บทที่ 5
ตัวตนของราชา
***คำเตือนเนื้อหามีความรุนแรง มีเลือดไปจนกระทั่งอันตรายถึงชีวิต***
โกดังร้าง
แสงสว่างลอดผ่านช่องเล็ก ๆ ส่งลงมากระทบพื้นคอนกรีต พระอาทิตย์ใกล้ลาลับขอบฟ้า มีเพียงแสงสีเหลืองอุ่นส่องสว่างไปทั่วท้องฟ้า เสียงฝีเท้าหนักแน่นของบอดี้การ์ดสวมชุดสูทสีดำนับกว่าสามชีวิตลากร่างกายของชายวัยกลางคนเข้ามาด้านใน
รองเท้าหนังสีดำขัดมันวาวสาวเท้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า มือแกร่งของเขาถือกระบอกปืนเอาไว้แน่น ใบหน้าคมคายดูดุดันและทรงอำนาจ นัยน์ตาสีเทาเข้มจับจ้องร่างของ พิศาล ถูกโยนลงพื้นอย่างไร้ความปรานี เสื้อเชิ้ตสีขาวของพิศาลขาดวิ่นและเต็มไปด้วยคราบสกปรก ราวกับผ่านอะไรมามากมาย ตรงมุมปากมีเลือดไหลซึมออกมา
ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว ดวงตาของพิศาลหลุบมองต่ำไม่กล้าสบตากับเขา
“อย่าทำอะไรฉันเลย ฉันกลัวแล้ว” น้ำเสียงสั่นเครือเอื้อนเอ่ยวาจาออกมา
ปัง! เสียงกระบอกปืนกระแทกเข้าที่ใบหน้าของพิศาล เลือดสีแดงฉานไหลซึมออกมาจากแผลสดตรงโหนกแก้ม ดวงตาคมคายสะท้อนความโกรธ อารมณ์ของราชาพุ่งขึ้นขีดสุดและตอนนี้เองเขาไม่สนใจด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายจะเป็นยังไง
“มึงคิดจะหนีงั้นเหรอ? ทั้งติดหนี้กูทำให้กูซวยโดนพวกตำรวจบุกร้าน มึงคิดว่าจะหนีไปก็ได้เหรอ?”
น้ำเสียงเย็นยะเยือกที่ถูกเปล่งออกมาจากกลีบปากหนา ทำเอาคนตรงหน้าตัวชาวาบ ไฟโทสะลุกโชนขึ้นภายในใจพร้อมกับจ้องร่างอ่อนแอที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า
“ผมขอร้องล่ะคุณราชา ปล่อยผมไปเถอะผมจะหาเงินมาคืนคุณทุกบาททุกสตางค์” ชายวัยกลางคนว่าพลางยกมือขึ้นไหว้ ราชาเหยียดยิ้มมุมปาก ก่อนจะใช้ปลายเท้ากดลงกลางอกของพิศาล ราวกับกำลังขยี้อีกฝ่ายจมดิน มันทั้งไร้ค่า ทั้งน่าสมเพช!
“คิดว่ากูจะโง่ยอมเชื่อมึงเหรอ คิดว่ากูจะยอมให้ตำรวจจับตัวมึงไปเหรอ กูทรมานมึงเล่น ๆ ยังสะใจกว่าเลย”
“คุณราชาจะทำอะไรผมยอมทุกอย่างเลยครับ ขอแค่คุณราชาให้โอกาสผมอีกครั้งนะครับ ขอร้องเถอะครับ”
“กูให้โอกาสมึงหลายครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้มันมากเกินไป”
ราชาหรี่ตาลง มือที่ถือปืนเลื่อนมาจ่อตรงขมับของพิศาล ร่างกายของเขาสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว มือทั้งสองข้างประนมเข้าหากัน อยากจะร้องขอชีวิตแต่ดูเหมือนว่าไฟโทสะจะครอบงำอารมณ์ของราชาเสียจนหมดสิ้น
และในวินาทีนั้น เสียงของไกปืนดังขึ้น...ปัง!!
ร่างทั้งร่างของพิศาลกระตุกเฮือกก่อนจะทรุดลงบนพื้น เหลือเพียงแต่ร่างไร้วิญญาณ...เลือดสีเข้มไหลทะลักออกจากท้ายทอยของพิศาล ดวงตาเบิกกว้างค้าง ไม่มีเสียงร้องทรมาน ไม่มีโอกาสได้หายใจอีกต่อไป
มือแกร่งของราชาลดกระบอกปืนลงช้า ๆ แววตาของเขายังคงนิ่งเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เก็บกวาดให้เรียบร้อยด้วย” น้ำเสียงเย็นชาเอ่ยขึ้น บอดี้การ์ดสวมชุดดำจึงพยักหน้ารับคำสั่ง ก่อนจะลากศพของพิศาลออกไปจากโกดังร้าง ทิ้งไว้เพียงคราบเลือดที่ไหลซึมบนพื้นปูน
ราชากวาดมองไปรอบ ๆ สูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ แล้วหยิบมวนบุหรี่ขึ้นมาคาบ ก่อนจะใช้ไฟแช็กจุดดวงไฟขึ้น เปลวไฟสีส้มวูบไหวก่อนปลายมวนบุหรี่จะติดไฟ ควันสีเทาลอยขึ้นสู่อากาศปะปนไปกับอากาศบริสุทธิ์ ผ่อนคลายความเครียดจากเรื่องเมื่อครู่
“นายครับนี่เป็นโฉนดที่ดินของตลาดสด นายต้องการที่จะปรับปรุงจริงเหรอครับ” คราวนี้น้ำเสียงทุ้มต่ำของภีมเปล่งวาจาถามขึ้น เมื่อเขาก้าวเท้ามาหยุดตรงหน้าของเจ้านาย ในมือของภีมถือกระดาษสีน้ำตาลพร้อมกับยื่นให้เขา
“ก็ใช่ กูอยากจะปรับปรุงให้มันดีขึ้น สะอาดขึ้นคนแถวนั้นจะได้มีสุขภาพที่ดี”
“งั้นให้ผมไปจัดการเลยไหมครับ”
“กูฝากด้วย แล้วก็จัดการพวกขี้ยาแถวนั้นให้หมดจับมันไปบำบัดจะได้ไม่ไปก่อความวุ่นวาย” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบดุจผิวน้ำ แววตาของราชาจ้องมองกระดาษใบนั้น หลังจากสิ้นพิศาลทุกอย่างก็จะต้องตกมาอยู่ในมือของเขา เขามีสิทธิ์เข้าครอบครองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามที่ได้เซ็นสัญญากัน
“ได้เลยครับนาย ผมจะจัดการให้ครับ ส่วนนี่เป็นประวัติส่วนตัวของคุณมินที่นายต้องการให้ผมสืบครับ”
“เดี๋ยวมึงให้คนขับรถด้วย กูจะเข้าบริษัท”
“ได้ครับนาย” ภีมพยักหน้ารับ ก่อนที่รองเท้าคู่ใหญ่จะก้าวไปยังรถยนต์คันหรู สายตาคมคายของราชาเอาแต่จดจ่ออยู่กับกระดาษขนาดเอสี่ตรงหน้า
“มิน มินตรานักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ สาขาการผลิตสื่ออายุยี่สิบเอ็ดปีงั้นเหรอ” กลีบปากหนาพึมพำกับตัวเอง ขณะที่สองตายังคงจ้องมองตัวหนังสือ เขาไล่อ่านประวัติของเธอทีละบรรทัดแถมครอบครัวของเธอยังน่าสนใจมาก ๆ อีกด้วย
“แม่ทำงานเป็นพยาบาลชื่ออุษา พัฒนพิพัฒน์ ส่วนพ่อว่างงานนายคเชนทร์ พัฒนพิพัฒน์” นามสกุลดูคุ้นหู เขาจึงหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกง ขณะเดียวกันลูกน้องเอื้อมมือมาเปิดประตูรถ ก่อนที่ราชาจะก้าวขึ้นไปนั่งภายในห้องโดยสาร
นิ้วมือเรียวยาวของเขากดค้นหานามสกุลดังกล่าวบนโลกอินเทอร์เน็ต แน่นอนว่านามสกุลนี้เคยเป็นตระกูลดังมาก่อนแต่เพราะวิกฤตต้มยำกุ้งทำให้เขาล้มละลาย
“มินเป็นลูกสาวคนเดียวงั้นเหรอ น่าสนใจดี” เขาว่าขณะที่รถหรูคันนี้แล่นออกจากที่เดิม มุ่งตรงไปยังบริษัทใหญ่ที่ขึ้นชื่อว่าทำรายได้มหาศาล