บทที่ 1
เข้าหาราชา
ในยามค่ำคืนแสงไฟตามถนนสาดความสว่างลงมาทาบทาพื้นถนน เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของชายฉกรรจ์นับกว่าหกชีวิตดังสะท้อนไปทั่วตรอกแคบ ๆ เงาของชายสวมชุดสูทสีดำกำลังวิ่งไล่ตามอย่างกระชั้นชิด บุรุษเพศวิ่งพุ่งตรงไปด้านหน้า ส่วนมือขวาของเขากำกระบอกปืนแน่น ขณะที่ใบหน้าคมคายมีเลือดไหลซึมเล็กน้อย
รอยฟกช้ำบนโหนกแก้มทำให้ดวงหน้าหล่อเหลาดูดุดัน ดวงตาสีเทาเข้มดูเย็นชาและทรงอำนาจ แต่แฝงไปด้วยความเฉียบขาดและเจ้าอารมณ์ ริมฝีปากได้รูปตัดกับจมูกโด่ง ผมสีเทาเข้มถูกเซตทรงดูเป็นธรรมชาติ ไหล่กว้างอกผายดูเข้ากับผิวขาวเนียนแข็งแกร่ง
ชายผู้นี้สวมชุดสูทสีดำจับคู่กับกางเกงขายาว รองเท้าหนังขัดมันวาวคู่นั้นวิ่งไปตามตรอกมืด ๆ แม้ว่าเขาจะบาดเจ็บ
แต่ทว่า ราชา หรือ จางจวินหลง มาเฟียผู้ยิ่งใหญ่ไม่มีเวลาหยุดพัก ลมหายใจของเขาหนักหน่วง นัยน์ตาสีเทาคู่นั้นกวาดมองทางหนี จังหวะของหัวใจเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมา
พลันแรงกระชากของใครบางคนส่งผลให้เขาเสียหลักถลาเข้าไปในซอกตึกแคบ ๆ
หมับ!
รูปร่างกำยำของราชาเซถลาแนบชิดกับกำแพงแคบ ๆ กลิ่นคาวของเลือดจากเขียงปลาและเศษอาหารเน่าคละคลุ้งไปทั่ว อากาศรอบกายอับชื้นแถมกำแพงยังเต็มไปด้วยคราบดำสกปรก
กลิ่นเนื้อปลาเน่าปะปนกับกลิ่นเนื้อสดวางอยู่ข้างถังขยะ คละเคล้ากับกลิ่นเฉพาะของตลาดสด ทว่าวินาทีต่อมาฝ่ามือบอบบางเลื่อนขึ้นมาปิดปากเขาไว้เสียก่อน น่าแปลกที่คนมีอำนาจอย่างราชาต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน และที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือสตรีตัวเล็กเบื้องหน้าที่ช่วยชีวิตของเขาไว้
“เงียบก่อน” เสียงใสกระซิบใกล้ใบหู พร้อมกับสัมผัสจากมือเล็กแนบสนิทกับริมฝีปากหยัก
ดวงตาสีเทาเข้มของราชาหรี่ลงเล็กน้อย มองภาพร่างเล็กตรงหน้าในความมืด เธอคนแปลกหน้ายืนประชิดอยู่แนบลำตัว ริมฝีปากของเธอเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง พลางเบนทิศสายตาไปมองพวกมันที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้
หัวคิ้วขมวดเข้าหากันแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย ทว่ายังไม่ทันจะเอ่ยวาจาถามออกไป เสียงฝีเท้าหนักแน่นของกลุ่มคนเหล่านั้นก็ดังเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ
“เร็ว ตามมันไป”
“จับเป็นให้ได้นะเว้ย โอกาสดีขนาดนี้”
ชายหนุ่มร่างสูงยืนนิ่งสนิท ลมหายใจอุ่น ๆ ของเธอปะทะผิวของเขาแผ่วเบา เธอเองก็กลั้นหายใจเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของพวกมันยังคงดังก้องอยู่หน้าซอย ขณะเดียวกันราชาต้องใช้ความอดทนอย่างมากทั้งบาดแผลและร่างกายที่ขยับไปไหนไม่ได้
ไม่กี่วินาทีแต่มันกลับยาวนานราวกับผ่านไปเป็นชั่วโมง...
และเสียงฝีเท้าที่ค่อย ๆ ถอยห่างออกไป จังหวะของหัวใจเต้นถี่รัวขึ้นเมื่อดวงตาของทั้งสองเลื่อนมาสบกัน
สตรีรูปร่างเล็กถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะค่อย ๆ ผละลำตัวออกจากเขา ท่อนแขนเรียวยกขึ้นลูบแก้มเนียนของตัวเอง ส่วนราชาก็ใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้ม รสคาวเลือดแผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก ก่อนที่เขาเองจะจ้องคนตรงหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
“เธอช่วยฉันทำไม” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก
หญิงสาวกัดฟันบนลงกลีบปากล่าง ก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจาตอบเขาออกไป “ก็คนเดือดร้อนฉันจะไม่ช่วยก็ไม่ได้ อีกอย่างหน้าคุณก็มีแผลด้วย”
ราชาเค้นหัวเราะในลำคอ พร้อมกับยกนิ้วมือเรียวยาวขึ้นปาดเลือดที่มุมปาก ดวงตาสีเทาเข้มจับจ้องผู้หญิงที่ใส่แว่นตรงหน้าอย่างไม่กะพริบ
“แถวนี้มันบ้านฉันค่ะ พวกคนไม่ดีเยอะแยะไปหมด แต่จะทำยังไงได้ตำรวจจับเข้าคุกก็ออกมาก่อความวุ่นวายอีก”
“ยังไงก็ขอบคุณมากที่ช่วยฉัน”
“แล้วนี่คุณไหวหรือเปล่า ให้ฉันทำแผลให้ไหมไปแถวบ้านฉันก่อนยังไงก็ปลอดภัยกว่าอยู่แถวนี้”
“ก็ได้ นำทางไปสิ” ว่าพลางพยุงร่างกายของตัวเอง เดินตามแผ่นหลังเนียนของเธอไป
“ฉันชื่อมินนะ ส่วนคุณชื่ออะไรเหรอ” ริมฝีปากได้รูปขยับถามขึ้น ขณะเดียวกันทั้งสองคนสาวเท้าไปตามซอกแคบ ๆ สายลมอ่อน ๆ พัดเอากลิ่นของน้ำเน่าเสียจากท่อระบายน้ำโชยมากระทบปลายจมูก ระหว่างทางมีซากกล่องโฟมสีขาวกับเศษผักเหี่ยวเฉา
“ราชา” เขาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ดวงตาคู่นั้นไม่แสดงถึงอารมณ์ใด ๆ
“ยินดีที่ได้รู้จักนะคะคุณราชา” ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความรู้สึกอึดอัด ทุกมุมที่เขากวาดสายตาไปมองส่งผลให้ราชาเบ้หน้าเพราะความอับชื้น ความสกปรก กลิ่นเหม็นเน่าที่แทรกซึมเข้าไปถึงลำคอทำเอาเขาแทบอ้วก
“ที่นี่ก็เป็นอย่างนี้แหละค่ะ เป็นตลาดสดที่ตอนนี้ตลาดวายไปแล้ว กลิ่นพวกนี้ถือเป็นกลิ่นเฉพาะของตลาดเลยค่ะ”
“กลิ่นไม่พึ่งประสงค์พวกนี้น่ะเหรอ ถือเป็นเรื่องปกติ”
“จริง ๆ ตลาดก็มีบ่อดักไขมันนะคะ แต่ว่าเขาไม่มาดูแลเลย อย่างน้อยถ้าตักไขมันออกบ่อย ๆ ก็จะไม่เกิดการสะสมขนาดนี้”
“แล้วบ้านเธออยู่อีกไกลไหม”
“เดินไปสุดซอยก็ถึงแล้วค่ะ คุณราชาเดินไหวไหม”
“แค่นี้สบายอยู่แล้ว”
เมื่อว่าจบประโยคทั้งสองคนเดินทอดน่องไปตามซอย ก่อนจะมาหยุดตรงบ้านไม้สองชั้นหลังนี้ รั้วไม้สีขาวล้อมรอบตัวบ้านเอาไว้ตัดกับสวนหย่อมขนาดเล็ก
ถัดไปอีกสองสามหลังก็มีบ้านเช่นเดียวกัน ที่นี่ไม่ต่างจากหมู่บ้านที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังของตลาดสด ทั้งเงียบสงบและไม่มีความวุ่นวาย ราชากวาดสายตาสำรวจรอบตัวบ้าน ถัดมาเขาทิ้งน้ำหนักตัวนั่งลงบนโต๊ะหินอ่อนตรงสวนหย่อมสีเขียวขจี
...