“หมอต้นนี่เขาเป็นใครเหรอพี่มาศ” บุษบาถามในตอนบ่าย พวกเธอเช็คอินเข้าที่พักแล้วหลังจากไปรับประทานกับคณะของราม
“ก็ไม่มีอะไรหรอก ลูกค้าน่ะ” มัทรีบอกปัด
หญิงสาวใช้เวลาช่วงที่อวัชหลับตอนบ่ายจัดเสื้อผ้าใส่ตู้ เธอจองห้องพักที่นี่ไว้สองคืน ห้องพักโรงแรมสะดวกสบายใช้ได้ มีตู้เย็นและไมโครเวฟ จานชามช้อนแก้วน้ำจำนวนหนึ่งไว้อำนวยความสะดวก
“บุษว่าไม่น่าใช่” บุษบาทำสีหน้าครุ่นคิด ถึงเธอจะอายุเพียงยี่สิบสองแต่ก็พอมองออกถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ปกติของพี่สาวกับคุณหมอหนุ่มรูปหล่อที่เพิ่งเจอเมื่อเช้า
“บุษว่าเขาดูสนใจน้องวัชมากเลยนะพี่”
มัทรีหันมามองน้องสาว รู้ดีว่าบุษบาเป็นคนช่างสังเกตุการโกหกคงใช้ไม่ได้ผล
“อืม... เขาคิดว่าน้องวัชเป็นลูกเขาน่ะ”
บุษบาทำหน้าตกใจ
“ฮะ... ทำไมเขาคิดแบบนั้นล่ะพี่ เขาไม่ใช่อดีตพี่เขยเราสักหน่อย” ถึงแม้ว่าตอนสร้อยฟ้าพี่สาวของเธอแต่งงานกับพ่อน้องวัช บุษบาจะยังเด็กก็ตาม แต่เธอจำได้ว่าอดีตพี่เขยไม่ได้ดูดีแบบรามแน่ๆ
“คือว่าเขาคิดว่าพี่ท้องกับเขาตอนที่เลิกกันเมื่อเจ็ดปีก่อนน่ะ” มัทรีตัดสินใจบอกความจริงทำเอาน้องสาวมีสีหน้าตื่นเต้น
“พี่เคยเป็นแฟนของเขาเหรอ ว้าว... อดีตพี่เขย ถ้าเขาคิดว่าพี่ท้องกับเขาก็แปลว่าพี่กับเขาเคย...” บุษบายังพูดไม่จบก็โดนพี่สาวเบรก
“หยุดเลยเรา มันจบไปนานแล้วตอนนี้พี่ไม่ได้อยากมีแฟนหรือครอบครัวสักหน่อย”
“ทำไมล่ะพี่ มีคนช่วยคิดมีครอบครัวดีๆ ไม่ดีตรงไหน”
“ครอบครัวแบบพี่ฟ้าดีไหมล่ะ”
เจอประโยคนี้ไปบุษบาถึงกับเงียบ สามีของสร้อยฟ้าจู่ๆ ก็มาบอกเลิกภรรยาขอหย่าแบบไม่ทันตั้งตัวโดยที่ไม่มีใครคิดเลย เพราะก่อนหน้านั้นความรักของพวกเขาหวานชื่นกันมาก แต่หลังแต่งงานเพียงสองปีสร้อยฟ้ากลับมาอยู่บ้านในสภาพที่ยิ่งกว่านกปีกหัก หญิงสาวบอกแค่ว่าถูกสามีขอหย่าไม่ว่าใครจะถามถึงเหตุผลเธอก็ไม่ยอมพูด
“ผู้ชายมันก็คงไม่ได้แย่ทุกคนมั้งพี่มาศ” บุษบาเสียงอ่อยลง
“อีกอย่างพี่มีน้องวัช พี่ต้องดูแลลูก คงไม่ยุติธรรมกับใครหากพี่จะให้เขามาร่วมรับรู้ปัญหากับเรา”
อวัชสุขภาพไม่แข็งแรงตั้งแต่เกิด เด็กชายมีโรคประจำตัวคือหอบหืด เป็นหนักมากในช่วงอายุสามสี่ขวบเป็นหนักจนมัทรีแทบไม่ยอมให้ลูกทำกิจกรรมกลางแจ้งแบบออกแรงหรือเล่นกีฬาเลย
เด็กชายเพิ่งมีอาการดีขึ้นในปีนี้ สามเดือนที่ผ่านมาหมอประจำตัวเห็นว่าสุขภาพของอวัชดีขึ้นมากจึงให้ลดการพ่นยาลงเหลือเพียงแค่วันละหนึ่งครั้ง เธอหวังว่าเมื่อโตขึ้นอวัชจะหายขาดได้จริงๆ แบบที่คุณหมอเคยบอก
“ก็นี่ไงน้องวัชมีโรคประจำตัว มีพ่อเป็นหมอน่ะดีที่สุดเลยนะพี่” บุษบาไม่วายออกความเห็น ขณะที่มัทรีส่ายหน้าไปมา
“พี่ไม่คุยกับเธอแล้ว ไปอาบน้ำดีกว่า”
“น้องมาศนี่แฟนเก่าพี่เหรอพี่ต้น” วิศรุตถามพี่ชายตรงๆ ในยามที่ได้อยู่กันตามลำพังที่บ้านพักตากอากาศของเพื่อนพี่ชาย
“อืมม” รามตอบสั้นๆ
“ไม่ใช่แค่แฟนทั่วไปใช่ไหมพี่ เด็กคนนั้นก็หน้าตาคล้ายพี่อยู่นะ”
รามมองหน้าน้อง ไอ้หมอนี่คิดเหมือนเขาเลย
“ฉันก็ว่างั้น แต่มาศเขาบอกว่าน้องวัชเป็นหลานเป็นลูกพี่สาวเขา”
“เขาโกรธพี่อยู่หรือเปล่าเลยไม่ยอมรับ” วิศรุตเดาซึ่งยิ่งตอกย้ำความเชื่อของรามไปกันใหญ่
“ฉันก็ไม่ได้เชื่อเขาหรอก ว่าแต่จะทำยังไงดีวะ”
“ตรวจดีเอ็นเอไงพี่” น้องชายเสนอ
“แม่เขาไม่อนุญาตฉันจะไปตรวจได้ยังไง อีกอย่างเด็กก็เหมือนฉันขนาดนั้นต้องตรวจอีกเหรอ”
“ผมก็ว่างั้นพี่ ดีเอ็นเอมันอยู่บนใบหน้าชัดๆ จะตรวจทำไมให้เสียเวลา” วิศรุตเออออ
“แล้วเย็นนี้พี่จะทำไร”
“ฉันว่าจะไปเดินเล่นชายหาดเผื่อเจอมาสกับน้องวัช นายล่ะ”
“ผมว่าจะพักผ่อน งั้นผมไปล่ะนะถ้าพี่ไปไหนก็ไม่ต้องห่วงผมกับปริม พี่ออกไปได้เลย” วิศรุตลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ เขายักคิ้วให้พี่ชายหนึ่งครั้งก่อนจะเดินหนีทางห้องพักอีกปีกตึกของบ้าน
เย็นนั้นรามมาเดินเล่นชายหาด ชายหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตฮาวายสีสันสดใสกับกางเกงสแลคขาสั้น สาวน้อยและไม่น้อยต่างมองตามเขาเป็นแถวแต่รามไม่สนใจใคร เขากวาดตามองหามัทรีกับลูกเพราะได้ยินว่าพวกเขาจะมาเดินเล่นที่ชายหาดในช่วงเย็น
แต่ผู้คนมากมายที่หาดทำให้เขาหาสองแม่ลูกไม่เจอ ชายหนุ่มกำลังจะเดินไปซื้อน้ำแต่ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงคนฮือฮา
“เด็กเป็นหอบมั้งหอบจนน่ากลัวเลย” เสียงผู้หญิงคนหนึ่งแว่วเข้าหู สัญชาตญาณของหมอทำให้รามถามทันที
“มีคนเจ็บตรงไหนเหรอครับ”
ผู้หญิงคนนั้นชี้บอกทางเขาอย่างรวดเร็ว รามรีบแหวกผู้คนไปทางนั้นเมื่อไปถึงเขาตกใจมากเพราะพบว่ามัทรีกำลังประคองลูกชาย อีกมือก็กดโทรศัพท์ท่าทางร้อนรนจนเขามองออกว่าเธอกำลังจะทำอะไรไม่ถูก
“มาศลูกเป็นอะไร”
“วัชหอบค่ะหมอต้น บุษกำลังวิ่งไปหยิบยาที่ห้องค่ะ” หญิงสาวร้องไห้ไปด้วย
รามมองเด็กชายที่กำลังหอบเหนื่อย ไอและแน่นหน้าอกเขาตัดสินใจทันที
“ไปโรงพยาบาลดีกว่า ไปเดี๋ยวนี้เลย”