“นิดหน่อยค่ะ แต่สนุกดี” เกสราตอบพร้อมหัวเราะน้อยๆ
“วันนี้รับน้องทั้งวันเลย เพิ่งเลิกกิจกรรม พรุ่งนี้มีอีกวันน่าจะเลอะกว่านี้”
ชายหนุ่มพยักหน้าเล็กน้อยโดยไม่แสดงสีหน้ามากนัก
“ขึ้นรถเถอะ เดี๋ยวส่งเราแล้วอาต้องไปโรงพยาบาลต่อ”
บทสนทนาเพียงไม่กี่ประโยค แต่ความเป็นกันเองในแบบครอบครัวชัดเจนพอให้คนมองจากระยะไกลรู้ว่าชายคนนั้นค่อนข้างเอ็นดูหลานสาวของเขาอยู่ไม่น้อย
จากมุมที่ยืนอยู่ ปาณชีวาเผลอหยุดหายใจไปชั่วครู่ เมื่อดวงตาคมคู่นั้นเหลือบมาทางกลุ่มเพื่อนหลานสาวซึ่งรวมถึงเธอด้วย
มันเป็นเพียงเสี้ยววินาทีสั้นๆ เสี้ยววินาทีเดียวที่สายตาของเขาสบเข้ากับสายตาของเธออย่างไม่ได้ตั้งใจ
แต่ใจของเธอกลับเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน...
เธอไม่รู้หรอกว่าเพราะอะไร ระยะห่างที่ไกลและความต่างของฐานะทำให้เธอไม่ควรมองเขาเกินกว่าคำว่าอาของเพื่อนไปได้เลยด้วยซ้ำ แต่ในวูบหนึ่งนั้น เธอเห็นทั้งความคิดคำนวณ ความเหนื่อยล้าซ่อนลึก และความเด็ดขาดในดวงตาของเขาพร้อมๆ กัน ราวกับคนคนนี้แบกอะไรบางอย่างหนักหนาไว้บนบ่าตลอดเวลา และไม่เคยยอมปลดมันออก
มันเป็นแค่การสบตาครั้งแรกแต่กลับฝังแน่นลงไปในหัวใจของปาณชีวาอย่างง่ายดายจนน่ากลัว เด่นคุณสะกิดแขนเธอเบาๆ เมื่อเห็นปาณชีวามองไปที่รถของกฤตภัทร
“นั่นแหละอาหมอของแก้วน่ะ ขี้เก๊กเป็นบ้าเลยเนาะ”
กฤตภัทรเบนสายตาจากเด็กสาวคนนั้นแล้วหันไปเปิดประตูรถให้หลานสาวอย่างเงียบๆ ท่าทางของเขาไม่ได้อ่อนโยนจนเกินจริง แต่ก็ไม่แข็งกระด้าง เป็นความใส่ใจในแบบคนที่ชินกับการรับผิดชอบคนทั้งโรงพยาบาลมากกว่าคนใกล้ตัว
“รีบขึ้นไปสิ เดี๋ยวรถติด”
“ค่ะอา” เกสราตอบ ก่อนหันมาโบกมือให้เพื่อนสองคนที่ยืนมองอยู่ไม่ไกลนักเมื่อเห็นว่าพวกเขายังคงยืนที่เดิม
“ป่าน เด่น ไว้คุยกันนะ!”
ปาณชีวายกมือโบกตอบ ยิ้มให้ทั้งเพื่อนและคนข้างๆ แม้จะรู้ดีว่าเขาแทบไม่ได้มองเธอด้วยซ้ำ เธอเห็นเพียงกรอบหน้าด้านข้างของเขา เส้นกรามคม และสายตาที่มองตรงไปข้างหน้าอย่างไม่คิดเหลียวหลัง
รถคันหรูเคลื่อนออกจากหน้าคณะไปอย่างนุ่มนวล ปล่อยให้ลมเย็นในยามค่ำพัดผ่านท่ามกลางความเงียบระหว่างปาณชีวากับเด่นคุณ
“อาหมอเขาดูดุนะ” เด่นคุณพูดขึ้นเบาๆ
“แต่ก็ดูเก่งมากเลยเนอะ แค่ยืนเฉยๆ ก็ข่มคนอื่นได้ทั้งแถบแล้ว”
ปาณชีวาพยักหน้าช้าๆ ไม่ได้ตอบอะไรเป็นคำ เธอก้มหน้าลงมองเงาตัวเองสะท้อนอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์สีดำที่ล็อกอยู่ พยายามเก็บซ่อนความรู้สึกบางอย่างที่ไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้สบตาเขา
นี่เธอ...คิดฟุ้งซ่านอะไรอยู่กันนะ...ปาณชีวา...
หลายปีต่อมา...
เสียงกริ่งดังยาวจากนาฬิกาแขวนบนผนังห้องสอบดังขึ้นพร้อมกับเสียงประกาศของอาจารย์ประจำวิชาให้หยุดเขียน ปากกานับร้อยด้ามในห้องเลคเชอร์ขนาดใหญ่ค่อยๆ วางลงบนโต๊ะเกือบพร้อมกัน ราวกับนัดหมายกันไว้ล่วงหน้า ตามมาด้วยเสียงถอนหายใจระคนเสียงหัวเราะโล่งอกของนักศึกษาชั้นปีที่สี่คณะบริหารธุรกิจที่เพิ่งปลดแอกตัวเองจากข้อสอบวิชาสุดท้ายของเทอมหนึ่งอย่างเป็นทางการ
ปาณชีวาวางปากกาลงอย่างระมัดระวัง เธอนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเพื่อเช็กว่าตัวเองเขียนครบทุกข้อแล้วจริงๆ ไม่ได้ลืมหน้าไหนไปอย่างน่าเสียดาย เมื่อแน่ใจจึงค่อยพลิกกระดาษทดอีกด้านตรวจดูเลขที่นั่งและชื่อของตัวเองอีกครั้งอย่างเป็นนิสัย ก่อนเงยหน้าขึ้นมองเพดานสีขาวเหนือหัว
ราวกับว่าการเงยหน้าขึ้นช้าๆ แบบนั้นทำให้ความจริงบางอย่างแล่นวาบเข้ามาในหัว
นี่ไม่ใช่แค่การสอบวิชาหนึ่งเท่านั้น แต่มันคือวันสุดท้ายของการสอบในฐานะนักศึกษาชั้นปีที่สี่เทอมหนึ่ง
อีกไม่กี่เดือนเธอก็จะกลายเป็นบัณฑิตตามที่บิดามารดาตั้งความหวังไว้
เพียงแค่คิดถึงใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยย่นของบิดาและรอยมือหยาบๆ ที่ลูบหัวเธอเบาๆ ตอนส่งขึ้นรถทัวร์เมื่อสามปีก่อน หัวใจของปาณชีวาก็อุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด เธอสูดลมหายใจเข้าลึก กลั้นอารมณ์บางอย่างที่จู่ๆ ก็เอ่อขึ้นมา ก่อนลุกจากเก้าอี้ตามคำสั่งของอาจารย์และนำกระดาษคำตอบไปส่งด้านหน้า
“ป่าน ทางนี้!”
เสียงเรียกดังลอยมาจากท้ายห้อง เมื่อปาณชีวาหันไปเก็บของ เธอก็เห็นเกสรายืนโบกมืออยู่ข้างเด่นคุณที่กำลังเก็บข้อสอบชุดของตัวเองลงบนกอง กระเป๋าเป้ใบใหญ่ถูกสะพายห้อยที่ไหล่ข้างหนึ่ง ผมยาวของเกสรามัดรวบสูงอย่างคนที่พร้อมจะไปปาร์ตี้ฉลองสอบเสร็จทุกเมื่อที่มีสัญญาณ
พอเดินออกจากห้องสอบได้ เสียงแอร์ก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงอื้ออึงจากนักศึกษาที่ออกมาจากห้องต่างๆ บนชั้นเดียวกัน บ้างบ่นข้อสอบยากไป บ้างดีใจกับการเดาข้อสุดท้ายถูก บ้างแค่อยากไปหาร้านอาหารประจำกลุ่มเพื่อฉลองปิดเทอมกันเสียที
“ไงครับว่าที่บัณฑิตเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ทำข้อสอบแบบชิลๆ เลยสิ” เด่นคุณเอ่ยขึ้นพร้อมเลิกคิ้วข้างหนึ่งด้วยท่าทางแซวตามสไตล์
“อย่าพูดแบบนั้นเลยเด่น ป่านแค่เขียนให้ครบ ไม่รู้จะได้คะแนนเท่าไหร่ด้วยซ้ำ วิชานี้ข้อเขียนยาวมาก” ปาณชีวาหัวเราะเบาๆ
“แต่ป่านก็อ่านละเอียดเป็นปกติอยู่แล้วนี่” เกสราพูดขึ้น “คราวก่อนสอบมิดเทอมยังได้เต็มเกือบหมดเลย อาจารย์ยังชมไม่ใช่เหรอ”
“อาจารย์ชมทั้งห้องนั่นแหละ แก้วอย่าเว่อร์” ปาณชีวาปฏิเสธ แต่ปลายเสียงมีแววอายเล็กๆ