สิงขรพ่นลมหายใจอย่างโกรธจัด เมื่อเห็นหนังสือจากสำนักงานทนายความว่าเมธาวีขอฟ้องหย่าและเรียกค่าเลี้ยงดูและขอแบ่งสินสมรสเป็นจำนวนยี่สิบล้านบาท เขาอ่านคำกล่าวหาต่างๆ ที่ทนายของเมธาวีแจ้งมาแล้วยิ่งทำให้โมโหมากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นอย่างออกหน้าออกตา เป็นเหตุให้เธอเกิดความอับอายต่อวงสังคม ประพฤติชั่วนอกใจมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นที่มิใช่ภรรยาเป็นอาจิณ สิงขรรู้สึกหน้ามืดในตอนนั้น เขาไม่เคยรู้สึกเลยว่าตัวเองทำผิดอะไร จนมาเห็นข้อกล่าวหาต่างๆ จากหนังสือที่แจ้งมา
“หนึ่งคะ เมียคุณฟ้องชู้โรสค่ะ” รสาหน้าตาตื่นเธอรีบร้อนมาหาสิงขรเมื่อได้รับหนังสือจากสำนักงานทนายความ เธอถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเป็นเงินจำนวนห้าล้านบาท
“คุณกลับไปก่อนเถอะโรส ผมจะคุยกับทนายก่อน” สิงขรพูดห้วนๆ เขายังไม่อยู่ในภาวะที่จะเอาใจใครได้
“แต่ว่า..” รสาจะไม่ยอมแต่เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของเขาเธอจึงเงียบและเดินออกไปจากห้องทำงาน
สิงขรกดโทรศัพท์ภายใน ให้เลขานุการเชิญฝ่ายกฎหมายเข้ามาพูดคุยหารือ
ทินกร ฝ่ายกฏหมายประจำบริษัทอ่านหนังสือจากสำนักงานทนายความของเมธาวีแล้วค่อนข้างหนักใจ เพราะข้อกล่าวหาของฝ่ายภรรยาที่ยกมาเป็นเหตุในการขอหย่า เช่น พฤติกรรมการยกย่องหญิงอื่นทัดเทียมภรรยาตามกฎหมายมันชัดเจนจนไม่ต้องสืบที่ไหน ทั้งภาพในโซเชียลที่ทั้งสิงขรและรสาลงเองก็เป็นพยานอย่างดี
“ยากมากครับที่จะสู้คดีแล้วจะชนะ ทางคุณเมธาวีเก็บหลักฐานไว้ค่อนข้างรัดกุม แล้วเรื่องที่ทางเธอแจ้งมาคนทั่วไปก็เห็นได้จริง” ทินกรพูดอย่างลำบากใจ ถ้าจะให้เขาพูดตรงๆ คือยังไงเมธาวีก็ชนะคดี
สิงขรถอนใจ เขาคิดแค่อยากทำให้เมธาวีเสียหน้า เสียใจที่สามีไปควงผู้หญิงคนอื่นแบบเปิดเผย ตัวเขาเองจึงลงรูปพวกนั้นรัวๆ ลงทั้งรูปที่ไปเที่ยวด้วยกันสองต่อสอง รูปตั๋วเครื่องบินคู่กัน รูปการณ์จองห้องพักโรงแรมด้วยห้องหรูคืนละสองแสน หรือรูปสลิปเงินที่เขาโอนให้รสาประจำ
เขาแค่อยากทำให้เมธาวีเจ็บและอายแต่ไม่เคยคิดว่าตนเองจะถูกย้อนศรฟ้องหย่าเรียกแบ่งสินสมรสด้วยหลักฐานที่ตัวเขาเองเป็นผู้โพส
“ผมคิดว่าทางคุณสิงขรขอไกล่เกลี่ยและยอมทำตามที่เธอเรียกร้องจะดีกว่า” ทินกรเลือกทางออกที่เจ็บน้อยที่สุดให้เจ้านาย
“แล้วเรื่องเงินล่ะ” สิงขรถาม
“สินสมรสคำนวณจากรายได้ของทั้งสองฝ่ายหลังการแต่งงาน ในสองปีหลังคุณสิงขรมีรายได้ที่แสดงต่อกรมสรรพากรเป็นเงินไม่น้อยกว่าแปดสิบล้าน ไม่รวมอสังหาริมทรัพย์อื่นที่มีเพิ่มมา ยี่สิบล้านที่คุณเมธาวีเรียกมันน้อยกว่าสิทธิ์ที่เธอควรได้อีกครับ”
“ติดต่อทางนั้นไปว่าผมยินดีจ่ายให้เมสี่สิบล้านแต่ผมจะไม่หย่า ถ้าเมอยากจะหย่าจริงๆ ผมขอคุยกับเมเป็นการส่วนตัว” สิงขรลุกขึ้นเดินออกจากห้อง เขาสั่งเลขายกเลิกงานทั้งหมดในวันนั้นและตรงกลับบ้าน
“คุณหนึ่งคะ คุณย่าให้หาค่ะ” ลออรีบเดินมาหาสิงขร โล่งใจที่เขามาคลาดกับเมธาวีเพียงสิบนาที
“ครับ” จากที่เขาตั้งใจจะเข้าบ้านจึงเดินเลยไปที่ตึกใหญ่ เมื่อเข้าไปภายในเห็นหญิงชราแต่ท่าทางยังสง่างามนั่งบนเก้าอี้โยกเพียงลำพัง
“ย่าครับ” เสียงนั้นทำให้ท่านหันมามอง
“หนึ่งมาแล้วเหรอลูก ทำไมวันนี้กลับเร็ว” ท่านถามหลานชาย เห็นสีหน้าไม่ค่อยดีของเขาก็พอเดาเรื่องออกท่านจึงพูดต่อว่า
“เมื่อกี้หนูเมมาเยี่ยมย่า เพิ่งกลับไปสักพัก”
“เมบอกคุณย่ารึเปล่าครับว่าเขาย้ายไปที่ไหน” ชายหนุ่มถามทันที แต่ใจก็ต้องห่อเหี่ยวเมื่อท่านส่ายหน้า
“เปล่า เขามาบอกแค่ว่าเขาจะหย่ากับหนึ่ง ถ้าหนึ่งไม่ยอมหย่าดีๆ หนูเมคงฟ้องหย่า”
สิงขรกำมือแน่น เธอกล้ามาบอกย่าเขาอีกว่าจะขอหย่าจากเขา เขาพูดไปทันที
“ผมไม่หย่า ถ้าเมอยากหย่าก็ฟ้องมาเลย”
คุณย่าส่ายหน้ากับความดื้อดึงของหลานชาย
“ย่ารักหนึ่งแต่ก็รักหนูเมเหมือนกัน ถ้าหนึ่งกับเมไม่ได้รักกัน ไม่ได้อยากสร้างครอบครัวด้วยกันก็ต่างคนต่างไปเถอะลูก” ท่านมองหน้าหลานชายคนเดียวก่อนจะตัดสินใจพูดบางเรื่องขึ้นมา
“ย่ามีอะไรจะบอกหนึ่ง”
“ครับคุณย่า” เขามองหน้าท่านรอฟัง
“เรื่องแม่รสา ลออขึ้นไปเอาซองเอกสารในตู้เซฟมาทีสิ” ท่านหันไปบอกคนสนิท
“รสาทำไมครับย่า”
“เรื่องที่หนึ่งเคยคบกับแม่รสา แล้วที่เราเข้าใจว่าแม่เราเป็นคนบีบให้รสาเลิกกับเรา แล้วให้มาแต่งงานกับหนูเม” ท่านหยุดพูด รับซองเอกสารจากลออมาเปิดออก สิงขรมองด้วยใจเต้นแรง
“ในระหว่างที่หนึ่งคบ หารสา เพื่อนของแม่เรามาบอกว่าผู้หญิงคนนี้เป็นพวกชั้นสูง” คำว่าชั้นสูงของท่านหมายถึงเป็นโสเภณีในเกรดเอบวก ชุบตัวจนมองยาก
“แม่เราเลยให้คนตามดูรสา ดูพฤติกรรมแล้วรายงานมาเลยพบว่าในช่วงที่เขาเป็นแฟนหนึ่ง รสาก็ยังไปไหนมาไหนกับลูกค้าของเขา”
ท่านส่งภาพที่ถูกถ่ายมาเป็นภาพของรสาที่เดินเข้าออกโรงแรมกับชายหลายคน หลายสถานที่นับสิบคน ในภาพระบุวันเวลาเป็นช่วงที่เขาคบหากับรสาจริง และภาพพวกนั้นถูกถ่ายในระยะเวลาไม่กี่วัน บอกได้ว่าในช่วงวันที่เขาทำงานรสาเองก็ทำงานเช่นกัน
“แต่แม่ของเราไม่อยากให้หนึ่งเสียหน้า เสียใจว่าไปคบกับผู้หญิงแบบนั้นเลยเจรจากับรสาให้เงินไปก้อนหนึ่ง และทำสัญญาขอให้รสาหายไปจากชีวิตของหนึ่งเงียบๆ”