จุดหมายปลายทางเดินทางประมาณ 70 กว่ากิโลเมตร ใช้เวลาขับรถประมาณชั่วโมงเศษรถก็มาถึง เมื่อรถจอดที่หน้าบ้านเป็นบ้านปูนการตกแต่งสไตล์ลอฟท์ คุณย่าลงจากรถโดยมีลออประคอง ท่านมองไปรอบๆ และยิ้มอย่างพอใจ ที่นี่อากาศสดชื่นมากต่างจากในตัวเมืองเชียงใหม่ราวฟ้ากับเหว
“หนูเมตาถึงมากลูก ที่สวยจริงๆ ตามที่หนูว่า”
เมธาวียิ้มตอบ “ทางโน้นมีแปลงสตรอเบอรี่ กับกระหล่ำที่เจ้าของเก่าทำไว้ด้วยนะคะคุณย่า แล้วก็มีสวนเสาวรสด้วยค่ะ”
“จริงเหรอคะหนูเม ดีจังเลย” ลออที่ช่วยจัดของให้สิงขรกับคำปันช่วยกันยกเข้าบ้านหันมาคุยด้วย
“ค่ะป้าออ เสาวรสดีมากเลยนะคะบำรุงสายตา เสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายด้วยค่ะ พี่สร้อยบอกว่าเก็บมาไว้รอเผื่อเราเอามาทำเครื่องดื่มหรือขนมก็ได้ค่ะ”
เมธาวีตอบเธอทำหน้านึกขึ้นได้เรื่องหนึ่งเมื่อเห็นสิงขรยกกระเป๋าเข้าบ้าน
“เอ๊ะ พี่หนึ่งจะค้างที่นี่รึเปล่าค่ะคุณย่า เมไม่ทราบว่าเขาจะมา เลยไม่มีห้องนอนให้เขานะคะ ที่นี่มีห้องนอนแค่สามห้อง”
ห้องหนึ่งเป็นห้องใหญ่ เธอตั้งใจจัดให้คุณย่ากับป้าลออนอนด้วยกัน คำปันหนึ่งห้อง เธอกับสร้อยสุภานอนด้วยกันได้
“ตาหนึ่งน่ะเหรอ ให้เขากางเต็นท์นอนหน้าบ้านก็ได้ลูก” คุณย่าพูดโดยที่ไม่ต้องปรึกษาหลานชาย
คำปันได้ยินพอดีเขากำลังจะบอกว่าเขานอนที่ห้องนอนเล็กด้านล่างได้ ถ้าสร้อยสุภานอนกับเมธาวี ก็แปลว่ามีห้องนอนว่างสำหรับสิงขร แต่เมธาวีพูดว่า
“อย่าถึงขนาดนั้นเลยค่ะ ถ้าพี่หนึ่งเขาไม่ถือตัวอะไรก็ให้เขานอนห้องเดียวกับพี่คำปันก็ได้ค่ะ”
สิงขรเดินกลับมาพอดี
“พี่นอนได้ครับ”
“ค่ะ” เธอหันไปทางคำปัน “เมคงต้องรบกวนพี่คำปันหน่อยนะคะ พี่อาจจะไม่ชินที่ต้องนอนกับคนอื่น แต่เขาคงอยู่ไม่นานหรอกค่ะ”
“คุณย่าเข้าบ้านก่อนไหมคะ สร้อยจะพาไปดูห้องนอนค่ะ จะพักก่อนไหมคะ”
คุณย่ากับลออพากันเข้าบ้าน สร้อยสุภาจัดให้ท่านนอนห้องนอนใหญ่ที่ชั้นล่าง มีห้องน้ำในตัว มีตู้เย็นเล็กและเครื่องปรับอากาศ มีเตียงเดี่ยวสองเตียงสำหรับสองคน
ท่านมองห้องที่จัดไว้และหันมาขอบใจสร้อยสุภา
“ขอบใจนะหนูสร้อย ห้องดีมากเลยจ้ะเหมาะกับคนแก่มาก งั้นย่าขอเอนหลังก่อนสักครึ่งชม.นะจ๊ะ”
“งั้นคุณย่ากับป้าออพักกันก่อนเลยค่ะ ถ้าจะเอาอะไรโทรบอกได้หรือออกไปบอกสร้อยหรือพี่คำปันก็ได้ค่ะ เราคงอยู่กันด้านนอกนี่ล่ะค่ะ” สร้อยสุภาบอกและขอตัวออกมาด้านนอก ทันเห็นสิงขรเดินตามคำปันเข้าไปที่ห้องนอนเล็ก
“จะดีเหรอเมห้องข้างบนก็ว่างนี่ ห้องนั้นไม่มีแอร์นะ ไม่มีห้องน้ำในตัวด้วย” สร้อยสุภาถามญาติสาว
“ถ้าเขาทนไม่ได้ก็กลับไปเองแหล่ะค่ะพี่สร้อย เมขึ้นข้างบนก่อนนะคะ” เมธาวีปลีกตัวเข้าห้องนอนเธออยากมีเวลาพักเป็นส่วนตัว
สิงขรมองห้องเล็กๆ ขนาดประมาณสามคูณสี่เมตร มันเล็กประมาณหนึ่งในสามในสี่ของห้องนอนเขาที่เชียงใหม่ มีเตียงนอนมีฟูกขนาดสามฟุตครึ่ง ถึงจะใหม่แต่ก็ไม่ใช่ที่นอนอย่างดีแบบที่เขาเคยชิน
“คุณสิงขรนอนบนที่นอนก็ได้ครับ ผมมีที่นอนปิกนิคปูนอนพื้นได้ครับ” คำปันพูดอย่างเห็นใจ เศรษฐีร้อยล้านต้องมานอนแบบนี้ก็คงทำใจยาก
“ไม่เป็นไรพี่ ผมนอนที่นอนปิกนิคเองดีกว่า” อย่างน้อยมันก็ดีกว่าไปนอนกลางดินล่ะวะ สิงขรบอกตัวเอง
“ส่วนห้องน้ำ ต้องออกไปอาบน้ำที่ห้องน้ำรวมด้านข้างห้องครัวนะครับส่วนนี่พัดลมครับมีสองตัวเราแบ่งกันละคนตัว แต่ที่นี่ช่วงกลางคืนจะหนาวผมก็ไม่ค่อยได้เปิดหรอก” คำปันยกพัดลมมาวางไว้ให้เขา ขณะที่ออกไปหาที่นอนมาให้ ปล่อยให้สิงขรมองพัดลมตาปริบๆ
สิงขรออกจากห้องมามองไปรอบๆ ตัวบ้าน เขายอมรับว่าเมธาวีตัดสินใจดีที่ซื้อที่นี่ไว้ หลังจากดูว่ารั้วรอบขอบชิดดีแค่ไหนเขากลับเข้าไปในบ้าน ไปเคาะประตูห้องคุณย่า
หญิงชรามองหลานชายคนเดียวที่เดินเข้ามาหา
“ว่าไงเรา จะกลับเชียงใหม่วันไหน ไม่ต้องห่วงย่านะย่าอยู่ที่นี่ได้”
“แหม..พอมาถึงนี่ก็ไล่ผมเลยนะคุณย่า” เขาพูดไม่จริงจังนัก มองห้องคุณย่าที่ถูกจัดอย่างดีก็นึกขอบคุณเมธาวีในใจ
“ก็เราบอกย่าเองว่าอยากมาดูให้เห็นกับตาว่าบ้านที่จะมาพักเป็นไง เห็นแล้วก็กลับได้อย่าทำให้ย่าเสียผู้ใหญ่นะเจ้าหนึ่ง” ท่านดักคอหลานชาย
“คร้าบบบย่า” เขาลากเสียงและพูดต่อ “ผมจะกลับพรุ่งนี้แหล่ะ ตอนบ่ายมีประชุมครับ”
เย็นนั้นภิญโญโทรมาบอกผลการเข้าพบไอยเรศให้เพื่อนสาวรู้
“หล่อน พ่อเลี้ยงเขาบอกว่างานเขาเร่งมาก ทำให้ไม่ทันน่ะ”
“อ้าวแล้วจะทำไงล่ะโญ หรือจะลองหาเจ้าอื่น” เมธาวีช่วยคิด
“เจ้าอื่นฉันก็ถามมาสามสี่แล้ว ปฏิเสธหมดเลย ที่เหลือเป็นโรงทอเล็กทำให้ไม่ทันแน่ๆ”
“งั้นแกจะเอาไง หรือจะลองเปลี่ยนใช้ผ้าแบบที่มีอยู่”
“พ่อเลี้ยงเขาบอกว่าเขาทำให้ไม่ได้ แต่เขาแนะนำเพื่อนให้ได้ที่ทำเหมือนกัน แล้วงานดีพอๆ กัน” ภิญโญพูดต่อ
“ก็ดีสิ แกลองคุยรึยัง” เมธาวีถาม
“คุยกะผีสิแกรู้ไหมว่าเขาแนะนำใครมา เขาแนะนำโรงทอผัวเก่าแกน่ะ โรงทอผ้าของคุณสิงหอน” ภิญโญออกแนวกระฟัดกระเฟียด
เมธาวีเงียบไป แต่ถ้าไม่อคติเธอก็ยอมรับว่างานของโรงทอผ้าเก็ตถวานั้นดีพอๆ กับของไอยเรศ แม้แต่ที่ร้านของอวิกาก็มีผ้าที่รับจากโรงทอเก็ตถวามาตั้งแต่สมัยที่ไอยเรศบริหารงาน
“ก็ถ้าพูดตรงๆ งานของโรงทอเก็ตถวาก็ฝีมือดีจริง ช่างทอก็อยู่กันมาตั้งแต่รุ่นคุณแม่” เมธาวีบอกเพื่อน สมัยก่อนที่มารดาของสิงขรยังอยู่ ตั้งแต่ก่อนแต่งงานเธอเองก็เคยได้ยินเรื่องนี้มาจากแม่ของเธอเองที่เป็นเพื่อนสนิทกับมารดาสิงขร
“แก..แล้วเขาจะขายฉันเหรอ ก็รู้นี่ว่าฉันด่าเขาไว้เยอะ” ภิญโญถามต่อ
“เอาจริงๆ นะ ฉันว่าเขาไม่รู้หรอกว่าแกเคยด่าเขา” เรื่องนี้เมธาวีไม่ได้ปลอบใจเพื่อน แต่นิสัยของสิงขรคือถ้าเขาไม่ชอบใครหรืออะไร เขาจะไม่สนใจเลย ไม่ชายตามองเหมือนที่เขาไม่รู้ว่าแม่เธอเสียชีวิตไปแล้วจนเผาแล้ว เขาก็ไม่รู้เรื่อง
“ตอนนี้ฉันอยู่ลี้ มาส่งคุณย่ามาพักผ่อนหนีหมอกควันที่นี่ เขาก็อยู่แกลองมาคุยไหมล่ะ” เมธาวีถามต่อ ถ้าเป็นเรื่องงานเธออยากให้เพื่อนแยกแยะความรู้สึกส่วนตัวให้ได้ เพราะคนเราคงไม่สามารถทำงานกับคนที่ชอบไปได้ทุกครั้ง
“จริงเหรอ งั้นแกส่งโลมาเดี๋ยวฉันไปเลย” ภิญโญตัดสินใจที่จะคุยกับสิงขรสักครั้ง ถ้าเขายอมรับงานก็คือได้ ถ้าไม่ตกลงก็ให้รู้ว่าไม่ตกลงจะได้หาทางอื่น
เมธาวีวางสายและเปิดแอพพลิเคชั่นไลน์ ส่งโลเคชั่นที่อยู่ปัจจุบันให้เพื่อนสนิท ก่อนจะปิดหน้าจอและยิ้มออกมา เธอได้รถกลับลำพูนแล้ว ขากลับจะได้ไม่ต้องนั่งรถไปกับสิงขรสองต่อสอง