“ธารมิกา”
เธอสะดุ้งนิดๆ ที่ได้ยินชื่อจริงจากปากเขาในห้องที่เงียบขนาดนี้ หญิงสาวจึงได้หันกลับไปมองแล้วพบว่าเขาก้าวเข้ามาจนเกือบชิดตัวเธอ เหมือนไม่อยากให้ลูกได้ยินสิ่งที่เขาจะพูด หรืออาจกลัวว่าเธอจะฟังไม่ชัด
“คะ?”
อธิชนม์นิ่งไปวินาทีหนึ่ง ราวกับกำลังเลือกคำที่เหมาะสม แต่เมื่อเขาพูดออกมา น้ำเสียงกลับมั่นคงจนธารมิกาไม่ต้องถามซ้ำ
“ต่อให้ชัญญ่ากับแม่ของฉันจะชอบเธอแค่ไหน...แต่ฉันก็หวังว่าเธอจะไม่คิดอะไรที่ไม่ควรคิด” คำพูดนั้นเหมือนคมมีดบางๆ ที่ซ่อนอยู่กำลังกรีดผ่านหัวใจของเธออย่างโหดร้ายที่สุด
ธารมิกานิ่งไปชั่วครู่ เธอพยายามรักษารอยยิ้มไว้ ทั้งที่หัวใจเต้นแรงเหมือนถูกบีบ ริมฝีปากแห้งผากแต่เธอก็ฝืนหายใจให้เป็นปกติที่สุด
อธิชนม์ยังพูดต่อ ราวกับต้องการให้ทุกอย่างชัดเจนยิ่งกว่าเดิม
“ถึงเราจะไม่ใช่พี่น้องกันโดยสายเลือด แต่ในสายตาฉัน…เธอก็คือน้องสาว” เขามองเธอตรงๆ “และจะเป็นแค่นั้น...ตลอดไป”
ธารมิการู้สึกเหมือนห้องทั้งห้องเย็นลงทันที ทั้งที่ไฟยังสว่างเท่าเดิม ทั้งที่ลมไม่ได้พัดผ่านเข้ามา แต่คำว่า ‘ตลอดไป’ จากปากเขากลับหนักเหมือนโซ่ที่คล้องหัวใจไว้แน่น จนเธอแทบหายใจไม่ออก
เธอรู้…ว่าเขารังเกียจเธอมาตลอด
ไม่ใช่รังเกียจในความหมายเกลียดชังจนอยากทำร้าย
แต่เป็นความรังเกียจในความหมายของการผลักไส การไม่ให้สิทธิ์เข้าใกล้และการทำให้เธอรู้ว่า เธออยู่ตรงนี้ได้แต่อย่าหวังอะไรที่ไกลกว่านั้น...
ธารมิกาก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนจะเงยขึ้นอีกครั้ง เธอส่งยิ้มบางๆ ที่บางจนเหมือนจะหายไปกับลมหายใจ ยิ้มที่พยายามกลบความเจ็บทั้งหมดให้กลายเป็นความเข้าใจ
“ธารรู้ตัวดีค่ะว่าธารเป็นใครมาจากไหน” เธอพูดเสียงเบาแต่ชัดเจน “ธารจะไม่คิดอะไรที่ไม่ควรคิด และจะไม่ทำให้คุณชนม์ลำบากใจแน่นอน ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ”
อธิชนม์มองเธออย่างนิ่งๆ เหมือนกำลังตรวจสอบว่าเธอโกหกหรือไม่ เหมือนกำลังจับผิดแม้กระทั่งความรู้สึกที่เธอซ่อนอยู่
ธารมิกากลืนน้ำลาย ฝืนให้คำพูดต่อไปลื่นไหลทั้งที่รู้สึกว่าลำคอมันแห้งผากไปหมด
“แค่ได้เป็นน้องสาวของคุณชนม์…ธารก็ดีใจมากแล้วค่ะ”
ประโยคนั้นเป็นความจริงและเป็นคำโกหกในเวลาเดียวกัน
จริง…เพราะเธอดีใจที่ได้กลับมาอยู่บ้าน ได้อยู่ใกล้คนในครอบครัว ได้อยู่ในสถานที่ที่เธอรัก และได้มีโอกาสถูกยอมรับในฐานะน้องสาว
โกหก…เพราะลึกๆ ในใจ เธออยากเป็นมากกว่านั้นมาตลอด เพียงแต่ไม่เคยกล้าพูด ไม่เคยกล้าแสดงออก เพราะรู้ดีว่าหากแสดงออกไปเขาอาจจะเกลียดเธอไปตลอดชีวิต
อธิชนม์ขยับริมฝีปากเหมือนจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูด เขาเพียงพยักหน้าเบาๆ หนึ่งครั้ง เหมือนยอมรับคำสัญญา แล้วเป็นฝ่ายก้าวออกไปจากห้องลูกสาวก่อนเธอ
ธารมิกายืนอยู่ตรงที่เดิม มองแผ่นหลังเขาที่กำลังเดินออกจากห้องไปช้าๆ ภาพนั้นทำให้เธอเจ็บปวดและน้อยใจเหลือเกิน ทั้งที่เธอควรชินแล้ว ทั้งที่เธอเคยถูกผลักไสมาตลอด แต่ทำไม…การผลักไสครั้งนี้กลับเจ็บกว่าทุกครั้ง
หรือเพราะครั้งนี้มีเด็กหญิงตัวเล็กนอนหลับอยู่กลางห้อง
มีคำว่า ‘มามี้’ ที่หลุดจากปากของเธอ
และมีมารดาของเขาที่ชอบเธออย่างออกหน้าออกตา
มันเลยทำให้หัวใจของเธอเผลอหลงคิดว่า…บางทีโลกอาจใจดีกับเธอสักครั้ง แต่สุดท้ายเธอก็แค่เข้าใจผิดไปเอง...
เพราะฉะนั้นนับจากวินาทีนี้ไป เธอก็ควรหยุดฝันในสิ่งที่จะไม่มีวันเป็นไปได้เสียที
เพราะแม้แต่ความคิดเขาก็ไม่เคยให้สิทธิ์นั้นกับเธอ...
เสียงประตูห้องของเขาที่อยู่ติดกันดัง ‘คลิก’ แผ่วๆ
แต่กลับก้องอยู่ในใจธารมิกาอย่างเจ็บแปลบ...
เธอหันกลับไปมองชัญญ่าอีกครู่หนึ่ง มองใบหน้าเด็กหญิงที่หลับสนิทอย่างสงบ รอยยิ้มเล็กๆ ยังอยู่ที่มุมปาก ราวกับในฝันมีคนที่เธออยากเรียกว่ามามี้อยู่ข้างๆ
เธอไม่เคยรู้ว่ามารดาของชัญญ่าเป็นใคร เท่าที่เคยได้ยินมารดาเขาเล่ามาก็รู้แค่ว่าผู้หญิงคนนั้นจากโลกนี้ไปนานแล้ว อาจจะตั้งแต่วันแรกที่ชัญญ่าลืมตาดูโลกด้วยซ้ำ
แต่ไม่ว่ายังไงเธอก็คงไม่มีวันแทนที่ใครได้จริงๆ
ธารมิกายกมือขึ้นปิดปากตัวเอง พยายามเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะไม่อยากให้เสียงสะอื้นปลุกเด็กไร้เดียงสาให้ลืมตาตื่น เธอสูดลมหายใจเข้าลึกสองสามครั้ง พยายามกลืนความเจ็บทั้งหมดลงไป เหมือนที่เคยทำมาตลอดชีวิตและพยายามบอกตัวเองเหมือนที่เคยบอกอยู่เสมอ
อย่าร้องไห้
อย่าทำให้ใครเห็นว่าเราอ่อนแอ
อย่าทำให้เขาคนนั้น...รำคาญ
เมื่อรวบรวมความเข้มแข็งกลับมาได้เธอก็ค่อยๆ เดินออกจากห้องแล้วปิดไฟให้เรียบร้อยก่อนปิดประตูแผ่วเบา เธอเดินผ่านห้องนั่งเล่นที่เงียบสนิท ผ่านกลิ่นผนังไม้สักจนมาถึงประตูหน้าบ้าน
เมื่อประตูเปิดออก ลมเย็นก็พัดเข้ามาปะทะใบหน้าทันที ราวกับฟาร์มแห่งนี้กำลังเตือนให้เธอรู้ว่า…ชีวิตจริงไม่ใช่นิทานก่อนนอน
ที่นี่ไม่มีเจ้าชาย และเธอ...ไม่ใช่เจ้าหญิงของใครทั้งนั้น
ธารมิกาเดินไปตามทางเดินหินที่เชื่อมบ้านไม้สักกับบ้านหลังใหญ่ แสงไฟสนามส่องเงาเธอบนพื้นเป็นเงาทอดยาวอย่างเงียบงัน