เรื่องเมื่อเจ็ดปีก่อน

1503 Words
มัทรีนิ่งอึ้งเมื่อรามพูดถึงเรื่องเมื่อเจ็ดปีก่อน ภาพในอดีตวนเข้ามาเป็นฉากๆ เธอเคยเป็นคนไข้ของเขาในตอนนั้น หญิงสาวเข้าพักรักษาตัวโดยมีรามเป็นหมอเจ้าของไข้ เธอนอนพักที่โรงพยาบาลประมาณหนึ่งสัปดาห์ เมื่อออกจากโรงพยาบาลแล้วคุณหมอหนุ่มยังแวะเวียนมาเยี่ยม เขาแสดงท่าทีเปิดเผยชัดเจนว่าสนใจเธอเกินกว่าความเป็นคนไข้และหมอ ตัวเธอเองในตอนนั้นไม่ได้รังเกียจเขาจึงตอบรับไมตรีด้วยดี แต่ในวันสุดท้ายที่พบกันมันเป็นคืนที่เขาพาไปฉลองวันเกิด ในคืนนั้นเธอเมาจนเผลอตัวมีความสัมพันธ์เกินเลย หากแต่ในตอนเช้าเธอได้รับโทรศัพท์จากทางบ้านว่ามีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น ขณะนั้นรามได้รับโทรศัพท์ตามตัวจากโรงพยาบาล เขาปล่อยให้หญิงสาวนอนต่อและโน้ตไว้ว่ามีงานด่วน มัทรีจึงต้องรีบกลับโดยที่ไม่ได้คุยกับรามก่อน และตั้งแต่วันนั้นเกิดเรื่องยุ่งๆ มากมายในครอบครัวทำให้เธอเลือกที่จะแก้ปัญหาของที่บ้านและพักเรื่องส่วนตัวไว้ รามในอดีตเขาไม่ได้ยื้อเธอในตอนที่เธอส่งข้อความไปบอกขอยุติเรื่องส่วนตัวของเขาและเธอไว้เพียงเท่านั้น เขาตอบกลับมาเพียงแค่ว่าเขาจะเคารพการตัดสินใจหากเธอคิดดีแล้ว มัทรีอ่านข้อความตอบกลับด้วยใจที่เจ็บชาหากแต่เธอรู้ดีว่านั่นคือสิ่งที่เธอเลือกเอง หญิงสาวจึงตัดสินใจบล็อกเบอร์และไลน์ของเขา ตัดการติดต่อทุกช่องทางโดยไม่ลังเล จากวันนั้นผ่านมาเจ็ดปีจนถึงวันนี้ วันที่เธอได้พบเขาอีกครั้ง มัทรีจำได้ดีว่าในวันที่รู้ว่าจะต้องมาเจอเขาที่โรงพยาบาลโชติภิวรรธตามคำสั่งของเจ้านาย หญิงสาวเครียดจนถึงกับนอนไม่หลับไปสองวัน หากแต่เมื่อพบกันจริงๆ เขาไม่ได้มีทีท่าจะจำเธอได้มัทรีจึงสบายใจขึ้นบ้างกับการทำงานร่วมกัน แต่แล้วตอนนี้เธอก็รู้แล้วว่าเธอเข้าใจผิด “หรือคุณจะบอกว่าคุณยังจำผมไม่ได้ แค่เจ็ดปีคุณลืมผู้ชายคนแรกของคุณจริงๆ หรือ” มัทรีเบี่ยงตัวออกห่าง อยู่ใกล้เขามากแล้วเธอรู้สึกว่าตนเองหายใจไม่ออก “เรื่องที่ผ่านมาแล้ว ถึงจะแค่ห้านาทีมันก็คืออดีตค่ะ” เจ็ดปีก่อนเธออายุแค่ยี่สิบเอ็ด วันเวลาที่ผ่านมามันทำให้เธอโตขึ้นทั้งทางความคิดและมุมมองชีวิต เจ็ดปีเป็นเวลาที่นอนพอจนทำให้มัทรีรู้ดีว่าเธอกับรามต่างกันเกินไป ต่างกันจนไม่มีทางไหนที่จะมาลงเอยกันได้เลย มัทรีกลับถึงบ้านในตอนเย็น หญิงสาวแวะซื้อผลไม้และขนมมาฝากเด็กชายอวัชเพราะลูกชายเคยบอกไว้วันก่อนว่าอยากทาน “พี่มาศพรุ่งนี้โรงเรียนน้องวัชมีกิจกรรมวันพ่อ แล้วบ้านเราจะไปเที่ยวไหนกันดี” บุษบาน้องสาวถาม เป็นที่รู้กันว่าตั้งแต่อวัชเข้าโรงเรียนเวลาถึงวันพ่อคราวใดเด็กชายจะได้หยุดไปเที่ยวแทน เพราะมัทรีไม่ต้องการให้ลูกมีปมด้อยยามไปเห็นกิจกรรมไหว้พ่อที่โรงเรียน “อืมมไปไหนกันดี ไปทะเลดีไหมครับลูก” หญิงสาวหันไปถามลูกชาย “ไปครับแม่ วัชอยากไปทะเลที่มีทรายขาวๆ ได้ไหมครับ” “ทะเลทางใต้เหรอ หรือว่าจะไปมัลดีฟกันดีไหม” มัทรีนึกถึงรีสอร์ทกลางทะเลสุดหรู น้ำทะเลสีฟ้าและมีกิจกรรมมากมายให้เลือก “ตอนนี้ไฮซีซั่นอย่าไปมัลดีฟเลยพี่ เราไม่ได้จองตั๋วไว้ เอาไว้ก่อนเปิดเทอมใหญ่ปีหน้าสักต้นเดือนพฤษภาค่อยไป” บุษบาออกความเห็น “งั้นเดี๋ยวพี่ลองหาที่พักทะเลทางใต้ดูก่อนนะ ไปภูเก็ตกันดีกว่า ทะเลสวยถึงของจะแพงไปหน่อยแต่ช่วงนี้ก็ยังพอทน” หญิงสาวพึมพำ มัทรีเปิดคอมพิวเตอร์หาที่พักติดชายหาด เธอเลือกอยู่นานจนเจอรีสอร์ตติดชายหาดที่ราไวย์ จังหวัดภูเก็ต น้ำทะเลสวยหาดทรายสีขาวแบบที่อวัชต้องการจึงจองห้องพักแบบเตียงคู่หนึ่งห้อง สำหรับตัวเธอ น้องสาวและลูกชาย เธอจองตั๋วเครื่องบินทันทีจากนั้นบอกให้น้องสาวเตรียมตัวเก็บของเพราะว่าพรุ่งนี้จะออกจากบ้านแต่เช้ามืด มัทรีตัดสินใจเรียกแอพพลิเคชั่นรถรับส่งมารับไปสนามบินแทนการจอดรถยนต์ส่วนตัวไว้ที่นั่นหลายวัน ค่ำวันนั้นภายในบ้านหลังย่อมมีเสียงหัวเราะกันดังออกมาแว่วๆ ให้คนที่อยู่ด้านนอกได้ยิน 'ทำไมมีเด็ก เด็กคนนั้นลูกใคร' รามนิ่วหน้า เขาขับรถมามองบ้านเธออยู่ราวครึ่งชั่วโมง ทันเห็นเด็กชายอายุราวๆ หกถึงเจ็ดขวบ ผิวขาวรูปร่างจ้ำม้ำเดินออกจากบ้านมารับมัทรีที่รถ เขาเห็นเธอก้มลงหอมแก้มเด็กคนนั้นฟอดใหญ่ก่อนจะส่งถุงขนมให้ถือส่วนตัวเธอขนของอื่นๆ เข้าบ้าน ชายหนุ่มคิดไปถึงความสัมพันธ์คืนเดียวเมื่อเจ็ดปีก่อน หรือว่ามัทรีท้องจากเรื่องในคืนนั้น หากเป็นเช่นนั้นแล้วทำไมเธอไม่บอกเขาและเด็กคนนั้นน่าจะเป็นลูกเขาแน่ๆ รามไม่รู้ว่าทำไมตนเองจึงมั่นใจแต่เขาเชื่อแบบนั้นจริงๆ เขาจอดรถมองอยู่นานจนถึงเวลาค่อนดึกจึงถอยรถออกห่างจากบริเวณนั้นเพื่อกลับที่พัก พลางคิดในใจว่าเขาจะทำอย่างไรที่จะทำให้มัทรียอมให้เขาทำความรู้จักกับ 'ลูกชาย' เช้าวันต่อมารามมาจอดรถซุ่มดูอีกครั้ง คราวนี้เขาเห็นมัทรีและหญิงสาวอีกคนที่น่าจะเป็นน้องสาวที่เธอเคยเล่าให้ฟัง พวกเธอขนกระเป๋าออกจากบ้านหอบข้าวของพะรุงพะรัง ลูกชายของเขาเองก็แต่งตัวเหมือนจะไปเที่ยว จากนั้นมีรถรับจ้างจอดตรงหน้าพวกเธอ เขาเห็นพวกเธอขึ้นรถไปกันสามคนชายหนุ่มจึงขับรถตาม จนไปถึงสนามบินดอนเมือง แต่รามไม่รู้ว่าพวกเธอจะไปไหนกันเขาจึงเลือกโทรหาน้องชายคนเล็กเจ้าของสำนักงานทนายความและนักสืบเอกชน “นายเล็กเหรอ ฉันอยากรู้ข้อมูลของคนคนนึงว่าเขาจะเดินทางไปไหน ขึ้นเที่ยวบินอะไรนายพอสืบได้ไหม” รามบอกความต้องการทันทีโดยไม่ถามว่าน้องชายพร้อมคุยไหม “อะไรนะพี่ พี่เห็นผมเป็นสายลับหรืออะไรพวกนั้นเหรอ ผมจะรู้ได้ไงว่าใครจะไปไหน” วิศรุตโวยวาย เขายังไม่ตื่นดีด้วยซ้ำตอนที่พี่ชายโทรหา “ฉันอยากรู้ว่ามัทรีไปไหนเช้าวันนี้ นายให้คนหาข้อมูลแล้วตัวนายเองก็มาหาฉันที่แอร์พอร์ตด้วย เจอกันที่ดอนเมืองตึกผู้โดยสารในประเทศ อย่าช้านะมาเดี๋ยวนี้เลย” ชายหนุ่มบอกข้อมูลชื่อนามสกุลของมัทรีแล้ววางสาย เขาวนหาที่จอดรถและเดินไปที่อาคารผู้โดยสารในประเทศ มองหาคณะของมัทรี เขารอเพียงสิบห้านาทีวิศรุตก็โทรมาบอกเขาว่า คนที่เขาต้องการให้หาข้อมูลกำลังจะเดินทางไปภูเก็ต พวกเธอจองตั๋วเครื่องบินทั้งหมดสามที่นั่งชั้นประหยัด “อีกครึ่งชั่วโมงผมจะไปถึง พี่จะให้ผมจองตั๋วเลยไหมยังพอมีที่นั่งเหลือ” นั่นเป็นคำถามที่รู้ใจเขามากจนรามอยากตบรางวัลให้ “จองเลย เอาที่นั่งห่างๆ เขาหน่อยล่ะ” ต่อมาวิศรุตมาพร้อมกับผู้หญิงคนหนึ่งที่น้องชายแนะนำว่าเป็นผู้ช่วยที่สำนักงานชื่อปาริฉัตร รามไม่ได้สนใจอะไรมากนักเพราะใกล้ได้เวลาเข้าเกท “พี่จะพักที่ไหน สาวๆ กลุ่มนั้นเขาจองห้องพักที่รีสอร์ตบนหาดราไวย์ไว้นะ ผมจะจองบ้างทางนั้นบอกว่าห้องเต็มหมด” วิศรุตถามเรื่องสำคัญ “ราไวย์เหรอ ไอ้เมฆมันมีบ้านที่นั่นโทรถามมันก่อน” รามนึกถึงเพื่อนต่างคณะสมัยเรียนมหาวิทยาลัยขึ้นมา หมอนี่เป็นพ่อเลี้ยงไร่ชาอยู่ทางเหนือแต่เขาจำได้ว่ามันมีบ้านพักที่หาดราไวย์ ชายหนุ่มโทรติดต่อพ่อเลี้ยงเมฆาและได้รับคำตอบให้ยืมใช้บ้านพักที่ภูเก็ตตามสบาย ต่อจากนั้นได้เวลาขึ้นเครื่องเขานั่งแยกกับน้องชายและสาวผู้ช่วย ซึ่งรามเองก็พอใจเพราะเขายังไม่อยากให้ใครถามอะไรมาก ส่วนวิศรุตก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรที่จู่ๆ จะต้องเดินทางไปภูเก็ตแบบกระทันหัน สีหน้าของน้องชายคนเล็กของบ้านนั้นรื่นรมย์ราวกับกำลังไปฮันนีมูนกระนั้น
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD