกจากกองไปเลยนะตอนนั้น” “พี่ดูไม่เหมือนคนที่เคยแสดงแย่ขนาดนั้นเลยนะคะ” ดีนี่พูดพลางสะอื้นเบา ๆ “ฮ่า...เพราะพี่ผ่านมันมาแล้วไง เลยอยากให้น้องดีนี่ผ่านมันให้ได้เหมือนกัน” “แต่...ทุกคนเอาแต่หนูไปเทียบกับพี่ หนูกดดันมากเลยค่ะ” ฉันถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะวางมือบนไหล่ของเธอ “ดีนี่ฟังพี่นะ ตอนนี้น้องควรโฟกัสบทรุ้งที่ได้รับ แค่เป็นรุ้งที่น้องสร้างขึ้นมาจากหัวใจตัวเอง พี่อยากดูน้องในแบบที่ไม่มีใครเหมือน ไม่ต้องดีกว่าใคร เก่งกว่าใคร แค่เป็นตัวเองก็พอ มะ...ลองต่อบทกับพี่ เดี๋ยวพี่คนนี้จะชี้แนะบางอย่างให้เอง” ฉันช่วยดีนี่ซ้อมบท บอกเทคนิคเล็ก ๆ ที่เคยใช้เวลาเล่นฉากยาก ๆ พยายามชี้ให้เธอเห็นว่าการแสดงไม่ใช่เรื่องของความสมบูรณ์แบบ แต่มันคือการถ่ายทอดอารมณ์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและความเข้าใจในบท “แอคชั่น!” การถ่ายทำเริ่มขึ้นอีกครั้ง บรรยากาศในกองเงียบสนิท ดีนี่ที่ยืนอยู่กลางฉาก เสียงสั่น ๆ ของเธอเริ่มเอ่ยออกมา “แม่...หนูขอโทษ หนูไม่เคยเข้าใจเลย ว่าทำไมแม่ถึงต้องเสียสละขนาดนั้น” น้ำเสียงเธออัดแน่นไปด้วยอารมณ์ ดวงตาแดงก่ำที่ไม่ได้เกิดจากการร้องไห้ แต่มันคืออาการของคนที่อินกับบทอย่างแท้จริง “คัต!” เสียงของผู้กำกับดังขึ้น พร้อมกับเสียงปรบมือเกรียวกราวไปทั่วกอง ผู้กำกับหันมาทางฉันด้วยสีหน้ายิ้มปริ่ม “ขอบคุณนะ ถ้าไม่มีน้องมิ้นวันนี้ พี่คงไม่ได้ซีนนี้แน่ ๆ” “ไม่ใช่เพราะมิ้นหรอกค่ะ น้องดีนี่ต่างหากที่เรียนรู้ได้ไว มิ้นแค่สอนทริคเล็กน้อย น้องก็นำมาปรับใช้ได้รวดเร็วเลย อนาคตไกลแน่นอนค่ะคนนี้” ฉันยิ้มตอบ และทุกคนก็ยิ้มตามกันทั้งกอง (ห้องพักส่วนตัวนักแสดง) ในส่วนซีนของฉัน ฉันใช้เวลาถ่ายทำไม่นานก็เสร็จ พอเลิกกอง ฉันก็นั่งเช็ดหน้าลบเครื่องสำอางที่หนาเตอะเพื่อทำให้ดูแก่เกินวัยตามบท ซึ่งคงต้องใช้เวลาพอควร แต่แล้ว...พี่แทนก็เดินเข้ามาในห้องพลางยกยิ้มมุมปาก “วันนี้เก่งมากครับ” พี่แทนพูดขณะที่ยืนพิงประตูอย่างสบาย ๆ ฉันหันไปสบตากับเขาผ่านกระจกโต๊ะเครื่องแป้ง ก่อนจะรีบก้มหน้าลบลิปสติกที่เริ่มเลอะขอบปากเพราะอาย “มะ...มิ้นแค่ช่วยดีนี่นิดหน่อยเองค่ะ ไม่ได้เก่งอะไรหรอก” “นิดหน่อย? ไม่หรอกมิ้น พวกเขาผ่านซีนสำคัญได้เพราะหนูเลยนะ” พี่แทนพูดเสียงเรียบแฝงด้วยความจริงใจ “ก็แค่เตือนสติน้องให้ไม่เครียดเกินไปเท่านั้นค่ะ” ฉันพูดขณะมองเงาสะท้อนของเขาที่ยังคงมองฉันผ่านกระจก ก่อนเขาจะเดินเข้ามาใกล้ฉัน พร้อมกับลากเก้าอี้มานั่งใกล้ ๆ ทำเอาใจเต้นไปหมด “แล้ววันนี้ เหนื่อยไหมครับ” เสียงทุ้มละมุนเอ่ยถาม โอ๊ยไม่ไหวชอบเขาอ่ะ ฉันเงยหน้าขึ้น มองเขาเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะแก้เขิน “เหนื่อยค่ะ แต่ก็รู้สึกดีนะคะ ที่ได้ช่วยทำให้กองไม่ล่มตั้งแต่วันแรกเนี่ย” “นั่นสินะ พี่เองก็เกือบแย่ครับ นึกว่าเรื่องที่เขียนจะพังซะแล้ว” “มีมิ้นอยู่ หนูช่วยพี่แทนเต็มร้อยแน่นอนค่ะ” ฉันหันไปเผยรอยยิ้มอย่างจริงใจให้เขา “ว่าแต่ มิ้นชอบเล่นซีนแม่ลูกเหรอครับ” จู่ ๆ เขาก็เอ่ยถาม “มิ้นชอบเล่นบทตัวประกอบค่ะ ส่วนบทแม่มีแต่พี่นั่นแหละยัดให้ไม่ใช่รึไงกันคะ” ฉันขมวดคิ้ว มองพี่แทนอย่างไม่เข้าใจว่าถามจริงหรือแซวเล่นกัน “นั่นสิเนาะ ในเมื่อพี่ชอบยัดบทให้หนูแบบนี้ เมื่อไหร่บทที่พี่ยัดไปให้ อย่างเรื่อง ‘รอยยิ้มของตัวจริง’ มิ้นจะตอบตกลงล่ะ” “เรื่องนั้นมัน...หนูยังไม่พร้อมค่ะ” ฉันถึงกับชะงัก เมื่อนึกถึงบทนำที่ราวกับบทตัวเอกนั่น มันยังทำให้ฉันกลัวอยู่เลยนะสิ พี่แทนเลิกคิ้ว แต่กลับไม่พูดอะไรอีก นอกจากยิ้มละมุนให้แล้วเดินออกจากห้องไป ฉันมองตามเขาจบแผ่นหลังนั้นลับตา แต่ก็นะ...แม้เขาจะยิ้ม แต่นัยน์ตาเขายังคงฉายความคาดหวังมาที่ฉันเสมอ ราวกับเขาพร้อมพยายามที่จะจุดไฟในตัวฉันที่มันมอดดับไปนานแล้ว “เฮ้อ...เช็ดหน้าเสร็จสักที” ฉันบ่นพึมพำเพราะกว่าจะเช็ดเครื่องสำอางก็ใช้เวลาพอควร ถ้าไม่ติดว่าพี่เนยป่วยป่านนี้คงกลับไปนอนอยู่ที่คอนโดสบายใจเฉิบแล้วล่ะ ช่างแต่งหน้าในกองก็วุ่นวาย จนฉันขอปลีกตัวมาทำเองให้ เพื่อลดภาระให้พวกเขา แต่เอาเถอะมีอะไรมันก็ต้องช่วย ๆ กันไป ในฐานะที่ฉันก็ค่าตัวสูงที่สุดในนี้อยู่แล้ว ต้องแสดงความคุ้มค่าที่จ้างสักหน่อย ฉันเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อยืดกางเกงยีนต์ พร้อมจะกลับคอนโดแล้วล่ะ หลังจากหยิบกระเป๋าเดินออกจากห้อง เสียงดีนี่ก็เรียกตามหลังมา “พี่มิ้น” ฉันหันไปมองดีนี่ที่ยืนอยู่ด้านหลัง “มีอะไรเหรอดีนี่” ฉันหันไปมองด้วยรอยยิ้ม เธอลังเลเล็กน้อย มองซ้ายมองขวา ก่อนจะทำให้สิ่งที่ฉันคิดไม่ถึง เธอก้าวเข้ามากอดฉันแน่น ตัวสั่นนิด ๆ เล่นเอาฉันชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือลูบหัวเธอเบา ๆ “เป็นอะไรเด็กน้อย” “ขอบคุณนะคะ สำหรับวันนี้ ถ้าพี่มิ้นไม่เดินเข้ามาหาหนู หนูคงร้องไห้จนถอนตัวแน่ๆ” “ไม่หรอกน่า น้องดีนี่แค่หลงทาง พี่ก็แค่ยื่นมือดึงน้องขึ้นมาเท่านั้นเอง จริง ๆ น้องเป็นคนเก่งมากนะคะ มั่นใจในตัวเองหน่อย” “แต่พี่ไม่ใช่แค่ช่วยหนูนะ พี่ให้กำลังใจหนูแบบที่ไม่มีใครให้มาก่อน” น้ำเสียงของเธอเริ่มสั่นเครืออีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยต่อ “ตอนแรกหนูกลัวพี่มาก กลัวโดนเปรียบเทียบ กลัวโดนต่อว่า แต่วันนี้หนูไม่กลัวแล้วค่ะ หนูแค่อยากแสดงให้ได้เหมือนที่พี่ทำได้” ฉันยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว มือยังคงลูบหัวเธอเบา ๆ เหมือนปลอบเด็กน้อย “เก่งมากที่คิดแบบนี้ได้ ไม่สิจริง ๆ น้องดีนี่เป็นคนเก่งนะเพียงแต่...” “คะ?” เธอเงยหน้ามองฉันอยากสงสัย “คนรอบตัวน้องดีนี่ไม่ค่อยเหมาะกับน้องเท่าไหร่ ลองเก็บไปคิดนะ” ฉันพูดอ้อม ๆ ให้น้องเขาคิดเอง เพราะจากที่ดู การที่น้องไม่มั่นใจในตัวเองขนาดนี้ น่าจะเกิดจากผู้จัดการส่วนตัวกดดันเธอมากเกินไป “ค่ะ หนูก็คิดแบบนั้นมาตลอด พี่มิ้นคะ...” “หืม?” “เรามาเป็นพี่น้องกันจริง ๆ ได้ไหมคะ...พี่มิ้น” นัยน์ตาใสมองมาที่ฉันประกายวาววับ ทำเอาฉันหัวเราะออกมาเบาๆ “เราไม่ใช่คนเดียวกับเหรอ คุณรุ้งวัยรุ่น” เธอทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ แต่สุดท้ายก็หลุดหัวเราะออกมา “พี่สาวดีกว่าค่ะ จะได้กอดกันได้ไม่ต้องเขิน” “งั้นพี่ของมีสิทธิ์งอแงด้วยนะคะ ถ้าเมื่อไหร่ที่พี่โดนด่า พี่จะมาหาน้องดีนี่ก่อนเลยค่ะ ฮ่า...” ฉันยิ้มก่อนจะหัวเราะออกมาดังลั่น “ตกลงค่ะ พี่สาว” เธอยิ้มกว้างอย่างจริงใจ น่าจะเป็นยิ้มที่กว้างที่สุดเท่าที่ฉันเห็นน้องเขาในกองแล้วล่ะ เฮ้อ...บางที่วงการบันเทิงที่โหดร้าย ก็มีมุมที่อบอุ่นอยู่เหมือนกันสินะ
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม