คืนวันนั้นมัทรีขอคุยกับรามแบบส่วนตัว ยี่สิบสองนาฬิกาตรงหลังจากที่อวัชกับบุษบาเข้านอนแล้ว เธอเปิดประตูห้องนอนออกมาเจอกับรามที่รออยู่
ชายหนุ่มเดินนำไปที่ระเบียงชั้นสอง มองลงไปเห็นวิวทะเลยามค่ำดูสวยงามแต่ก็แฝงไปด้วยอันตรายเช่นกัน
“หมอต้นคะ มาศอยากคุยเรื่องน้องวัช เขาไม่ใช่ลูกของหมอจริงๆ นะคะ”
“หลังจากที่เราเลิกกันเจ็ดปีที่ผ่านมามาศทำอะไรบ้าง เล่าให้ผมฟังบ้างได้ไหม” รามถามไปอีกเรื่อง
“ก็...” มัทรีนิ่งคิด แต่เธอคิดได้ว่าเล่าไปก็ดีเหมือนกัน เขาจะได้รู้ว่าไม่มีช่วงเวลาไหนที่เธอไปท้องลูกของเขาได้เลย
“ตอนนั้นเหรอคะ พี่สาวมาศหย่ากับสามีค่ะพี่ฟ้าเสียใจมากเลยจะฆ่าตัวตาย เรามีกันแค่สามคนพี่น้องตอนนั้นบุษก็ยังเด็กมาศเลยต้องดูแลทุกอย่างเอง แล้วมันก็ยิ่งแย่ตอนที่พี่ฟ้ารู้ว่าตัวเองท้องเธอพยายามกินยาขับเลือด พยายามทำทุกอย่างเพื่อทำร้ายตัวเอง”
ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายสำหรับครอบครัวของเธอ สร้อยฟ้าเอาแต่คร่ำครวญถึงสามีที่ขอหย่าจนไม่นึกถึงลูกชายที่อยู่ในท้อง มัทรีแทบไม่ได้ไปไหนนอกจากอยู่เฝ้าพี่สาวที่บ้าน ดีว่าตอนนั้นหญิงสาวทำงานเป็นนักเขียนอิสระ เขียนบทความต่างๆ ให้กับหลายเพจจึงสามารถทำงานที่บ้านได้
และหลังจากที่สร้อยฟ้าคลอดลูกชายได้เพียงสิบห้าวันหญิงสาวก็ผูกคอตาย ตั้งแต่คลอดลูกเธอไม่เคยอุ้มอวัช ไม่เคยให้นม คนเป็นแม่มองลูกชายด้วยสีหน้าแววตาเฉยเมย และผลจากการที่ช่วงท้องทารกในครรภ์ได้รับการบำรุงน้อยมาก ทำให้อวัชมีร่างกายไม่แข็งแรงตั้งแต่เกิด เด็กชายต้องเข้าตู้อบนานถึงสองสัปดาห์ และวันที่มัทรีไปรับหลานชายกลับบ้านก็เป็นวันที่สร้อยฟ้าฆ่าตัวตาย
“แล้วทำไมพี่เขยคุณเขาถึงขอหย่ากับพี่สาวล่ะมาศ”
“มาศไม่รู้เลยค่ะ พี่ฟ้าไม่ยอมบอก”
มัทรีจนใจเธอเคยจะพยายามติดต่ออดีตพี่เขยเพื่อบอกเขาว่าเขามีลูก แต่เธอหาตัวเขาไม่พบ หญิงสาวเคยไปหาเขาที่ทำงานและได้รู้ว่าชายหนุ่มลาออกไปแล้ว เคยไปหาที่บ้านที่เคยเป็นเรือนหอของพวกเขาก็พบแต่ป้ายประกาศขาย หลังจากนั้นสามเดือนมีเงินก้อนใหญ่โอนเข้าบัญชีสร้อยฟ้าจากการทำรายการหน้าเคาน์เตอร์ธนาคาร เธอทำการตรวจสอบพบว่าคนที่โอนมาเป็นอดีตพี่เขยของเธอเอง ปัจจุบันเงินก้อนนี้ถูกถ่ายโอนเป็นมรดกมาให้อวัช มัทรีตั้งใจว่าจะเก็บเป็นทุนการศึกษาให้หลานชายในวันข้างหน้า
“เรื่องนี้ใช่ไหมที่คุณบอกเลิกกับผม”
“ค่ะ” มัทรียอมรับ
รามมองคนที่ยืนหันหลังด้วยดวงตาที่อ่อนลง และแปลกที่แม้เขาจะเชื่อแล้วว่าอวัชไม่ใช่ลูกของเขา แต่ความรู้สึกที่เขามีต่อเด็กชายไม่ได้เปลี่ยนไป
“เหนื่อยไหม” ชายหนุ่มแตะลงบนบ่าเธอ บ่าเล็กๆ ที่ไม่รู้ว่าสามารถแบกทุกสิ่งไว้ได้มานานแค่ไหนแล้ว
มัทรีพยักหน้า เธอเหนื่อยมากแต่เป็นความเหนื่อยที่มีความสุข มีความสุขมากจนคิดว่าตนเองไม่ต้องการครอบครัวอื่นนอกจากเท่าที่มีอยู่คือน้องสาวและหลานชาย
“ให้ผมช่วยนะ ผมยินดีที่จะดูแลมาศกับครอบครัว”
หญิงสาวสั่นหน้าปฏิเสธ
“ไม่ได้หรอกค่ะหมอ มันไม่ใช่ความรับผิดชอบของหมอ มาศรับไว้ไม่ได้หรอก”
“ถ้าไม่ใช่ความรับผิดชอบของผม แล้วมันเป็นความรับผิดชอบของใคร น้องวัชเป็นหลานชายไม่ใช่ลูกแต่มาศก็ยินดีดูแลไม่ใช่เหรอ คนเราไม่ได้ทำทุกอย่างเพื่อหน้าที่เสมอไปหรอกนะมาศ บางครั้งเราก็เลือกที่จะทำเพราะเรารักคนๆ นั้นต่อให้มันไม่ใช่หน้าที่ของเรา”
เช้าวันรุ่งขึ้นคณะของมัทรีกลับกรุงเทพฯ ด้วยสายการบินเดียวกันกับราม ส่วนวิศรุตบอกมาแค่ว่าเขายังทำธุระไม่เสร็จ หลังเครื่องบินลงจอดรามอาสาไปส่งมัทรีด้วยรถยนต์ของเขาที่จอดไว้ที่สนามบินดอนเมือง
“วันนี้ผมมีเวรตรวจที่แผนก มาศจะเข้าไปที่โชติไหมครับ” เขาถามในตอนที่ช่วยเธอขนของเข้าบ้าน
“ไปสายๆ ค่ะ” งานของมัทรีไม่ต้องตอกเวลาเข้าออก แต่เธอต้องรับผิดชอบส่งงานให้ตรงเวลา
“งั้นเจอกันที่โชติตอนบ่ายนะครับ” ชายหนุ่มนัดเธอแล้วมองเข้าไปในบ้านบอกลาอวัช
“ลุงไปแล้วนะครับน้องวัช”
“ครับลุงหมอไว้ไปเที่ยวกันอีกนะครับ” อวัชยิ้มแป้น เพราะนอกจากจะได้ไปเที่ยว ก่อนกลับหนุ่มน้อยยังได้ขนมที่ลุงหมอซื้อให้เป็นของฝากหลายถุงใหญ่
มัทรีมองตามท้ายรถเธออมยิ้มโดยไม่รู้ตัว ไม่น่าเชื่อว่าการกลับมาเจอกันอีกครั้งในรอบเจ็ดปีจะทำให้ทุกอย่างรอบตัวดีกว่าที่เธอเคยคิด หญิงสาวนึกถึงคำพูดของเขาเมื่อคืน
'การแบ่งปันความทุกข์ ทุกข์ลดลงครึ่งนึง การแบ่งปันความสุข สุขเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า'
เธอนึกดีใจที่ตัวเองตัดสินใจบอกความจริงกับเขา บอกเหตุผลว่าทำไมเจ็ดปีก่อนเธอเลือกที่จะตัดความสัมพันธ์ เพื่อรักษาชีวิตคนในครอบครัว และเธอได้รู้ว่าสุดท้ายแม้จะยอมเสียความรักไป เธอก็ไม่สามารถรักษาชีวิตพี่สาวไว้ได้
มัทรีคิดย้อนไปถึงอดีตในคืนสุดท้ายที่เธอกับเขาอยู่ด้วยกัน วันนั้นเป็นวันเกิดของเธอ หญิงสาวที่เข้าสู่วัยยี่สิบสองเต็มยินยอมไปฉลองวันเกิดกับเขาตามลำพัง รามกำลังเป็นหนุ่มฉกรรจ์วัยยี่สิบแปดดีกรีคุณหมอเฉพาะทางออโธปิดิกส์คนใหม่ที่ฮอตมากคนหนึ่งในโรงพยาบาล จึงทำให้เธอเผลอใจไปกับเขาไม่ยาก
'ดอกไม้ครับมาศ พี่ว่ามันเหมาะกับมาศมาก'
หญิงสาวรับช่อดอกทิวลิปสีชมพูจากมือเขามาชื่นชม
'ขอบคุณค่ะพี่หมอต้น' เธอมองช่อดอกไม้เมืองหนาวอย่างตื่นเต้นและถามต่อ
'แล้วเราจะไปกินข้าวที่ไหนกันเหรอคะพี่หมอ'
'พี่ให้เชฟมาจัด Fine Dining ให้ที่คอนโดพี่แล้ว มาศจะได้กินของอร่อยแบบสบายๆ ไง ไม่ต้องไปเกร็งที่ร้าน”
'จริงด้วยค่ะ ขอบคุณนะคะ'
เมื่อไปถึงเธอต้องตะลึงเมื่อเห็นว่าโต๊ะอาหารถูกเนรมิตขึ้นที่ระเบียง แสงไฟที่ถูกจัดอย่างประณีตและข้าวของต่างๆ ทำให้รู้ได้ว่าทุกอย่างถูกรังสรรค์โดยมืออาชีพจริง