เธอคิดเพลินๆ ก็ต้องตกใจเมื่อได้ยินเสียงเคาะกระจกด้านนอกเป็นจังหวะ บุษบาหยุดฟังเมื่อเสียงเงียบไปเธอจึงคิดว่าตนเองหูฝาดเธอปิดน้ำใช้ผ้าขนหนูผืนใหญ่ซับน้ำออกจากตัวแล้วสวมเสื้อคลุมออกมาจากห้องน้ำ
“กรี๊ด...”
เธอส่งเสียงร้องเมื่อถูกกอดอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ก่อนที่เสียงจะเงียบไปเมื่อถูกมือใหญ่ปิดปากพร้อมกับแรงกอดรัดจากด้านหลัง
“พี่เอง” เสียงห้าวเข้ามาในโสตประสาทพร้อมกับกลิ่นเหล้า ที่โชยออกมาอ่อนๆ ทำให้เธอเบือนหน้าหนีใบหน้าคมที่กำลังซุกไซ้ไปทั่วซอกคอ
“พี่หัสอย่าค่ะเดี๋ยวเป็นรอย แล้วพี่เข้ามาได้ยังไง”
เธอหมุนตัวกลับไปหาเขาและยกมือขึ้นดันร่างสูงใหญ่ของเขา ออกห่าง แต่หัสดีขืนตัวไว้ขณะที่ตอบคำถาม
“ระเบียงห้องติดกันพี่เลยปีนข้ามมา”
บุษบากลอกตามองบนอย่างเหนื่อยใจ นี่เธอจะทำอย่างไรกับผู้ชายคนนี้ดี
“พี่หัสกลับห้องไปเถอะค่ะ เดี๋ยวใครมาเห็นจะไม่ดี”
“ไม่ดียังไง พี่ยินดีรับผิดชอบบุษ”
“รับผิดชอบยังไงคะ” เธอชะงัก
“ได้ทุกแบบบุษจะเอายังไงว่ามาเลย”
“ถ้าบุษบอกว่าบุษอยากแต่งงาน...” เธอพูดช้าๆ แต่อีกฝ่ายชะงักเช่นกัน
“พี่ไม่คิดว่าบุษจะอยากแต่งงานกับพี่ แต่ถ้าบุษต้องการ แบบนั้น ก็ได้เดี๋ยวพี่ให้ผู้ใหญ่มาคุย”
บุษบานิ่งอึ้งกับคำว่า ‘ถ้าบุษต้องการแบบนั้นก็ได้’ เธอผลักเขาออกไปเต็มแรงด้วยความโมโห
“บุษไม่ได้อยากบังคับใครให้มารับผิดชอบหรอกค่ะ แล้วมันก็ไม่มีอะไรที่ต้องรับผิดชอบสักหน่อย สมัยนี้แล้วไม่มีใครได้ใครเสียอะไรทั้งนั้นละ”
“อย่าพูดแบบนั้น พี่รู้ว่าบุษไม่ใช่คนที่จะยอมมีอะไรกับใครง่ายๆ”
บุษบาเม้มปากและตอบไปว่า
“เรื่องที่ญี่ปุ่นมันอาจจะเป็นแค่ความอยากรู้อยากเห็นของบุษก็ได้ค่ะ จบแล้วก็แล้วกันไป”
เธอใจหายเมื่อรู้สึกว่าท่อนแขนที่รัดเอวไว้คลายออก แต่บุษบาก็บอกตัวเองว่าดีแล้ว อะไรที่ไม่ถูกที่ถูกทางควรจะจัดการอย่างถูกต้องเสียที
‘จบแล้วก็จบกันไป’ นั่นเป็นประโยคที่เขาไม่คิดว่าจะได้ยิน จากเธอ หญิงสาวที่เคยบังเอิญพบกันที่ญี่ปุ่นและมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เขาถึงขั้นเอ่ยปากขอคบกับเธอแบบคนรักและเธอเองก็ตอบ ตกลงด้วย แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อเรากลับไทยและกลายเป็นว่าเขาติดต่อเธอไม่ได้อีกเลย
“บุษคิดแบบนั้นเหรอ”
หญิงสาวหันหน้าหนี เธอเดินตรงไปที่ประตูระเบียงแล้ว เปิดออก
“พี่หัสกลับไปเถอะค่ะ เดี๋ยวใครมาเจอจะไม่ดี” หญิงสาวรับรู้ว่าเขาเริ่มโกรธแต่เธอยังทำใจดีสู้เสือ
“อะไรที่ไม่ดี บุษโสดพี่ก็โสดแล้วทำไมเราจะคบกันไม่ได้ พี่ไม่ยอมเรื่องที่บุษบอกให้เราจบๆ ไปหรอกนะ ตอนตกลงคบกัน บุษก็คิดแล้วอยู่ๆ จะมาบอกเลิกพี่ฝ่ายเดียวไม่ได้”
บุษบาส่งเสียงร้องเมื่อเขาเดินมาถึงตัวแล้วจัดการเลื่อนประตูกระจกปิดลงล็อกและหันมาอุ้มเธอจนตัวลอยจากพื้นแบบไม่ให้เธอ ตั้งตัวทัน หญิงสาวเหนี่ยวคอเขาไว้แน่นเพราะกลัวตกลงพื้นเธอรู้ตัว อีกทีก็ถูกวางร่างลงบนเตียงหนานุ่ม
“พี่หัส!” เธอเรียกเสียงเกรี้ยวกราดพอประมาณแต่ชายหนุ่มไม่ใส่ใจ เขาตรึงร่างเธอไว้บนที่นอนฝ่ามือใหญ่ป่ายเปะปะไปทั่วร่างขณะที่กด ริมฝีปากลงบนลำคอ ซุกไซ้ไปมาแรงๆ จนเธอขนลุก ไปทั้งตัว
“ให้โอกาสพี่ก่อนเถอะบุษ พี่เชื่อว่าเราเข้ากันได้”
เธอส่ายหน้าไปมาแทนคำตอบ จากนั้นต้องสะดุ้งเมื่อเสื้อคลุมที่สวมอยู่ถูกกระตุกออกจากร่างอย่างรวดเร็ว ฝ่ามือของเขากอบกุมลงบนทรวงอกผิวเนื้อเต่งตึงยอดอกชูชันแทบจะทันที
“แบบนี้... หรือว่าจะแบบนี้ดี บุษชอบพี่รู้”
หัสดีเลื่อนใบหน้าไล่จูบไปตามเนินทรวงอวบอิ่ม เหลือบตามองปฏิกิริยาตอบรับของคนในอ้อมแขนอย่างพอใจ
ชายหนุ่มวกกลับไปจูบขมับ เปลือกตา ไล่ไปยังสันจมูก ระเรื่อยไปจนถึงริมฝีปากอิ่มนุ่มอีกครั้งอย่างอดไม่ได้ เขาใช้ลิ้นและเล็มไปตามขอบปากจนเธอลืมตัวยอมเผยอปากรับ ปลายลิ้นหยอกล้อกันจากความนุ่มนวลในทีแรกเพิ่มระดับเป็นความร้อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
บุษบาถอนหายใจแรงขึ้น เธอรวบรวมกำลังใจเพื่อที่จะหาทางหยุดการกระทำของชายหนุ่มในตอนนี้ เราควรจะพูดคุยกันก่อนที่เขาจะทำเนียนมาหาเศษหาเลยกับเธออีกแบบหลายครั้งที่ผ่านมา
“อย่าเพิ่งค่ะพี่หัส เราต้องคุยกันบุษไม่โอเคที่พี่ทำแบบนี้”
“ทำแบบนี้คืออะไร การที่เราจะคบหากันหรือการที่เราจะมีอะไรกัน” หัสดีถามเธอตรงๆ
“ก็ทั้งสองเรื่องค่ะ” หญิงสาวหน้าแดงจัดเธอพยายามรวบสาบเสื้อคลุมเข้าหากันซึ่งอีกฝ่ายก็โอนอ่อนตาม
‘คุยกันก่อนก็ดี ตกลงกันให้เป็นเรื่องเป็นราวค่อยถอดใหม่ ก็ได้’ ชายหนุ่มคิดในใจ พลางขยับตัวไปเอนตัวครึ่งนั่งครึ่งนอนพิงพนักหัวเตียงแล้วดึงเธอมากอดหลวมๆ
“ว่ามาเลยครับ”
“ที่พี่บอกว่าเราคบกัน เราจะคบกันแบบไหนคะ”
“ก็เป็นแฟนกัน ศึกษากันไงบุษ เรียนรู้ว่าแต่ละคนเป็นยังไงจะได้ปรับตัวเข้าหากันได้ถูก แต่ถ้าบุษกลัวว่ามันดูเลื่อนลอยไม่มีอนาคตเราหมั้นกันก่อนก็ได้นะ” หัสดีตอบอย่างระมัดระวัง เขาไม่รู้ว่าบุษบาต้องการคำตอบแบบไหน จึงเลือกตอบตามความจริงที่เขา คิดอยู่ เห็นเธอทำสีหน้าครุ่นคิดเขาจึงรีบพูดต่อ
“แต่ถ้าบุษยังมองว่ามันไม่โอเค เราสองคนจะไปจดทะเบียนสมรสกันก่อนก็ได้พี่ขอเวลาสักครึ่งปีเคลียร์งานแล้วค่อยจัดงานแต่ง ได้ไหมครับ”
“เราจะแต่งงานกันได้ยังไงคะ เรายังแทบไม่รู้จักกันเลย”
เธอท้วงทำสีหน้าโมโหขึ้นมาอีก
“งั้นเราก็คบกันก่อน เป็นแฟนกันนะครับ”
บุษบาทำหน้าคิดไม่ตก หญิงสาวหันหน้าหนีเมื่อเขาก้มหน้า มาหาจนต้องใช้มือดันหน้าเขาออกห่างก่อน
“ถ้าบุษไม่ยอม...” เธอลองหยั่งเชิง
“พี่ก็จะไปหาคุณมาศ บอกความจริงทั้งหมดว่าเรารู้จักกันยังไง ที่ญี่ปุ่นเกิดอะไรขึ้นบ้าง” มาถึงขนาดนี้หัสดีเองก็ไม่ยอมเช่นกันและบุษบาก็รับรู้ได้ หญิงสาวเปลี่ยนท่าทีฉับพลันเธอเลื่อนฝ่ามือลูบ ไปที่หน้าอกเขา ไปมาราวจะให้เขาใจเย็นลง
“บุษยังไม่อยากให้ใครรู้ อยากแน่ใจเรื่องของเราก่อนว่าเรา ไปกันได้จริงๆ แล้วค่อยบอกผู้ใหญ่ ตอนนี้บุษยังไม่พร้อมกับชีวิตคู่ค่ะ พี่หัสใจเย็นหน่อยได้ไหมคะ”
หัสดีหรี่ตามอง เขาเหลือบตามองฝ่ามือขาวผ่องที่กำลังลูบไปตามเนื้อตัวเขาอยู่ ใจหนึ่งเขาเข้าใจดีว่าบุษบายังอายุน้อยไม่แปลกที่เธอยังอยากใช้ชีวิตโสดแต่เขาก็ไม่อยากปล่อยเบลอทำเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นระหว่างกัน ไม่อยากไล่ตามจับเธอเหมือนเป็นอาชญากรหื่นกามแบบนี้ ถ้ามีตรงกลางให้เราพบกันครึ่งทางได้น่าจะดีกว่า
“งั้นบุษต้องการแบบไหนลองบอกพี่มาก่อน”
“อืมม... เราคบกันแบบยังไม่บอกใครได้ไหมคะ” เธอเลื่อนมือลูบไปตามผิวเนื้อตึงแน่นอย่างเพลิดเพลิน จนอีกฝ่ายต้องจับมือเธอไว้เพราะนั่นกำลังทำให้เขาไม่มีสมาธิในการต่อรอง
“บุษยังอยู่กับครอบครัวใหญ่ขนาดนั้น พี่จะไปหาหรือเรา จะคบกันยังไงไม่ให้คนอื่นรู้ล่ะ” หรือว่าเธอตั้งใจจะให้เขาหลบๆ ซ่อนๆ วะ หัสดีคิดในใจ
“บุษจะขอย้ายมาอยู่ข้างนอกค่ะ ช่วงนี้มีแพลนเปิดร้าน อีกสาขาบุษเกริ่นกับคุณแม่แล้วว่าอยากย้ายไปอยู่ใกล้ร้านใหม่จะได้ทำงานสะดวก ถ้าพี่หัสจะมาเจอ มารับไปไหนมาไหนบ้างก็คงไม่มีปัญหาหรอกค่ะ”
“แน่นะบุษ” เขารั้งเอวเธอให้เอนกายมาแนบชิดมากขึ้น จนตอนนี้เธอขึ้นไปเกยบนร่างสูงใหญ่ที่ครึ่งนั่งครึ่งนอนในท่วงท่าที่นั่งคร่อมลงบนหน้าท้องที่แน่นไปด้วยกล้ามเนื้อ
“ค่ะ” ร่างสองร่างแนบชิดกันจนบุษบาต้องเอาแขนสองข้างโอบกอดรอบคอเขาไว้ รับรู้ว่าอารมณ์เขาเริ่มเปลี่ยน
“งั้นเราทำสัญญากันก่อนว่าบุษจะไม่เบี้ยวพี่”
หัสดีเหนี่ยวลำคอระหงให้โน้มมาหาใช้ริมฝีปากของตนเอง แนบลงกับเรียวปากอิ่มอย่างนุ่มนวลแกมเร่าร้อนไปพร้อมกัน บุษบาเปิดปากจะห้ามแต่กลายเป็นการเชื้อเชิญให้อีกฝ่ายสอดลิ้นเข้ามา ในปากเธอ จุมพิตที่เริ่มต้นอย่างอ่อนโยนนั้นรุกเร้ารุนแรงจนสติเธอแทบหลุดจากตัว