EP.21 เมืองฉีแดงฉาน

1832 คำ
เวิ่นเวิ่นล่ะความสนใจจากฉินอี้ แล้วหันไปมองดูรอบ ๆ ว่าตนจะช่วยเหลือชาวบ้านเหล่านั้นได้อย่างไรได้บ้าง แม้ฉินอี้จะไปหน้าประตูเมืองเพื่อต่อกรกับสัตว์ปีศาจ แต่ก็มีบางตัวนั้นหลุดรอดเข้ามาในตัวเมืองได้บางส่วน ทหารที่กำลังต่อกรภายในเมืองก็ดูจะไม่เพียงพอต่อความต้องการ เวิ่นเวิ่นเห็นว่าชาวบ้านวิ่งกระจายกันไปคนล่ะทิศนั้นทำให้ทหารไม่สามารถแยกตัวออกไปช่วยรับมือได้ เธอจึงมองไปรอบๆ จนพบว่า อาคารหลังใหญ่ที่ดูแข็งแรงที่สุดในบริเวณนี้ พอที่จะเป็นที่หลบภัยให้ชาวบ้านส่วนหนึ่งเข้าไปหลบได้ เธอจึงตัดสินใจเดินไปเคาะประตูจนสนั่น “ปัง...ปัง...ปัง มีใครอยู่ไหม เปิดประตูเดี๋ยวนี้....ข้าบอกให้เปิดประตู” บ้านหลังนี้ถูกเจ้าของบ้านปิดประตูสนิท “บอกให้เปิดไง ไม่เปิดใช่ไหม ได้........” เวิ่นเวิ่นเริ่มอดทนไม่ไหว จึงตั้งสมาธิรวบรวมลมปราณไว้ที่ฝ่ามือแล้วผลักปราณออกไป ‘ปัง.......’ ประตูเปิดออกอย่างรวดเร็ว และภาพที่เธอเห็นคือ ครอบครัวเศรษฐีละแวกเจ้าของอาคารนี้นั่งกอดกันกลมเกลียว พลางตะโกนออกมาอย่างหยาบคาย “นี่เจ้า บังอาจนัก ออกไปจากบ้านข้าซะ” ชายที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้าครอบครัวของบ้านหลังนี้เอ่ยขึ้น “ท่านไม่เห็นรึไง ว่ามีคนบาดเจ็บจำนวนมาก บ้านท่านพอจะให้ชาวบ้านหลบภัยหรือไม่ อย่าแล้งน้ำใจเลย ตอนนี้ข้าต้องขอใช้บ้านท่านเป็นที่หลบภัยชาวบ้านก่อน ไม่มีเวลามาโต้แย้งกับท่าน” “เจ้า!!!!!!” เวิ่นเวิ่นหันหลัง และไม่ได้ฟังคำหยาบคายอันใดของครอบครัวนี้ต่อ เธอเดินออกไปตะโกนเรียกชาวบ้านที่ไม่มีที่หลบภัย และได้รับบาดเจ็บให้เข้ามา “ทุกท่านมาหลบอยู่ในบ้านหลังนี้เจ้าค่ะ วิ่งมาทางนี้” เวิ่นเวิ่นตะโกนดังสนั่น ชาวบ้านที่กำลังขวัญกระเจิงและไม่มีที่หลบภัย จึงกรู่เข้ามายังบ้านหลังนี้จำนวนมาก เมื่อเธอเห็นว่า ช่วยคนได้พอประมาณแล้วและ เหล่าสัตว์ปีศาจที่อยู่ภายใต้กำแพงตัวเมือง เริ่มมุ่งหน้ามาที่อาคารหลังนี้เป็นทางเดียวเธอจึงตัดสินใจ จะออกไปจัดการเท่าที่ทำได้ ‘ประตูบานนี้ และตัวผนัง คงรองรับแรงกระแทกได้นานระดับหนึ่ง เอาล่ะ แม้ข้าจะมิได้ชำนาญปราณวิถีเท่าที่ควร แต่หากไม่ทำอันใดเลยเกรงว่า ต้องมีคนล้มตายหลายร้อยเป็นแน่’ “ทุกคนอยู่ในนี้อย่างสงบนะเจ้าค่ะ ข้าจะออกไปล่อสัตว์ปีศาจเหล่านั้นเอง ย้ำอีกครั้งอย่าส่งเสียงดังเด็ดขาด” เวิ่นเวิ่นตะโกนออกไป “แม่นาง เจ้าจะสู้ไหวรึ” ชายชาวบ้านที่ได้รับบาดเจ็บตรงขาและมีเลือดอาบไหลยาว ได้เอ่ยด้วยความเป็นห่วงเพราะตัวเขาเองเป็นคนที่มีกำลังวังชาพอสมควร แต่ก็ไม่อาจรับมือกับสัตว์ปีศาจได้แม้ตัวเดียว เขาจึงอดห่วงสตรีผู้นี้ที่ดูงดงาม บอบบางเช่นนี้ได้ “ข้ามิเป็นไร ข้าเป็นผู้ใช้ปราณวิถี พอจะรับมือได้อยู่เจ้าค่ะ อีกทั้งข้าจะร่วมมือกับทหารละแวกนี้ขอแค่ทุกคนอยู่ในนี้ อย่าส่งเสียงเป็นพอเจ้าค่ะ ส่วนเจ้าของบ้านข้าถือวิสาสะให้ชาวบ้านเหล่านี้เข้ามาอยู่ หากเจ้าจะเรียกร้องความเสียหายอันใด ข้าจะรับผิดชอบทุกอย่างเอง” เวิ่นเวิ่น จ้องไปยังครอบครัวเจ้าของบ้านอย่างตรงไปตรงมา ชายเจ้าของบ้านรู้สึกพูดไม่ออกโต้แย้งไม่ได้ แต่เมื่อเห็นผู้คนที่อยู่ภายในบ้านเค้า ได้รับบาดแผลเต็มตัวกันเกือบทั้งหมด เขาก็รู้สึกผิดอยู่ในหัวใจกับความใจแคบของตน จนเอ่ยตอบกลับมายังเวิ่นเวิ่น “มิเป็นไร ข้าอนุญาตแล้วกัน” ชายเจ้าของบ้านเอ่ย “ขอบใจท่านมาก หากเรื่องราวสะสาง ข้าจะตอบแทนตระกูลท่านเป็นแน่ งั้นข้าขอตัว” เวิ่นเวิ่นปิดประตูลงหันมองไปรอบๆ เพื่อประเมินสถานการณ์ เสียงการต่อสู้บริเวณหน้าประตูเมืองฉี คงรุนแรงมากนัก แม้เธอจะอยู่ภายในย่านหน้าประตู แต่ก็ได้ยินเสียงของพลังที่โจมตีไปมา ตู้มต้าม ไม่ขาดสาย ส่วนในบริเวณย่านร้านค้านั้น แม้จะมีสัตว์ปีศาจไม่มากเท่าไหร่ แต่เมื่อเทียบกับจำนวนทหารที่ต่อกรอยู่ก็ดูเหมือนพวกสัตว์ปีศาจจะมีจำนวนที่มากกว่าอยู่ดี เธอมองเห็นทหารคนหนึ่งที่ได้รับบาดเจ็บ และเดินอยู่ถนนหน้าร้านอาหารตรงข้ามกับอาคารที่หลบซ่อนชาวบ้าน จึงเข้าไปประคองนายทหารคนนั้น และพาไปนั่งหลบมุมในร้านอาหารดังกล่าว “บาดเจ็บมากหรือไม่” เวิ่นเวิ่นเอ่ยถาม “ข้าได้รับบาดเจ็บบริเวณแขนซ้าย ตอนนี้ข้าไม่สามารถยกได้แม้กระทั่งหอกคู่ใจอันนี้ได้เลยขอรับ” “ท่านทำดีแล้วเจ้าค่ะ ท่านกำลังปกป้องชาวเมืองอยู่” เวิ่นเวิ่นเอ่ยกล่าวอย่างปลอบประโลม “แม่นาง เจ้าหนีออกจากที่นี่เถิด สัตว์ปีศาจร้ายกาจมากนัก ข้าที่ฝึกมานานยังฆ่าสักตัวไม่ได้แม้จะแทงมันไปหลายครั้งมันก็ไม่ตาย ได้แค่รั้งเพียงชั่วครู่เท่านั้น” “แล้วทหารมีการแจ้งไปยัง ผู้ดูแลเมืองฉีให้ส่งกำลังทหารมาเสริมรึยังเจ้าคะ” “เห็นว่ามีการส่งคนไปแจ้งนานแล้วขอรับ แต่ก็ยังไม่เห็นทหารมาสนับสนุนสักที” “ขอบใจท่านมากที่แจ้งให้ข้าฟัง ท่านพักผ่อนที่นี่ก่อนเถิดน่าจะปลอดภัยพอสมควร ส่วนหอกนี่ข้าขอยืมท่านได้หรือไม่” “ได้ขอรับ แต่แม่นาง ข้าคิดว่าท่านสู้ไม่ได้อย่าเลยขอรับ” “ข้าเป็นปราณวิถี หากไม่ทำอันใดบ้างคงรู้สึกไม่ดีเจ้าค่ะ ท่านวางใจ ข้าพอสู้ได้เจ้าค่ะ ข้าขอตัว” พูดเสร็จ เวิ่นเวิ่นก็เดินออกไปร่วมกลุ่มกับทหารประมาณสิบกว่านายที่กำลังรับมือกับสัตว์ปีศาจที่ยังอยู่ภายในกำแพงเมืองฉี ทหารแต่ละคน มีสภาพไม่เต็มร้อย บางคนได้รับบาดเจ็บหนัก แต่ก็ยังพยายามต้านสัตว์ปีศาจอย่างสุดความสามารถ เธอรู้สึกชื่นชมเหล่าทหารเมืองฉีนี้มาก ในทางกลับกันเธอเริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากล กับ การสั่งการของเจ้าเมืองฉี ดูล่าช้าอย่างเห็นได้ชัดทั้งที่ภัยอันตราย รุนแรงมากเช่นนี้ เวิ่นเวิ่นรีบวิ่งไปยังเหล่าทหาร มีคนหนึ่งที่ แขนขวาได้รับบาดเจ็บ กำลังต่อกรกับเสือปีศาจ เขาใช้หอกง้างปากของเสือปีศาจไว้ แต่ด้วยแรงที่มีดูเหมือนจะสู้สัตว์ปีศาจไม่ได้แม้แต่น้อย ไม่ทันไร แรงกัดของเสือตัวนั้นก็ทำเอาหอกเหล็กหักเป็นสองท่อน ทำให้นายทหารผู้นั้นขวัญกระเจิง เวิ่นเวิ่นเองก็เช่นกันเมื่อเห็นว่าเสือปีศาจตัวนี้สามารถใช้แรงฟันหักหอกเหล็กได้ จึงเริ่มวิตกหนัก และคาดเดาได้ว่า หากยังฝืนสู้แบบนี้ ทหารเหล่านี้ต้องไม่รอดเป็นแน่ เมื่อเห็นสถานการณ์แย่ถึงขึ้นสุด จนทหารคนนั้นทรุดลงนั่งรอให้เสือขย้ำ ด้วยสีหน้าไร้สติ เวิ่นเวิ่นก็ปรี่เข้าไป ปล่อยปราณวารี เพื่อหน่วง ให้เสือปีศาจตัวนั้นหยุดชะงัก “ออกมา!!!!!!” เวิ่นเวิ่นตะโกนเรียกสตินายทหารคนนั้น ในขณะที่เธอก็เพ่งปราณวารีหน่วงรั้งเสือปีศาจอยู่ แต่ดูเหมือนว่า นายทหารที่ทรุดนั่งจะยังคงไร้วี่แววการตอบรับ เวิ่นเวินจึงหันไปเอ่ยกับเพื่อนทหารอีกคนที่กำลังถอยเนื่องจากต้านไม่ได้ “ท่านเจ้าคะ ช่วยเข้าไปแบกท่านทหารที่ทรุดนั่งตรงนั้นให้หน่อยเจ้าค่ะ ข้าจะต้านเสือไม่ไหวแล้วนะเจ้าคะ” “ขอรับ...” นายทหารคนนั้นรีบปรี่เข้าไปพยุงนายทหารที่ทรุดตัวไร้สติออกมาได้ทัน เวิ่นเวิ่นที่กำลังใกล้จะหมดแรงจึงผลักปราณเฮือกสุดท้ายออกไป ทำให้เสือปีศาจตัวนั้นกระเด็นชนเข้ากับผนังบ้านหลังหนึ่งอย่างจัง เวิ่นเวิ่นทรุดลงนั่ง หยาดเหงื่อท่วมใบหน้า เนื่องจากปราณของเธอยังไม่แข็งแกร่งมากพอทำให้รั้งเสือปีศาจได้ไม่นาน “แม่นางไหวหรือไม่” นายทหารคนหนึ่งหลังจากช่วยทหารไร้สติกลับมาหาเธออีกครั้ง “ข้ายังไหว ท่านไปช่วยคนอื่นก่อนเจ้าค่ะ” ทั้งคู่ยังสนทนาไม่จบ เสือปีศาจที่ถูกปราณกระแทกตัวนั้นก็ฟื้นตัวเร็วอย่างน่าตกใจ และกระโจนเข้าหาเวิ่นเวิ่นทันทีโดยไม่ทันตั้งตัว ‘ไม่ได้การ ข้าไม่มีแรงที่จะดึงปราณแล้วทำไงดี หอก หอกอยู่ไหน’ เวิ่นเวิ่นตกใจอย่างหนัก เธอคาดไม่ถึงว่าเสือตัวนั้นจะฟื้นพลังได้รวดเร็ว เมื่อปราณแทบไม่เหลือให้ดึงออกมาใช้ สิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด คือหอกเหล็กของนายทหารคนที่เธอหยิบยืม เธอถือหอก หันไปยังทางที่เสือกระโจนมา “ฉึบ............” ร่างของเสือปีศาจถูกเสียบเข้าไปยังหอกจนสุดด้าม เลือดของเสือปีศาจค่อยๆ ไหลยาวมาตามด้ามหอก จนเปรอะเปื้อนมือเธอไปหมด “สีดำ... เหตุใดเลือดของเสือตัวนี้จึงสีดำสนิทขนาดนี้” เวิ่นเวิ่นเอ๊ะใจเธอกำลังจะวางหอกลง แต่จู่ ๆ เสือปีศาจตัวนั้น ก็ลืมตาขึ้นมา ใช้เล็บข่วนเข้าแขนเธออย่างจัง เล็บของเสือปีศาจตนนี้คมมากนัก ราวกับดาบเหล็กชั้นดีที่เพียงแค่โดนน้อยนิด ก็ทำให้เป็นแผลหนักได้ เวิ่นเวิ่นเหลียวมองดูแขนซ้ายของตน ส่วนที่ถูกข่วนเข้าเนื้อค่อย ๆ มีเลือดไหลออกมาตามบาดแผลที่แขน ทำให้ชุดผ้าอาภรณ์แดงฉานไปด้วยเลือดของตนทั้งแขน ทหารที่อยู่แถวนั้นปรี่เข้ามาช่วยกันดันเสือออกไป “แม่นาง ท่านได้รับบาดเจ็บหนักแล้ว พอเถอะขอรับ พวกข้าจะสู้เอง” ทหารบริเวณนั้นตะโกนลั่นพรางต่อสู้กับเสือปีศาจตัวนั้นที่ยังคงมีหอกปักคาอยู่ “แต่พวกท่านก็บาดเจ็บกันนะเจ้าคะ” เวิ่นเวิ่นเอ่ย “พวกข้าเป็นทหาร แม้ต้องตายตรงนี้ก็ถือว่าได้ตายในหน้าที่ขอรับ ย๊ากกกกกกกกกกกก...” ทหารเหล่านั้น ต่อสู้กับเสือปีศาจแบบไม่คิดชีวิต ร่างกายของเวิ่นเวิ่นเริ่มแสดงอาการเจ็บปวดออกมา เมื่อลองเพ่งดูดี ๆ เธอก็พบว่าเป็นบาดแผลที่ลึกมาก และเริ่มอ่อนล้าจากภาวะเลือดไหลไม่หยุด เธอหามุมนั่งลงเพื่อตั้งสติ ‘เหตุใด เสือปีศาจตนนั้นโดนหอกเสียบทะลุบาดแผลฉกรรจ์ กลับยังมีชีวิตอยู่ หากเป็นสัตว์ที่โดนควบคุม เมื่อเจอหอกเหล็กขนาดนี้ก็ไม่น่าจะรอดไปได้ หรือว่า แท้จริงแล้ว มันไม่ใช่สัตว์ปีศาจ แต่เป็น……สัตว์ผี’
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม