EP.19 ผู้ดูแลร้านอาหารหวังฉินคนใหม่

1933 คำ
เวิ่นเวิ่นและผู้ติดตามทั้งสอง เดินกลับมายังร้านอาหารหวังฉินเพื่อรอฉินอี้เสร็จภารกิจในการฝึกสอนกองทหาร เธอเข้าไปในร้านอาหารที่ยังคงคึกคักเช่นเคย อีกทั้งแต่ละโต๊ะ ก็เต็มไปด้วยอาหารที่มากมายกว่าเคยนัก เวิ่นเวิ่นสังเกตไปยังโต๊ะของลูกค้าแต่ละโต๊ะพบว่า ล้วนมีน้ำจิ้มซีฟู๊ดที่เธอเป็นผู้มอบสูตรให้แก่ท่านลุงฉิน เธอฉีกยิ้มด้วยความดีใจที่เมนูของเธอได้ทำประโยชน์แก่คนที่มีพระคุณ “พวกพี่ เห็นไหม น้ำจิ้มของข้าทำให้อาหารขายดีด้วยล่ะ” เวิ่นเวิ่นหันไปเอ่ยกับซูเม่ย และ เจียลี่ “เจ้าค่ะ ข้าเคยได้ยินนายท่าน คุยกับท่านตงหยางเรื่องนี้อยู่แว่วๆ ว่าตอนนี้ร้านของตระกูลหวังเราได้กำไรมากนักเป็นเพราะน้ำจิ้มที่คุณหนูทำเจ้าค่ะ ที่ทำให้ความอร่อยของอาหารทะเลย่างขายดีเป็นเทน้ำเทท่า” เจียลี่เอ่ย “ดีจริง ๆ หวังว่า ท่านลุงฉินจะมีความสุขเนาะพี่” เวิ่นเวิ่นยิ้มก่อนจะเดินไปนั่งโต๊ะที่ว่างอยู่มุมหนึ่ง ไม่นานนักก็มีพนักงานหญิงไม่คุ้นหน้า มารับเมนู “ยินดีต้อนรับเจ้าค่ะ ไม่ทราบว่าจะรับเมนูไหนดีเจ้าคะ” พนักงานหญิงเอ่ย “เอาปลาหมึกย่างมาก็พอ แล้วก็รบกวนเรียกผู้ดูแลที่นี่มาหาข้าได้หรือไม่” “ผู้ดูแลร้าน ...... ท่านเม่ยจิ้ง หรือเจ้าคะ” เวิ่นเวิ่นได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง ‘ผู้ดูแล้วคนเก่า คือลี่ฉุน หรือว่าท่านลุงฉินจะจัดการเรียบร้อยแล้วสินะ’ “ใช่ ข้ามีเรื่องต้องคุยกับผู้ดูแลนิดหน่อยนะ บอกว่า หวังเวิ่นเวิ่น อยากพบ” สิ้นคำของเวิ่นเวิ่น พนักงานหญิงก็โค้งคำนับเป็นการยกใหญ่ “คุณคือ คุณหนูเวิ่นเวิ่นหรือเจ้าคะ” เวิ่นเวิ่นที่เห็นท่าที่ของพนักงานตื่นตะหนก ก็สับสน “ใช่ เจ้าจะตกใจไปไย” เวิ่นเวิ่นเท้าคางมองพนักงานหญิง “วันก่อน ท่านเม่ยจิ้งมีประชุมพนักงานทั้งหมดของร้าน ท่านได้บอกว่า หากคุณหนูเวิ่นเวิ่น เข้ามาให้ปรนนิบัติให้ดี และให้ท่านสามารถ เข้าออกในร้านได้ทุกส่วนไม่เว้นแม้แต่ในครัวเจ้าค่ะ” “อ่อ แบบนี้นิเอง แต่วันนี้ข้าแค่มานั่งรอ ท่านพี่ฉินอี้ที่นี่ และอยากพบผู้ดูแลเท่านั้นยังไงก็รบกวนเจ้าด้วยนะ” “เจ้าค่ะ ข้าจะไปแจ้งผู้ดูแลร้านให้เจ้าค่ะ คุณหนูเวิ่นรบกวนรอสักครู่” พนักงานรับคำก่อนจะเดินจากไป เวิ่นเวิ่น และผู้ติดตามทั้งสองนั่งรอไม่นาน ก็ได้ยินเสียงวิ่งปรี่มายังเธออย่างรวดเร็ว ดูเหมือนจะเป็นผู้ดูแลร้านที่เร่งรีบมาหา “คุณหนูเวิ่น ข้ามาแล้วเจ้าค่ะ” ท่านเม่ยจิ้ง โค้งคำนับให้อย่างรวดเร็ว “เชิญท่านเม่ยจิ้งนั่งคุยกับข้าสักครู่ได้หรือไม่เจ้าคะ ข้ามีเรื่องอยากสอบถามเล็กน้อย” “เจ้าค่ะ” ผู้ดูแลเม่ยจิ้งนั่งลงเก้าอี้ด้านข้างด้วยความสำรวม เวิ่นเวิ่นที่เพ่งมองผู้ดูแลเม่ยจิ้งเธอก็รู้สึกคุ้นตายิ่งนัก เมื่อเธอนึกคิดให้ดีเธอก็จำได้ทันทีว่า ผู้ดูแลคนใหม่นี้ คือพนักงานหญิงตอนรับที่กล้าสู้หน้ากลุ่มชายหัวรุนแรง และโดนตบฉาดใหญ่ในตอนนั้น ‘ครานี้ ท่านลุงฉินเลือกคนได้ดีจริงๆ ’ “ข้าจำได้ ท่านเม่ยจิ้งคือพนักงานตอนรับหญิงตอนเกิดเหตุใช่หรือไม่” เวิ่นเวิ่นเอ่ย “ชะ.. ใช่เจ้าค่ะ” เม่ยจิ้งตอบรับ แต่เธอก็ได้แต่คิดในใจว่าคุณหนูเวิ่นรู้ได้อย่างไร “ท่านลุงฉินเลือกผู้ดูแลร้านคนใหม่ได้ดีจริง ๆ ” เวิ่นเวิ่นเอ่ย พลางยกแก้วชาจิบ แล่วเอ่ยต่อ “ว่าแต่สถานการณ์ตอนนี้ของร้าน มีการดูแลความปลอดภัยอย่างไรบ้าง” “ตอนนี้ทางร้าน มีการจัดสรรคนให้ทั่วถึงต่อลูกค้าเจ้าค่ะ และมีการเสริมความปลอดภัย จ้างเหล่าผู้ใช้ยุทธวิถีในการดูแลแล้วเจ้าค่ะ” เม่ยจิ้งรายงาน “อืมดีแล้ว ข้าก็เพียงแค่กังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนั้นอีก” เวิ่นเวิ่นเอ่ย ไม่นานนักเธอก็ได้ยินเสียงดังเอ๊ะอ๊ะ ภายนอกประตู โดยที่พนักงานหลายคนยืนเรียงรอตอนรับ “คุณชายฉินอี้ ยินดีตอนรับขอรับ/ค่ะ” เวิ่นเวิ่นได้ยินดังนั้น จึงลุกขึ้นตะโกนโบกมือยกใหญ่ว่าเธอรอเขาอยู่ที่นี้ “ท่านพี่ฉินอี้ ข้าอยู่นี่เจ้าค่ะ...” เวิ่นเวิ่นตะโกนสุดเสียงก่อนที่ทุกสายตาจะจ้องมายังเธอเป็นทางเดียว “มู่ก่าย เจ้ากลับได้แล้ว วันนี้ขอบใจเจ้ามาก” ฉินอี้หันไปสั่งการ นายทหารผู้ติดตามก่อนจะหันมองไปทางเวิ่นเวิ่นที่นั่งรออยู่ด้านใน เขาเห็นเช่นนั้นก็ฉีกยิ้ม และเดินมาหาเธออย่างไม่ลังเล ทุกสายตา ตั้งแต่พนักงานร้านเกือบทั้งร้าน ไม่เว้นแม้แต่ลูกค้าทุกคนจับจ้องมองมายังโต๊ะนี้ เพราะไม่บ่อยนักที่จะได้เห็นทายาทตระกูลดังอย่างจวนตระกูลหวัง ผู้เป็นเจ้าของกิจการมากมายในเมืองฉี และร้านอาหารอันแสนโด่งดัง ที่พวกเขากำลังทานกันอยู่ การได้พบแม่ทัพแห่งแคว้นสี่ ผู้ซึ่งเป็นลูกหลานเมืองฉี ที่มียศฐาบรรดาศักดิ์ยิ่งกว่าผู้ดูแลเมืองฉี นั่นเป็นเรื่องที่ภาคภูมิใจของชาวเมือง ผู้ดูแลเม่ยจิ้งเมื่อเห็นว่า คุณชายฉินอี้ ลูกชายคนโตของนายท่าน ก็ลุกขึ้นยืนโค้งคำนับอย่างรวดเร็ว ด้วยความตกใจ เพราะขณะนี้ ต่อหน้าเธอ ทั้งสองคนล้วนเป็นนายของเธอทั้งสิ้น “เจ้าไปทำหน้าที่ของเจ้าเถิด” ฉินอี้ออกคำสั่งแก่ ผู้ดูแลเม่ยจิ้ง “เจ้าค่ะ” เม่ยจิ้ง และพนักงานร้านโค้งคำนับก่อนจะเดินจากไป เวิ่นเวิ่นทีเห็นฉินอี้กลับมาเหนื่อยๆ จึงรินน้ำชาให้ พร้อมเอ่ยถามไถ่ถึงภารกิจในวันนี้ “ท่านพี่เป็นไงบ้างเจ้าคะ การฝึกซ้อมเป็นไปราบรื่นหรือไม่” “อืม เป็นไปได้ด้วยดี ทหารเมืองฉีเราให้ความร่วมมือเต็มที่มาก” ฉินอี้จิบชาที่เวิ่นเวิ่นรินให้อย่างสบายใจ “ที่ทหารให้ความร่วมมือดีแบบนี้เป็นเพราะท่านพี่แน่ๆ เจ้าค่ะ ท่านพี่ดูหน้าเกรงขาม องอาจขนาดนี้” “นัยความของเจ้าจะบอกว่า พี่น่ากลัวอย่างนั้นรึ” ฉินอี้วางจอกชาลง พร้อมจ้องเขม็งไปยังเวิ่นเวิ่น “เปล่า เจ้าค่ะ ท่านพี่ร้อนตัวไปใย ข้าชมจากใจจริงเจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นยกจอกชาจิบ ก่อนจะเลี่ยงสายตามองไปทางอื่น แท้จริงแล้วเธอก็คิดแบบนั้นว่า ฉินอี้เมื่ออยู่ในคราบแม่ทัพ คำพูด และ ท่าทางของเขาดูองอาจ แม้แต่เธอยังไม่กล้าสบตา ต่างจากลุคคุณชายตอนอยู่ที่จวนตระกูลหวัง แต่สำหรับเธอ เธอคิดว่า นี่แหละคือบุคลิกของคนเป็นแม่ทัพควรพึงเป็น “ท่านพี่ ไม่สั่งอาหารรึเจ้าคะ เพิ่งกลับมาเหนื่อยๆ” เวิ่นเวิ่นหันกลับมาถามฉินอี้ที่นั่งกอดอกอยู่แบบนั้น “พี่ไม่หิว เจ้าล่ะทานเสร็จแล้วรึยัง พี่ยังต้องพาเจ้าไปเดินย่านการค้าต่อ” “คะ??? ” เวิ่นเวิ่นงุนงง “ท่านพ่อให้พี่พาเจ้าไปซื้อของที่เจ้าอยากได้” “ท่านลุงฉินหรือเจ้าคะ ท่านพี่ข้าไม่ได้อยากได้อันใดจากท่านลุงจริง ๆ ข้า....” “เจ้าอย่าได้เกรงใจเลย ตอนมีโอกาสซื้อก็ควรซื้อให้เต็มที่ แล้วเงินส่วนนี้ คือเงินกำไรที่เจ้าทำได้จากเมนูที่เจ้ามอบให้ร้านอาหารแห่งนี้นะ ถ้าเจ้าไม่ซื้ออะไรกลับไป ท่านพ่อคงไม่พอใจแน่” ฉินอี้พูดเน้นย้ำ “ก็ได้เจ้าค่ะ แต่ข้าไม่รู้ว่าต้องซื้ออะไรดี ข้าไม่เคยมีเงินมาก่อนเจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นพูดอย่างซื่อตรง “เวิ่นเวิ่น ตอนนี้เจ้าอย่าพะวงเรื่องเงินว่าซื้อของต้องจ่ายเท่าไหร่ เจ้าคิดแค่ว่า อยากได้อะไรก็พอเรื่องเงินไม่เกี่ยงอยู่แล้ว” “ถึงท่านพี่จะพูดแบบนั้นก็เถอะ แต่ข้าไม่ชินเจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นหลุบตาลงพื้น เธอเป็นหญิงสาวธรรมดา สิบแปดปีที่ผ่านมานั้น เธออยู่แต่ในหมู่บ้านป่าไผ่ เสื้อผ้าที่ใส่ ก็ล้วนแต่ตัวเดิม ๆ ใส่วนไปทั้งอย่างนั้น อาหารการกินก็หาวัตถุดิบตามป่าเท่านั้น พอต้องออกมาจับจ่าย เธอจึงไม่รู้ว่า คนแคว้นอื่นนั้น ต้องซื้ออะไร หรือใช้จ่ายกับอะไรเพื่ออยู่ในสังคมนี้ ฉินอี้ที่เห็นเธอทำหน้าครุ่นคิดนิ่งสงบไป จึงเอ่ยขึ้น “เอาแบบนี้ พี่จะช่วยเจ้าเลือกซื้อของที่จำเป็นเอง เท่าที่พี่เห็น เจ้าจะขาดสิ่งของหลายอย่างที่สตรีควรพึงมี” ฉินอี้ลุกขึ้นยืน เวิ่นเวิ่นเมื่อได้ยินคำว่าสตรีควรพึงมีนั้น ก็อดสงสัยภายในใจไม่ได้ ‘ท่านพี่ฉินอี้ ดูเหมือนจะชำนาญเรื่องสตรีเป็นแน่ แต่อย่างว่า หน้าตาหล่อเหลาปานนี้ หน้าที่การงานก็ดีมาก หญิงสาวหลายคนก็คงหมายปอง และต้องมีคนที่ท่านพี่ต้องตาอยู่บ้างแน่’ เวิ่นเวิ่นลืมตัว จ้องหน้าเขม็งอย่างไม่ล่ะสายตา ทำเอาฉินอี้ที่ถูกมองนั้นสงสัยว่าตนพูดอะไรผิดไปรึเปล่า “เวิ่นเวิ่น เจ้ามองพี่ทำไมขนาดนั้น พี่พูดอะไรผิด” “ป๊าววววววววววววว” จู่ๆ เธอก็รู้สึกหงุดหงิดแบบไม่รู้สาเหตุ “งั้น....ออกไปกันซื้อของกันเถอะ ช่วงเย็นพี่ต้องไปรับคนอีก” “เจ้าค่ะ แต่ว่าท่านพี่จะสวมชุดทหารนี้ไปเดินจริง ๆ หรือเจ้าคะ ข้าร้อนแทน” “อ่อ จริงด้วยงั้นเดี๋ยวเราไปร้านชุดอาภรณ์กันก่อน พี่เองก็จะซื้อชุดเปลี่ยนเหมือนกัน” ฉินอี้คว้ามือของเวิ่นเวิ่นก่อนจะพาเธอออกจากร้านอาหารหวังฉินไป เมื่อเดินมาถึงรถม้าที่ตงหยางเฝ้าอยู่นั่น ฉินอี้ได้หันไปพูดกับ ผู้ติดตามของเวิ่นเวิ่น “เจ้าทั้งสอง ยืนรออยู่ที่นี่กับตงหยาง ข้าจะไปกับเวิ่นเวิ่นกันสองคน” “เจ้าค่ะ/ค่ะ” ซูเม่ย และ เจียลี่รับคำ “ตามพี่มา” ฉินอี้เดินทอดไปยังถนนด้วยท่าทีองอาจ โดยมีเวิ่นเวิ่นเดิมตามอย่างไม่ไกลนัก เธอมองแผ่นหลังของฉินอี้ที่อยู่ตรงหน้า ภายในใจของเธอรู้สึกได้ว่า คนๆ นี้เป็นคนที่ดีจริง ๆ หากใครได้ท่านพี่ของเธอเป็นคู่ครองคงโชคดีมิน้อย เพราะแม้แต่เธอที่เป็นเพียงหลานนอกสายเลือดของท่านลุงฉิน เขายังดีกับเธอมากเช่นนี้ มากจน เธอเกือบคิดไปไกลว่า เขามีความรู้สึกแบบเดียวกันรึเปล่า เวิ่นเวิ่นส่ายหัวไปมา ‘ไม่ได้....ข้าจะคิดแบบนี้ไม่ได้ ตอนนี้ พวกเราคือครอบครัวเดียวกันแล้ว ข้ามีฐานะเป็นหลานสาวของท่านพ่อของพี่ฉินอี้ ท่านพี่คงมองข้าเป็นเพียงแค่น้องสาวเท่านั้น’ “เวิ่นเวิ่น เจ้ามั่วเหม่ออันใด รีบตามพี่มาได้แล้ว” ฉินอี้ที่หันกลับมาพบว่า เวิ่นเวิ่นยืนนิ่งงั้น สายตาเหม่อลอยไม่ขยับจึงได้เอ่ยขึ้นเรียก “ขอโทษเจ้าค่ะ ข้าเผลอคิดอะไรเพลินไปหน่อย สวยดีนะคะ ถนนเส้นนี้” “ฮืม.... อย่ามัวมองล่ะ เดี๋ยวเดินสะดุด ตามพี่มาดี ๆ เราจะแวะร้านชุดอาภรณ์ร้านนั้นกันก่อน” ฉินอี้ชี้ไปยังร้านที่อยู่ไม่ไกลสายตามากนัก “เจ้าค่ะท่านพี่” เวิ่นเวิ่นตอบรับ หลุบตาลงมองพื้นแล้วเดินตามไป
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม